อิมเมจของ หนึ่งธิดา เจษฎาวัฒน์ จันทิมา และ วิทย์
ตอนที่ 1. สิ่งที่หายไป
“วิทย์”
ราชา เบญจรัศม์เจ้าเศรษฐีใหญ่ผู้เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของกลุ่มธุรกิจในเครือ
‘เบญจรัศม์’ ส่งเสียงเรียกวิทย์ผู้เป็นมือขวาคนสนิทเมื่อเห็นอีกฝ่ายกำลังปลีกตัวจากไปแบบเงียบๆ
“ครับท่าน”
“ไม่เข้าร่วมประชุมด้วยกันหรือ?”
“ผม... ”
“มีอะไรจะบอกฉันหรือเปล่า?” พิรุธเพียงเล็กน้อยที่วิทย์แสดงออกหาได้รอดพ้นจากสายตาคมกริบของราชาไม่
สัญชาตญาณบอกให้ราชาทราบว่าวิทย์กำลังกระทำการบางอย่างที่ปกปิดต่อเขา
“ครับท่าน ผมมีเบาะแสใหม่ที่ใช้ตามหาหัวใจของวัตรแล้วครับ”
“งั้นหรือ” ในส่วนลึกของจิตใจ ราชาไม่อยากให้วิทย์ตามหาหัวใจของวัตรจนเจอ
เขาไม่ต้องการรับรู้และสัมผัสกับความตายของใครอีก
แต่ราชาก็รู้ว่าเขาห้ามวิทย์ไม่ได้เพราะนั่นเป็นเป้าหมายในการคงอยู่ของวิทย์
“สัญญากับฉันนะวิทย์ คิดให้ดีๆ ก่อนลงมือทำ ฉันไม่อยากเห็นเธอกลับไปเป็นเหมือนเดิมอีก
คนที่ฉันห่วงที่สุดคือเธอ ฉันอยากให้เธอได้รู้ว่ายังมีฉันอีกคนที่รักและเป็นห่วงเธอที่สุด”
“ครับท่าน ผมให้สัญญาเมื่อผมตามเจอแล้วผมจะบอกท่านก่อนลงมือทำสิ่งใดลงไป”
“ขอบใจวิทย์ ขอบใจที่ยอมรับฟังคำขอของฉัน”
ราชาพอใจกับคำสัญญานี้ วิทย์เป็นคนที่รักษาสัญญายิ่งกว่าชีวิตเมื่อวิทย์ให้สัญญาไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น
วิทย์จะพยายามรักษาและกระทำตามสัญญาที่ให้ไว้นั้นอย่างเคร่งครัด
“อีกอย่างที่ฉันอยากจะขอ”
“ครับท่าน”
“เอานนท์ไปด้วย ไม่ว่าจะไปไหนให้นนท์อยู่ใกล้ๆ คอยช่วยเหลือเธอเสมอ”
“ครับ... ท่าน” วิทย์ระบายยิ้มนิดๆ ก่อนจะปลีกตัวออกไป ‘ท่านก็ยังคงเป็นท่าน’ ท่านได้พยายามอย่างสุดความสามารถแล้วที่จะปกป้องทุกคนที่ท่านรัก
วันนี้ เป้าหมายของเขาคือการสำรวจสภาพโดยรอบของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง
เขาเฝ้าสังเกตอย่างละเอียดรอบคอบจึงพบว่า ที่นี่เป็นโรงพยาบาลขนาดกลางสภาพโดยรวมค่อนข้างดีแม้ไม่ได้ตั้งอยู่ใจกลางเมือง
ที่นี่ค่อนข้างมีพื้นที่ใช้สอยมากกว่าโรงพยาบาลในตัวเมือง มีลานจอดรถสองแห่งอยู่ด้านหน้าอาคารติดถนนใหญ่
อีกแห่งอยู่ใต้อาคารบริหารตึกด้านหลัง ตัวอาคารจัดแบ่งพื้นที่ใช้สอยภายในสะอาดและโล่งโปร่งดีมาก
ระหว่างสำรวจภายในอาคาร เขาหยุดยืนมองกระดานข่าวสารที่แปะโปสเตอร์ให้ความรู้ทางการแพทย์เป็นระยะ
“หมอกฤษคะ” เสียงพยาบาลสาวสวยแต่งหน้าประณีตรูปร่างเย้ายวนตา สาวเท้าวิ่งตามหมอหนุ่มเรียกหาเขาว่า
‘หมอกฤษ’
“ครับ”
“รีบหรือเปล่าคะ เราน่าจะ...” พยาบาลสาวเอ่ยเบาๆ แล้วค้างประโยคเอาไว้ด้วยรอยยิ้มเชิญชวน
หมอหนุ่มเปิดยิ้มตอบรับอย่างพึงพอใจ
“ยังไม่ได้ครับคนสวย อีกครึ่งชั่วโมงผมมีตรวจสุขภาพรายเดือนให้กับคนไข้กิตติมศักดิ์รายนั้น”
“อีกแล้วเหรอคะ!”
พยาบาลคนสวยทำหน้ากระเง้ากระงอดขึ้นมาอย่างขัดเคืองใจ
“ไม่เอาน่ะ... คุณก็รู้ว่าผมเลือกคุณอยู่แล้ว แต่นั่นเป็นคนไข้นะครับผมต้องทำตามหน้าที่”
“หน้าที่อะไรกันคะ แก่รุมโรคแล้วยังริหลงรูปหมอกฤษอีก”
“จุ๊... ไม่เอาน่ะ”
หมอกฤษเบาเสียงลงเหลือเพียงกระซิบกระซาบด้วยเข้าใจว่าวิทย์คงจะไม่ได้ยิน
เพียงแต่เขาไม่รู้ว่าทักษะในการฟังของวิทย์ดีเยี่ยมเพียงใดจึงได้ยินคำพูดของเขาที่กระซิบต่อพยาบาลสาวจนหมดสิ้น
“ผมเอาใจเพราะเธอจ่ายหนัก ยิ่งผมตามใจเธอก็ยิ่งควักกระเป๋าจ่าย
คนไข้แบบนี้หาได้ง่ายๆ อยู่หรือ? ผมทำทุกอย่างก็เพื่อเรานะ แก่เหนียงยานขนาดนั้นผมไม่มองหรอกน่ะแค่เห็นหน้าเดือนละครั้งผมก็เอียนจะตายอยู่แล้ว”
“ก็ได้ๆ ยอมแล้วค่ะ” พยาบาลสาวทำหน้าหงิก
“แต่หมอคะกว่าจะถึงเวลานัดอีกตั้งครึ่งชั่วโมง มัน...
นานอยู่เหมือนกันนะคะถ้าเรารีบๆ หน่อยหมอก็กลับมาปฏิบัติหน้าที่ทันนี่คะ...
จริงไหม?” พยาบาลสาวเปลี่ยนท่าทีกระแซะร่างกายเข้าไปโอบกอดลำแขนของหมอหนุ่มส่งสายตาและรอยยิ้มเชิญชวนเรียกเสียงหัวเราะจากหมอหนุ่มได้อย่างถูกใจก่อนที่ทั้งคู่จะพากันเดินหายลับไป
เรื่องระหว่างหญิงชายวิทย์เข้าใจดี
ใช่ว่าคนเป็นหมอจะบริสุทธิ์ขาวใสเหมือนเสื้อกาวน์ที่สวมใส่ทุกคน
หมอกฤษคนเมื่อครู่เห็นเงินสำคัญกว่าหน้าที่รับผิดชอบ เขาดูแลผู้ป่วยเพียงเพราะหน้าที่แต่จะดูแลอย่างดีถ้ามีน้ำเงินเข้าช่วย
ถือเป็นมนุษย์หน้าเงินทั้งยังบ้ากาม
วิทย์เลิกใส่ใจหมอและพยาบาลคู่นั้นหันมาทำการสำรวจโดยรอบโรงพยาบาลต่อไป
หากเขาต้องการข้อมูลเกี่ยวกับการใช้ห้องผ่าตัดและรายชื่อหมอที่ร่วมผ่าตัดย้อนหลังไปสิบหกปีของโรงพยาบาลแห่งนี้
เขารู้ว่าจะหาข้อมูลเหล่านี้ได้จากฐานข้อมูลในระบบหลักของโรงพยาบาลและจากห้องเก็บทะเบียนประวัติผู้ป่วย
การเจาะเข้าระบบฐานข้อมูลหลักของโรงพยาบาลนั้นไม่ง่ายแต่ด้วยศักยภาพของหน่วยงานที่วิทย์ดูแลอยู่เขาเชื่อมั่นว่าทีมงานของเขาสามารถทำได้
เมื่อสำรวจพบว่ามีผู้ป่วยรายใดที่ใช้บริการผ่าตัดในช่วงวันเวลานั้นเขาก็แค่ย้อนกลับมาค้นหาแฟ้มประวัติผู้ป่วยที่เก็บอยู่ในห้องเก็บทะเบียนประวัติผู้ป่วยอีกครั้งหนึ่ง
วิทย์เดินวนเวียนสำรวจดูห้องเก็บทะเบียนประวัติผู้ป่วยอย่างละเอียด มันถูกแยกออกมาตั้งอยู่ติดๆ
กับช่องจอดรถรับส่งผู้ป่วยด้านข้างอาคารทั้งยังไม่มีหน่วยรักษาความปลอดภัยคอยตรวจตรา
มีแต่เจ้าหน้าที่ประจำห้องทะเบียนประวัติผู้ป่วยจำนวนสามคน เขายืนมองตารางเข้าทำความสะอาดพื้นที่ซึ่งรอบต่อไปจะเข้ามาทำความสะอาดในวันพุธที่จะถึงนี้
วิทย์เดินออกจากอาคารเก็บทะเบียนประวัติผู้ป่วย ครุ่นคิดวางแผนการแฝงตัวเข้าเป็นหนึ่งในทีมทำความสะอาด
เบื้องหน้าเขาเป็นรถยุโรปคันโตหรูหรากำลังเคลื่อนเข้ามาจอดเทียบส่งผู้โดยสาร วิทย์หยุดยืนเตร่แถวนั้นแสร้งทำเป็นสนใจสภาพรอบข้างแต่หางตาของเขายังคงจับจ้องอยู่ที่รถคันหรู
ผู้ลงมาเป็นเพียงหญิงสาวในวัยยี่สิบกว่าปีกับหญิงแก่คราวป้าที่น่าจะเป็นผู้ดูแลของเธอคู่หนึ่ง
ไม่น่าใช่ระดับผู้บริหารเช่นนั้นเธอคงจะเป็นผู้ป่วยระดับสำคัญ
ผู้ป่วยหรือ?
วิทย์นึกขำตนเอง มองดูรถคันใหญ่นั้นเคลื่อนห่างออกไปเพื่อหาที่จอดปล่อยให้หญิงสาวกับป้าแก่ๆ
เดินเข้าตัวอาคารไปเพียงลำพัง เมื่อพิจารณาโดยละเอียดแล้วเขาคิดว่าเธอคงไม่ใช่ผู้ป่วยเพราะผิวเธอขาวอมชมพูแสดงให้เห็นว่าระบบร่างกายเธอดี
เธอไม่ใช่ผู้บริหาร ไม่ใช่ผู้ป่วยแล้วเธอเกี่ยวข้องใดกับโรงพยาบาลนี้?
ดวงหน้ากลมเล็กผมม้าเป๋เหนือระดับคิ้วมีไรผมตกลงมาระสองข้างแก้ม ผมส่วนที่เหลือถูกจับเป็นกลุ่มบิดเกลียวอ้อมไปผูกเก็บไว้ด้านหลังง่ายๆ
ช่อปอยผมสองข้างจอนหูหลุดรุ่ยออกมาทำให้เธอดูน่ารักและสดใส บางทีหน้าตาที่แต่งเติมแค่เพียงบางๆ
อาจทำให้เธอดูเด็กกว่าความเป็นจริงก็ได้
วิทย์เผลอกายหมุนตัวหันมามองเธอแบบเต็มตาไม่ได้แค่มองผ่านหางตาอย่างเดิม เธอเองก็หันกลับมามองจ้องตอบเขาเมื่อสัญชาตญาณบอกให้รู้ว่ามีใครอีกคนกำลังยืนจ้องมองเธออยู่
เธอเอียงหน้านิดๆ ส่งคำถามผ่านประกายตาด้วยความสงสัยว่าเขามองเธอทำไม แววตาของเธอบริสุทธิ์ให้ความเป็นมิตรเด่นชัด
เธอกำลังจะยิ้มให้กับเขาแม้ริมฝีปากของเธอจะเพิ่งเริ่มขยับแต่เธอยิ้มผ่านแววตาส่งมาให้เขาก่อนหน้านั้นแล้ว
“อ๊ะ! โอ้ย...”
หัวใจของวิทย์กระตุกวูบเมื่อมีร่างใครอีกคนถลันออกจากตัวตึกตรงเข้าคว้าแย่งกระเป๋าถือในมือหญิงสาวผลักเธอกับป้าแก่ๆ
ล้มลงก่อนจะออกวิ่งหนีไปทันที
“ว้ายยย คุณน้องดา!”
ป้าแก่อุทานเสียงหลงด้วยความเป็นห่วงหญิงสาวทั้งที่ตัวเองก็ถูกผลักจนล้มลุกคลุกคลาน
“คุณ... เจ็บมั้ย?” วิทย์รีบถลาเข้าไปประคองถามไถ่เธอ
“ม... ไม่เป็นไรค่ะ”
“รอก่อนนะ”
วิทย์วิ่งตามไอ้ตัวร้ายไปทันทีแม้เธอจะร้องบอกว่าไม่เป็นไร
ระหว่างนักเลงหัวไม้ธรรมดากับอดีตนักล่าฝีมือฉกาจที่ยังไม่ทิ้งลวดลายอย่างเขา แค่เพียงลงมือนิดหน่อยเขาก็ปราบมันพร้อมกระชากตัวกลับมาหาเธอได้
ในจังหวะที่เธอเองก็กำลังลุกขึ้นสะบัดข้อมือปัดรอยเปื้อนตามแขนขาและเป็นเวลาเดียวกับที่คนขับรถวัยกลางคนของเธอถลาเข้ามาสมทบเมื่อนำรถเข้าจอดเรียบร้อยแล้ว
“คุณน้องดาเจ็บตรงไหนหรือเปล่าครับ”
“ไม่เป็นไรค่ะน้าพร น้องดาไม่เจ็บมากหรอกค่ะแค่ล้มลง ป้าหงส์ก็ล้มค่ะ”
“โอ้ย... เลือดซึมซิบๆ แล้วนั่น ตาย... ตาย ผมโดนคุณท่านเล่นงานตายแน่ๆ
เลย” น้าพรคนขับรถให้ความสนใจกับอาการเจ็บของหญิงสาวที่ชื่อ ‘น้องดา’ มากกว่าป้าหงส์
“ถ้าน้องดาไม่บอก พี่เจษไม่รู้หรอกค่ะน้าพร” เธอหันไปยิ้มปลอบใจให้คนขับรถแล้วหันมายกมือไหว้ขอบคุณวิทย์ที่ให้ความช่วยเหลือจับคนร้ายให้เธอ
“ผมขอโทษ! ขอโทษ
ผม... ผม... ถ้ามีทางเลือกผมไม่ทำแบบนี้หรอกครับ”
วิทย์ถอนหายใจกับไอ้ตัวร้ายในมือที่โดนเขาจับล็อคอยู่ นี่เป็นสูตรตายตัวหากหนีได้ก็สบายไปหากหนีไม่ได้สูตรที่ใช้ได้ผลคืออ้อนวอนขอความเมตตาจากเจ้าทุกข์
สูตรหลังนี้น่าได้ผลเมื่อเจ้าทุกข์ทำท่าเห็นใจไอ้วายร้ายอย่างมาก แววตาเธอยกโทษให้และพร้อมจะปล่อยคนร้ายลอยนวลไปตั้งแต่นาทีแรกที่เห็นสีหน้าคนร้ายในมือของเขาแล้ว
“ไม่ได้นะครับคุณน้องดา
คนร้ายต้องส่งตำรวจครับจะได้ไม่ไปก่อความเดือดร้อนให้ใครอีก” คนขับรถกลับไม่ยอมและทำท่าจะรู้ใจนายสาวเลยชิงพูดดักไว้ก่อนที่นายสาวจะทันเอ่ยปาก
“ไม่มีใครอยากเกิดมาแล้วเป็นคนเลวหรอกนะคะน้าพร”
“แต่...”
“ปล่อยเขาเถอะค่ะคุณ น้องดาไม่ได้เจ็บอะไรของก็ได้คืนแล้ว น้องดาไม่อยากเอาความหรอกค่ะ”
หญิงสาวหันกลับมาพูดกับวิทย์
“ขอบคุณครับ ขอบคุณจริงๆ ที่ปล่อยผม” คนร้ายรีบยกมือไหว้หญิงสาวพร่ำพูดขอบคุณ
“ไม่เป็นไรค่ะแต่อย่าไปทำแบบนี้กับคนอื่นอีกนะคะ ครั้งหน้าอาจไม่โชคดีอย่างนี้”
“ผม... ถ้าผมเลือกได้ผมไม่ทำหรอกครับ แต่เพราะผมเลือกไม่ได้ลูกสาวผมนอนป่วยอยู่ในนั้นผมไม่มีเงินจะจ่ายค่ารักษา
ทางโรงพยาบาลไม่ยอมให้ผมเอาตัวลูกออกมา ยิ่งนอนนานค่ารักษาก็ยิ่งมากขึ้นเงินเดือนผมไม่กี่สตางค์หรอกครับ”
วิทย์อยากจะคิดว่านี่เป็นแค่เรื่องโกหกหากไม่เห็นความจริงจากสองตาของเจ้าคนร้ายรายนี้
สิ่งหนึ่งที่เขามีและพิเศษกว่าใครๆ ก็คือเขาเดาใจคนอื่นได้เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ ในกรณีที่คนคนนั้นแสดงเก่งหลอกลวงเก่งก็อาจหลอกลวงเขาได้แต่มีน้อยมากหนึ่งในพันหนึ่งในหมื่นยังไม่อาจหลอกสายตาเขาได้
อย่างเช่นคนร้ายรายนี้ 100%
เขาเชื่อว่ามันพูดความจริง
“ไม่มีเงินจะพาลูกเข้ามารักษาที่โรงพยาบาลเอกชนแพงๆ ทำไม” คนขับรถเอ่ยปากตำหนิ
“ถ้าเลือกได้ผมไม่อุ้มลูกเข้ามาหรอกครับ แต่ทำอย่างไรได้ลูกสาวผมเกิดชักตาตั้งหน้าเขียวหน้าเหลืองจะตายแหล่มิตายแหล่อยู่แถวๆ
หน้าโรงพยาบาลนี้ ในสถานการณ์อย่างนั้นเป็นใครก็ต้องรีบอุ้มลูกรี่เข้ามาในนี้เหมือนผมทุกคนนั่นแหละ
ใครมันจะไปรู้ว่าแค่ชักตาตั้งหมอจะสั่งแอดมิดแล้วรักษาเสียอย่างกับว่าลูกผมเป็นโรคร้ายแรงก็ไม่ปานให้มันทั้งยาขยายหลอดลมให้มันทั้งออกซิเจนน้ำเกลือยาบำรุงขนานต่างๆ
แค่คืนเดียวปาเข้าไปหมื่นห้าผมทำงานทั้งเดือนยังได้ไม่ถึงหมื่นเลยคุณ ไม่งั้น...
ผมไม่ทำชั่วๆ อย่างนั้นหรอก”
ฟังเรื่องราวของคนร้ายแล้วก็ได้แต่นิ่งอึ้ง โลกใบนี้โหดร้ายกับคนจนๆ เสมอ หากเลือกได้ใครจะอยากเลือกเป็นอย่างชายคนนี้บ้าง
ชีวิตของลูก ณ นาทีนั้นสำคัญยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด เขาแค่จะช่วยให้ลูกรอดพ้นจากสถานการณ์ตรงหน้าไว้ก่อนเรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลังแต่เรื่องที่ต้องว่ากันทีหลังนี่แหละสำคัญนัก
“โถ... น่าสงสารจังเลยค่ะ
น้าพรตามคุณเขาไปนะจัดการเรื่องค่ารักษาลูกเขาให้น้องดาที”
“โอ๋ยยย ไม่ได้หรอกครับคุณน้องดา
ผมมีหน้าที่อยู่ดูแลคุณน้องดาขืนผมไปทำอย่างอื่นแล้วคุณท่านรู้เข้า คุณท่านเล่นงานผมตายแน่ๆ
เลย”
“น้องดาไม่ใช่เด็กนะคะ น้องดาโตแล้วมีป้าหงส์อยู่กับน้องดาทั้งคน
แล้วที่นี่ก็อยู่ในโรงพยาบาลน้องดาแค่มาตรวจร่างกายรายเดือนเท่านั้น”
“เอ่อ... แต่ว่า...”
“นะคะน้าพรใกล้จะถึงเวลานัดตรวจร่างกายแล้ว น้องดาต้องไปพบหมอแล้วค่ะ
น้าพรจัดการให้น้องดาทีนะคะถือว่าเอาบุญนะคะน้าพร”
วิทย์ขมวดคิ้วเมื่อรับฟังว่าเธอมาเพื่อตรวจร่างกายรายเดือน
เธอเพิ่งหายป่วย? ไม่น่าใช่... เขาไม่น่าจะมองคนผิดเธอออกจะแข็งแรงดี
หรือว่าจะเป็นโปรแกรมที่ต้องคอยตรวจสภาพร่างกายเฝ้าระวังโรคกำเริบ
“งั้นผมไปส่งคุณน้องดาที่ตึกโรคหัวใจก่อนแล้วผมค่อยไปดูเรื่องค่ารักษาให้ลูกสาวเจ้านี่ก็แล้วกันนะครับ”
“ก็ดีค่ะน้าพร”
เธอเปิดยิ้มเต็มหน้า ต่างกับวิทย์ที่เริ่มเครียดลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อรู้ว่าเธอจะไปที่ตึกโรคหัวใจ
คนเป็นโรคหัวใจไม่น่าจะมีผิวที่ขาวอมชมพูแบบนี้ได้มันต้องอมเขียวซีดเซียว
“น้องดาต้องไปแล้วค่ะขอบคุณมากนะคะที่ช่วยเหลือน้องดา”
เธอหันมาเอ่ยกับวิทย์ยิ้มๆ เป็นรอยยิ้มที่บริสุทธิ์สดใส
“ผมก็ไปทางนั้นเหมือนกันครับ”
วิทย์สำรวจตึกโรคหัวใจมาจนทะลุปรุโปร่งแล้วแต่เขาอยากเดินไปส่งเธอเพราะความรู้สึกเดียวที่มี
เธอเป็นคนดีและเขาอยากปกป้องคนดี คนดีควรได้รับการคุ้มครองเท่าที่คนอย่างเขาจะทำได้เพราะเขารู้ว่าแค่มีคนดีอยู่ความดีจากพวกเขาสามารถกระจายสู่คนรอบตัวได้เสมอ
แต่หากสำรวจความรู้สึกของตนเองอย่างละเอียดวิทย์ค้นพบว่าเขาอยากปกป้องเธอเพราะเธอต่างจากเขา
จิตใจของเธอสงบเย็นดุจบึงน้ำใหญ่ในขณะที่จิตของเขารุ่มร้อนดุจกองไฟ แต่เปลวไฟที่ลุกโชนในจิตใจเขามันสามารถสงบลงได้เมื่อยืนอยู่ใกล้กับเธอ
“ผมชื่อวิทย์” อยู่ๆ เขาก็อยากจะบอกชื่อตนเองกับเธอเสียอย่างนั้น
“งั้นน้องดาเรียกว่าพี่วิทย์นะคะ”
“ครับคุณน้องดา”
“เรียกน้องดาก็ได้ค่ะ น้องดาน่าจะอ่อนกว่าพี่วิทย์หลายปี ปีนี้น้องดาอายุยี่สิบหกแล้วค่ะพี่วิทย์”
“พี่นึกว่าน้องดาแค่ยี่สิบสองยี่สิบสามเองนะครับ”
“น้องดายี่สิบหกแล้วจริงๆ ค่ะ ที่ดูเด็กอาจเป็นเพราะน้องดาอยู่กับบ้านไม่ค่อยได้ออกไปไหนไม่ต้องรับผิดชอบงานอะไร
น้องดาเลยไม่เครียดมังคะ”
เธอหัวเราะสดใสคล้ายกับจะบอกให้เขาได้รู้ว่าเพราะไม่เครียดเธอเลยไม่แก่ไว
“น้องดาป่วยหรือครับถึงต้องมาหาหมอ”
“ค่ะน้องดามีปัญหาเรื่องหัวใจ”
“หัวใจ...” วิทย์พึมพำเสียงเบากับตนเอง
“แต่เท่าที่ดูภายนอกน้องดาไม่น่าจะมีปัญหาเรื่องหัวใจเลยนะครับ”
เขาปรายตามองดูเธอที่เดินอมยิ้มน้อยๆ อยู่ด้านข้าง สภาพร่างกายเธอมีปัญหาด้านหัวใจจริงหรือ?
“ตอนนี้ไม่มีแล้วค่ะเมื่อก่อนน้องดามีปัญหามากอยู่เหมือนกันค่ะ”
“พอจะบอกได้มั้ยครับ?”
หวังว่าเธอคงไม่เคยผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจมาก่อนหรอกนะ หวังว่าหัวใจของวัตรที่โดนขโมยไปจะไม่อยู่กับเธอหรอกนะ
ไม่เช่นนั้นเธอก็ต้องตาย! ตายตามวัตรน้องชายของเขาไปเช่นเดียวกัน
“น้องดามีปัญหาเรื่องลิ้นหัวใจค่ะ เป็นมาตั้งแต่เกิดแล้วค่ะแต่หลังจากผ่าตัดใหญ่น้องดาก็ดีขึ้นเรื่อยๆ
จนตอนนี้น้องดาว่าน้องดาปกติดีแล้วนะคะแต่น้องดายังคงต้องมาติดตามผลการรักษาทุกๆ
เดือนค่ะ น้องดาต้องตรวจเช็คสภาพร่างกายและอวัยวะภายในอื่นด้วยค่ะ”
“ผ่าตัดใหญ่... หมายถึงเปลี่ยนหัวใจใช่ไหมครับ?”
วิทย์กลืนน้ำลายเผลอกำหมัดแน่นหากเธอตอบว่าใช่เขาจะเป็นคนใจร้ายได้ในทันที
รูปร่างเล็กบางคงหักเป็นสองท่อนได้ในพริบตาหากเขาหนักมือสักนิด ลำคอนั่นคงบิดได้รอบในคราวเดียว
“เปลี่ยนแค่ลิ้นหัวใจค่ะพี่วิทย์”
เธอหันมายิ้มจนตาหยีก่อนจะกลายเป็นยิ้มแหยๆ และยิ้มไม่ออกไปโดยปริยายเพราะสีหน้าของวิทย์ที่เครียดขรึมแฝงรังสีอาฆาตปรารถนาฆ่าใครสักคนเพื่อดับแค้นในใจ
“ขอโทษครับ พอดีน้องชายพี่ตายเพราะเรื่องเปลี่ยนหัวใจน่ะพี่เลยเครียดไปหน่อย”
วิทย์เริ่มรู้สึกตัว เขาค่อยปรับสีหน้าให้คลายเครียดลงเมื่อทราบว่าเธอแค่ผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจไม่ใช่เปลี่ยนทั้งหัวใจ
แต่... ผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจกับผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจมันต่างกันที่ตรงไหน?
“น้องดาเสียใจด้วยนะคะพี่วิทย์”
เมื่อทราบสาเหตุความเป็นมาเธอก็สงสารผู้ชายตรงหน้านี้มากขึ้น การสูญเสียเกิดขึ้นได้ทุกเวลาในวันนี้การสูญเสียนั้นเป็นของเขา
วันหน้าอาจเป็นของเธอบ้างก็ได้ใครจะรู้
“พี่ก็ต้องขอโทษที่ทำให้น้องดาตกใจกลัวแต่เปลี่ยนลิ้นหัวใจนี่มันเป็นอย่างไรครับ”
“ก็... ในผู้ป่วยที่ลิ้นหัวใจเสื่อมสภาพจะทำให้หัวใจทำงานสูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงร่างกายไม่ได้
หากถึงขั้นรุนแรงก็ต้องทำการรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจค่ะ ของน้องดาก็เหมือนกันตอนอายุได้สิบขวบลิ้นหัวใจมันก็ใช้การไม่ได้อีกต้องเปลี่ยนใหม่ค่ะ”
“น้องดาจำได้แค่ว่ามันเจ็บแล้วก็ปวดมากๆ แต่คุณพ่อบอกว่าไม่ต้องกลัว ลิ้นหัวใจใหม่ของน้องดาจะไม่เสื่อมสภาพอีกจนกว่าน้องดาจะตายเพียงแต่น้องดาจะไม่เหมือนคนปกติทั่วๆ
ไปน้องดามีข้อจำกัดเยอะมากและต้องคอยระวังรักษาสุขภาพของตัวเองให้มากขึ้นค่ะพี่วิทย์”
วิทย์พยักหน้ารับ เห็นทีเขาต้องศึกษาเรื่องนี้ให้มากกว่าเดิม
“เพราะผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ น้องดาถึงต้องมาพบหมอทุกเดือนหรือ?”
“ค่ะพี่วิทย์ น้องดาต้องปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด น้องดาเป็นเด็กดีไม่เคยดื้อน้องดาถึงยังไม่ตาย”
วิทย์มองสีหน้ายิ้มๆ ของเธออีกครั้งหนึ่งอย่างชั่งใจ เขาแน่ใจว่าเธอไม่กลัวตาย
เพราะเธอพูดราวกับความตายไม่ต่างจากสายลมแสงแดด เขาสัมผัสกับความรู้สึกนี้ได้เพราะเขาก็เป็นคนหนึ่งที่ไม่กลัวตาย
“น้องดาพูดเหมือนคนไม่กลัวตาย”
“ความตายเป็นเรื่องปกติธรรมดาค่ะพี่วิทย์ ความจริงน้องดาควรจะตายไปนานแล้ว
น้องดาไม่เคยคิดด้วยซ้ำว่าจะอยู่ต่อมาได้จนถึงวันนี้” เธอหยุดยืนหน้าห้องตรวจที่ได้นัดกับคุณหมอเอาไว้หันไปพยักหน้ากับคนขับรถส่งความหมายเป็นนัยว่าให้เขาไปจัดการเรื่องค่าใช้จ่ายของผู้ร้ายจำเป็นได้แล้ว
“น้องดาอยู่กับยายค่ะ น้องดาไม่มีพ่อส่วนแม่ของน้องดาตายตั้งแต่น้องดายังเล็กอยู่
ยายบอกว่าน้องดาป่วยหัวใจน้องดามีปัญหาตั้งแต่เกิด น้องดาจะอยู่ได้ไม่นานส่วนยายก็แก่มากแล้วเรายายหลานไม่รู้ว่าใครจะตายก่อนใคร
สุดท้ายยายก็ป่วยหนักและก่อนยายจะตาย ยายร้องไห้มองน้องดายายเป็นห่วงว่าถ้ายายตายน้องดาจะอยู่กับใคร
ยายเลยติดต่อมาทางคุณพ่อ วันนั้นเองที่น้องดาได้รู้ว่าน้องดายังมีคุณพ่ออีกคน”
วิทย์ถอนหายใจกับเรื่องราวของสาวน้อยตรงหน้า ชีวิตคนช่างเศร้าเหลือเกินเขารู้แล้วว่าทำไมเธอไม่กลัวตาย
การได้เห็นคนที่เรารักตายตรงหน้าตั้งแต่เด็กมันจะทำให้หัวใจของเราชาชินและเห็นความตายเป็นเรื่องแสนธรรมดา
เขาเองก็เป็นเช่นเดียวกันกับเธอพ่อของเขาเองก็ได้ตายลงตรงหน้าเขาตอนเขาอายุได้สิบขวบเช่นกัน
“แล้วยายก็ตายน้องดานั่งกอดศพยายร้องไห้อยู่เป็นวัน
คนที่มาหาน้องดาเขาเองก็ไม่แน่ใจว่าน้องดาเป็นลูกของเขาจริงหรือเปล่า แต่เขาก็ใจดีนะคะเขาบอกว่าถ้าน้องดาไม่ใช่ลูกเขาเขาก็จะเลี้ยงดูน้องดาต่อไปเอง
สุดท้ายเขาก็ร้องไห้เมื่อผลการตรวจดีเอ็นเอยืนยันว่าน้องดาเป็นลูกเขาจริงๆ”
เธอหันมายิ้มให้กับวิทย์เป็นรอยยิ้มที่ไม่เจือความเศร้าแต่มันก็ไม่ได้คละเคล้าไปด้วยความสุข
เพียงสิบขวบเธอผ่านพบมาแล้วทั้งความเสียใจ เศร้าใจ ดีใจและความตาย มาวันนี้เธอจึงแทบไม่มีอารมณ์อื่นใดนอกจากความสงบนิ่งและเย็นได้ดั่งสายน้ำ
“ในตอนนั้นน้องดาเองก็กำลังจะตายเพราะลิ้นหัวใจของน้องดาเสื่อมสภาพเกือบใช้การไม่ได้แล้ว
ถึงคุณพ่อจะรับน้องดามาเลี้ยงดูน้องดาก็อยู่ต่อได้อีกแค่ไม่กี่วัน แต่ใครจะรู้ว่าคุณพ่อกลับเป็นผู้ต่อชีวิตให้น้องดาได้อย่างไม่น่าเชื่อ
พ่อจับน้องดาผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจเสียใหม่ พ่อเสียเงินไปเยอะเพื่อน้องดาพ่อสอนให้น้องดาได้รู้ว่าความรักจากพ่อมันเป็นอย่างไร
พี่วิทย์คงไม่เข้าใจหรอกว่าคนที่รู้สึกว่าอยู่ก็ได้ตายก็ไม่เป็นไรนั้นมันเป็นอย่างไร
น้องดาไม่มีอะไรต้องอาวรณ์เพราะหลายปีนี้น้องดาทำทุกอย่างเท่าที่คนอย่างน้องดาจะทำได้แล้ว
น้องดาช่วยทุกคนเท่าที่น้องดาจะช่วยได้แล้วค่ะ”
เธอหันมายิ้มเต็มหน้าให้เขาอีกครั้งก่อนจะผลักบานประตูหายเข้าไปในห้องของแพทย์ที่เธอนัดพบเพื่อตรวจสุขภาพ
ปล่อยให้เขายืนนิ่งกับชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่ง เห็นเธอแล้วก็ทำให้เขารู้สึกอึดอัดและรู้สึกเหมือนตนเองไร้ค่าต่ำต้อยเสียเหลือเกิน
เขาเป็นเหมือนสัตว์ร้ายในขณะที่เธอเป็นดั่งเทพธิดา เรามีชีวิตวัยเด็กที่ไม่ต่างกันนักแต่เรากลับแตกต่างกันในวัยหนุ่มสาวดั่งคนละฟากฟ้า
วิทย์ก้าวเดินจากมาและตั้งมั่นจดจำเอาไว้ว่าครั้งหนึ่งในชีวิตเขามีโอกาสสัมผัสกับเธอคนที่เย็นดั่งเป็นสายน้ำ
อยู่ใกล้เธอไฟอาฆาตในใจของเขาแทบมอดดับลงด้วยความดีและความสงบนิ่งของเธอ เช่นนั้น...
หากเขายังหาหัวใจของวัตรไม่เจอเขาก็ไม่ควรจะเข้าใกล้เธอให้มากนัก เพราะเธอเป็นปัจจัยอันตรายที่จะทำให้คนอย่างเขาเย็นลงได้
หากเขาไม่อยากให้ตนเองเปลี่ยนไปจงอยู่ให้ห่างๆ จากเธอเอาไว้
ลาก่อนนะ... น้องดา
รู้จักกันไว้แค่นี้ก็คงเพียงพอแล้วที่จะทำให้เขาได้รู้ว่า โลกนี้นอกจากท่านราชายังมีคนที่ดีพร้อมด้วยจิตใจพิสุทธิ์อยู่อีกหนึ่งคนคือเธอ
ผู้หญิงที่ชื่อ... น้องดา
วิทย์เดินดุ่มออกจากตึกโรคหัวใจผ่านหน้าตึกใหญ่ที่ตั้งของศูนย์อำนวยการ เพียงหักเลี้ยวมุมซ้ายผ่านทะลุตรงออกไปก็เขาก็จะเจอลานจอดรถด้านหน้าที่จอดรถทิ้งเอาไว้
“อุ๊ย... ขอโทษค่ะ”
ชายหนุ่มชะงักเท้ายั้งตัวไว้ทันเวลาเมื่อเลี้ยวมุมซ้ายออกมาแล้วเกือบชนเข้ากับใครอีกคนที่เผลอร้องอย่างตกใจ
เธอหอบแฟ้มเอกสารมามากมายหลายแฟ้มหากหล่นกระจัดกระจายคงเสียเวลาเก็บกลับคืนไม่น้อย
“อ้าว! ทีม่า”
“อุ๊ยคุณวิทย์!
ทำทีม่าตกใจหมดเลยค่ะ” หญิงสาวตรงหน้าถอนหายใจพรูเมื่อเห็นชัดตาว่าเธอเกือบเดินชนเข้ากับใคร
“ทีม่ามาติดต่อเรื่องยากับที่นี่หรือ? มา... ส่งแฟ้มมาให้พี่ช่วยถือ”
วิทย์ยื่นมือออกไปช่วยรับแฟ้มเอกสารในมือของเธอมาช่วยถือไว้แม้เธอจะห้ามว่าไม่เป็นไรก็ตามที
เธอเพียงรู้จักเขาอย่างผิวเผินต่างจากเขาที่รู้จักเธอดีในทุกแง่ทุกมุมก็ว่าได้ เธอเป็นคนสวยมีเสน่ห์แห่งเพศหญิงครบครันเข้าขั้นสวยจัด
สวยจนสามารถทำให้ผู้ชายเดินชนกันได้เพราะหนึ่งรอยยิ้มที่เธอส่งให้
ครั้งแรกที่พบกับเธอวิทย์รู้สึกเหมือนเธอเป็นภาพเงาของคุณกินรีหลานสะใภ้ของท่านราชา
แม้หน้าตาและบุคลิกลักษณะของเธอจะแตกต่างจากคุณกินรีค่อนข้างมาก แต่ทั้งสองคนกลับเหมือนกันที่เสน่หาเย้ายวนตาเย้ายวนใจของเพศหญิงที่ฝรั่งเรียกว่า
Sex Appeal หรือเสน่ห์ทางเพศที่ดึงดูดใจให้ผู้ชายทุกคนหันมองแต่เพียงเธอ
“มีออเดอร์ยามั้ยครับ”
“ยังไม่ได้ค่ะคุณวิทย์”
ใบหน้าสวยงดงามสลดลงนิดหนึ่ง การเป็นตัวแทนยานั้นใช่ว่าจะสามารถเก็บออเดอร์ยากันได้โดยง่าย
ในวงการนี้มียาประเภทเดียวกันอยู่หลากหลายยี่ห้อ เช่น ยาแก้ปวด ยังผลิตออกมาแข่งขันกันนับสิบยี่ห้อขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของผู้ซื้อเป็นหลัก
“ผมยังไม่ลืมสัญญาที่จะแนะนำตลาดยาใหม่ๆ ให้นะครับ เพียงแต่กำลังคัดกรองอยู่อย่าใจร้อนนะ”
“ค่ะ”
จันทิมาเงยหน้าขึ้นส่งยิ้มกว้าง วิทย์เคยสัญญาอย่างนั้นจริงๆ เมื่อครั้งขอร้องให้เธอช่วยต้อนรับหมอวิทยาในงานเลี้ยงตัวแทนยาเดือนที่ผ่านมา
เธอไม่คาดหวังว่าเขาจะรักษาสัญญาแม้ว่าการช่วยเขาในครั้งนั้นเกือบทำเธอหัวใจวาย หมอวิทยาเข้าใจว่าเธอร่วมมือกับวิทย์สร้างสถานการณ์ให้คนรักของหมอเข้าใจผิด
เธอแทบร้องไห้กลางงานเลี้ยงผู้แทนยาก็ว่าได้เมื่อหมอวิทยาขู่ตัดออเดอร์ยาส่วนของเธอที่เคยส่งให้กับโรงพยาบาลเบญจรัศม์ในการดูแลของหมอ
“เพื่อเป็นการขอโทษที่ผมหาตลาดให้ทีม่าชักช้า วันนี้ผมขอเลี้ยงทีม่าสักมื้อนะครับ”
“เอ่อ... ไม่เป็นไรหรอกค่ะคุณวิทย์”
จันทิมารีบปฏิเสธ ตลอดหลายปีมานี้เธอไม่เคยตอบรับน้ำใจจากผู้ชายคนไหน ยิ่งกับผู้ชายคนนี้ด้วยแล้วเธอยิ่งไม่อยากเข้าใกล้แม้เขาจะหน้าตาดีจัดได้ว่าเป็นคนหล่อเหลาคนหนึ่งแต่เขาก็ดุจนน่ากลัว
ใบหน้าที่เคร่งขรึมแทบจะตลอดเวลาบวกกับสายตาทรงอำนาจประหลาด แววตาคมกริบของเขาแผ่สังสีคุกคามอย่างดุร้ายป่าเถื่อน
สัญชาตญาณการเอาตัวรอดของเธอตื่นตัวและตอกย้ำว่าอย่าเข้าใกล้ผู้ชายคนนี้ให้มากนัก
“ในโลกนี้มีผู้ชายอยู่มากมาย ในจำนวนนั้นมีทั้งคนที่จริงใจและไม่จริงใจ หากอยากรู้มีแต่ต้องลองเปิดใจคบหาและลองใช้วิจารณญาณของตนเองคัดเลือกออกมา
การปฏิเสธที่จะคบหากับผู้ชายทุกคนมีแต่จะทำให้ตัวเราขาดโอกาสในการเรียนรู้และอาจพลาดบางสิ่งบางอย่างที่ควรค่าไปก็ได้นะครับ”
คำพูดของวิทย์จี้ลงกลางใจจันทิมา จากข้อมูลในมือยืนยันต่อเขาว่าจันทิมาเป็นผู้หญิงประเภทหวาดกลัวและไม่อยากเข้าใกล้ผู้ชาย
ไม่ว่าผู้ชายคนนั้นจะเป็นใครก็ตามที
“คือ...”
“ไม่ใช่ทั้งหมดของผู้ชายที่จะมองผู้หญิงด้วยสายตาสื่อความหมายทางเพศ
อย่างน้อยก็ผมคนหนึ่ง ผมไม่ได้หวังจะให้ทีม่าเชื่อคำพูดของผมแต่ผมหวังว่าทีม่าจะมองผมอย่างเป็นธรรม
ลองพิจารณาจิตเจตนาของผมดูนะครับว่าหวังร้ายต่อทีม่าหรือเปล่า”
“ค... ค่ะ”
จันทิมาขมวดคิ้วก้มหน้าหลบสายตาคมดุของเขาที่จับจ้องมองเธอ
สิ่งที่เด่นและเป็นเอกลักษณ์ของเขาคือดวงตาคู่นี้ ดวงตาที่ดุร้ายแม้แต่ผู้ชายด้วยกันยังไม่กล้ามองประสานตาด้วย
แม้เธอจะเชื่อว่าเขาไม่หวังในเพศสัมพันธ์กับเธอ แต่เขาก็ถือเป็นผู้ชายคนหนึ่ง ขึ้นชื่อว่าผู้ชาย...
มิอาจหยั่งตื้นลึกหนาบางในใจได้ ควรแล้วหรือกับคำ ‘ไว้วางใจ’
“เช่นนั้นทีม่าเป็นคนเลือกร้านอาหารก็แล้วกันนะ”
วิทย์ส่งแฟ้มเอกสารคืนให้กับจันทิมาเมื่อเขาเดินมาส่งเธอจนถึงรถ
จันทิมาเป็นผู้หญิงที่ควรค่าแก่การคบหา ข้อมูลต่างๆ ในชีวิตของเธอทำให้เขาอยากยื่นมือเข้ามาให้การช่วยเหลือ
อย่างน้อยเพื่อเป็นการชดเชยไถ่โทษที่เขาละลาบละล้วงล่วงเกินเข้าไปสอดรู้สอดเห็นเรื่องราวชีวิตส่วนตัวของเธอโดยที่เธอไม่ทราบ
จันทิมาโบกมือลาวิทย์ส่งยิ้มให้เขาก่อนออกรถจากไป สำหรับเธอเพียงพบหน้าเขาไม่กี่ครั้งยังคงยึดถือเป็นคนแปลกหน้าคนหนึ่ง
การไว้วางใจคนแปลกหน้าไม่ใช่เรื่องง่ายดาย แม้เธอจะยอมรับในสิ่งที่เขาพูด โลกนี้มีคนอยู่สองเพศไม่หญิงก็ชายเธอจึงไม่มีทางหลีกหนีผู้ชายได้
เธอควรเรียนรู้วิสัยผู้ชายแต่หากจะให้เธอไว้วางใจเขาเธอก็ยังติว่ารู้จักเขาน้อยเกินไปอยู่ดี
แต่อย่างน้อยการแสดงความจริงใจในการคบหาที่เขาสื่อออกมาก็ทำให้เธอสบายใจมากขึ้น
เขาเป็นฝ่ายนัดเธอทานข้าวแต่เขากลับให้เธอเลือกสถานที่เอง เพื่อรับประกันว่าเขาไม่มีแผนการอะไรซ่อนเร้นช่วยให้เธอรู้สึกวางใจขึ้นได้จริงๆ
ในที่สุด... แฟ้มประวัติการรักษาของผู้ป่วยต้องสงสัยรายหนึ่งก็ตกอยู่ในมือของวิทย์
จากข้อมูลการใช้ห้องผ่าตัดในช่วงเวลาต้องสงสัยที่วิทย์สืบทราบมา
หมอวิทยาลงความเห็นว่าผู้ป่วยรายนี้มีความเป็นไปได้มากที่สุดแต่อย่างไรเสียก็ต้องนำแฟ้มประวัติของเขามาตรวจสอบให้ละเอียด
วิทย์จึงปลอมตัวเป็นหนึ่งในคนทำความสะอาดห้องเก็บประวัติผู้ป่วย เขาทำให้คนงานทำความสะอาดคนหนึ่งหลับสนิทขังไว้ในห้องน้ำลอกคราบชุดของมันมา
สวมหมวกสวมผ้าปิดปากปิดจมูกกลับเข้าไปรวมกลุ่มทำเป็นช่วยงานคนอื่นๆ แต่ที่เขาทำจริงจังคือการค้นหาและขโมยแฟ้มประวัติแฟ้มนี้แล้วหาทางชิ่งหนีกลับมาเปลี่ยนชุดคืนให้ไอ้คนที่หลับไม่รู้เรื่องอีกรอบอย่างแนบเนียน
แฟ้มประวัติผู้ป่วยอยู่ในมือเขาแล้วแต่บันทึกการรักษาเป็นภาษาเฉพาะที่มีแต่หมอเข้าใจได้
จะพึ่งหมอวิทยาก็ช้าเกินไปวิทย์รุ่มร้อนจนไม่อยากทนรอนานนับชั่วโมงเช่นนั้น
อีกเหตุผลหนึ่งคือหมอวิทยาเป็นศัลแพทย์อาจไม่เชี่ยวชาญเท่ากับแพทย์เฉพาะทางด้านหัวใจ
เขาจึงต้องหาหมอสักคนมาแปลผลในทะเบียนประวัติผู้ป่วยรายนี้
เพียงนิ่งตรึกตรองไม่นานวิทย์ก็รู้ว่าควรเป็นใครที่จะรับหน้าที่อ่านและแปลผลทุกอย่างให้เขาได้
สายตาคมกริบของพญาเหยี่ยวหนุ่มเริ่มกวาดตามองหาเป้าหมายทันที เขาเดินเข้าสู่ตึกโรคหัวใจเมื่อไม่พบเป้าหมายที่เขาต้องการเขาจึงแวะถามพยาบาลที่เดินผ่านไปมา
“ขอโทษครับผมมาหาหมอกฤษจะพบหมอได้ที่ไหนครับ”
“คะ... หมอกฤษหรือคะ ต้องตรงไปแล้วเลี้ยวขวาห้องแรกค่ะตอนนี้หมอกฤษกำลังพักอยู่ในห้องพักรวมพอดีค่ะ”
“ขอบคุณครับ”
มุมปากหยักคมยกตัวขึ้นนิดหนึ่งเป็นเชิงยิ้ม ใช่แล้ว... หากจะใช้ประโยชน์จากหมอสักคนต้องเป็นหมอกฤษเท่านั้น
หมอกฤษเป็นหมอทางด้านหัวใจและเป็นหมอที่หิวเงิน จะใช้งานใครควรเข้าใจวิธีสนตะพาย
วิทย์ทำการเปลี่ยนแปลงบุคลิกภาพของตนเองให้น่าเชื่อถือขึ้นด้วยการติดหนวดเคราเพิ่มเข้าไปบนใบหน้าสวมแว่นสีชาเข้มและจัดแต่งสูทหรูให้เรียบร้อย
“สวัสดีครับหมอ”
หมอกฤษเงยหน้าขึ้นจากสมาร์ทโฟนในมือที่กำลังเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตและเล่นโซเชียลมีเดีย
เมื่อเห็นผู้ทักเป็นเพียงคนแปลกหน้า หมอกฤษก็เริ่มออกอาการไม่พอใจมองไปทางป้ายหน้าประตูเป็นเชิงบอกใบ้ว่าบุคคลภายนอกห้ามเข้า!
“ผมชื่ออรุณเป็นคนที่คณะกรรมการโรงพยาบาลมอบหมายมาให้ตรวจสอบความสามารถของบุคลากรว่ามีความรู้ความสามารถในสาขาอาชีพมากน้อยแค่ไหนครับ”
หมอกฤษเริ่มขยับตัวอย่างลังเลสายตาจับจ้องนิ่งอยู่ที่หนุ่มใหญ่หนวดหนาสวมแว่นสีชาตรงหน้า
ความสุขุมและนิ่งเงียบของคนแปลกหน้าทำให้หมอกฤษไม่กล้าโวยวายและไม่กล้าจะตอบโต้อย่างที่ใจคิด
ผู้ชายคนนี้แม้อายุไม่มากแต่กลับมีบุคลิกที่น่าเกรงขามและน่ากลัว
โดยเฉพาะดวงตาหลังแว่นสีชานั้นแม้จะไม่สบด้วยตรงๆ ยังมีชั้นบางๆ ของแว่นตากั้นอยู่
หมอกฤษกลับสัมผัสได้ถึงรังสีอันตรายที่น่ากลัว
คนฉลาดย่อมรู้หลบหลีกหมอกฤษจึงพยายามสงบเสงี่ยมที่สุดเท่าที่จะทำได้
“ทางโรงพยาบาลมีนโยบายเพิ่มทุน จึงออกหนังสือชักชวนเจ้านายของผมเข้าร่วมทุนด้วย
เจ้านายผมจึงให้ผมมาตรวจสอบบุคลากรของที่นี่ และผม...
เลือกคุณเป็นกรณีตัวอย่างนะครับหมอ”
“ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ผมแนะนำว่าให้ไปเจรจาเรื่องนี้กับทางผู้บริหาร หากไม่มีคำสั่งลงมาอย่างเป็นทางการผมไม่ตอบอะไรคุณทั้งนั้น
ขอโทษทีผมมีธุระไม่ว่างคุยกับคุณ”
วิทย์กระตุกมุมปากนิดหนึ่งกับคำตอบที่ได้รับ ถือว่าหมอกฤษเป็นหมอที่ฉลาดและรอบคอบมากที่ไม่หลงกลเขาโดยง่าย
แต่อย่างไรเสียเขาต่างหากที่กำจุดอ่อนของหมอกฤษเอาไว้มีหรือที่เขาจะไม่ได้ในสิ่งที่ตนเองต้องการ
“หากมีคำสั่งลงมาอย่างเป็นทางการ ทางเราอาจไม่ได้ข้อมูลที่เป็นจริง เราจึงต้องใช้วิธีนี้แต่หมอไม่ต้องห่วงนะครับผมไม่ทราบว่าหมอเป็นใครและชื่ออะไร
ที่ผมทราบก็เพียงแต่ว่าหมอในห้องนี้เป็นหมอเกี่ยวกับโรคหัวใจและเพื่อความยุติธรรมทางเราไม่เก็บข้อมูลไปจากหมอฟรีๆ
หรอกครับ เรามีค่าตอบแทนให้สองหมื่นบาทหากหมอพร้อมจะให้เราตรวจสอบ แต่ถ้าไม่...
ผมจะไปหาหมอคนใหม่ทดแทนเองได้ครับ”
หมอกฤษตาวาวตอบรับกับประโยคท้ายของวิทย์
เงินสองหมื่นบาทแลกกับการตอบคำถามเพียงไม่กี่คำถามมันเกินจะคุ้มค่าเสียเวลาของเขามีหรือที่คนหิวเงินอย่างหมอกฤษจะไม่รีบคว้าโอกาสเอาไว้ในกำมือของตนเอง
“ไม่เป็นไรครับ ผมตอบเองนั่งก่อนครับนั่งก่อนได้เลย”
“ขอบคุณครับ ตกลงว่าหมอพร้อมให้ทางเราตรวจสอบนะครับ”
“ครับผมพร้อม ว่ามาได้เลย”
วิทย์ยิ้มมากขึ้นเขาเลือกวางแฟ้มประวัติของผู้ป่วยนามว่าวิวัฒน์ วิริยงค์กุลลงเบื้องหน้าหมอหนุ่มที่มองจับจ้องแฟ้มนั้นอย่างสนใจใคร่รู้ขึ้นมาทันที
“นี่เป็นตัวอย่างแฟ้มข้อมูลประวัติผู้ป่วยของที่นี่ ผมได้รับอนุญาตให้หยิบมาใช้เป็นบททดสอบได้
ขอให้หมอศึกษาข้อมูลทุกอย่างในแฟ้มนี้อย่างละเอียดแล้วผมจะตั้งคำถามให้หมอตอบเอง เชิญครับ”
หมอกฤษเริ่มต้นพลิกแฟ้มข้อมูลในมือและไล่อ่านข้อมูลทั้งหมดตั้งแต่ต้นอย่างสนใจ
นั่นเป็นภาพที่วิทย์พึงพอใจจึงหยิบมือถือรุ่นใหม่ออกมาแอบเข้าโหมดบันทึกเสียงเตรียมพร้อมบันทึกคำสัมภาษณ์ที่จะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้
“ครับ ผมพร้อมแล้วเชิญคุณตั้งคำถามมาได้เลย”
“จากข้อมูลในแฟ้มคุณหมอทราบมั้ยครับว่าผู้ป่วยป่วยเป็นโรคอะไร”
“ครับ ระบุว่าเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจเสื่อมสภาพ”
“ส่งผลอย่างไรต่อผู้ป่วยบ้างครับ” วิทย์เริ่มไล่ถามข้อมูลทั่วๆ
ไปของผู้ป่วยเพื่อนำไปสู่ประเด็นที่เขาสนใจ
“ขอทราบความเห็นต่อการผ่าตัดใหญ่เมื่อสิบหกปีก่อนในช่วงเวลาบ่ายสามถึงหนึ่งทุ่มตรงของผู้ป่วยรายนี้ด้วยครับ”
วิทย์ใจเต้นตึกตักอย่างรอคอย สองตาคมดุจ้องมองหมอหนุ่มที่รีบพลิกประวัติการรักษาเปิดกลับไปยังข้อมูลในหน้าที่วิทย์เอ่ยถึง
เขาพลิกอ่านข้อมูลเหล่านั้นไปมาอย่างละเอียดหัวคิ้วเริ่มขมวดเข้าหากันกับข้อมูลที่ได้จากแฟ้ม
เขาอ่านจนจบก่อนจะพลิกกลับไปอ่านใหม่อีกรอบ แค่นั้นยังไม่พอหมอกฤษกลับย้อนอ่านไปถึงข้อมูลเบื้องต้นของผู้ป่วยและไล่พลิกกลับไปอ่านยังท่อนท้ายๆ
หลังการผ่าตัดและไล่ดูข้อมูลของผู้ป่วยกลับไปกลับมาหลายรอบก่อนจะถอนหายใจเงยหน้าขึ้นสบตาผู้ถามอย่างยุ่งยากใจ
“คุณ... ดัดแปลงข้อมูลพวกนี้เพื่อทดสอบผม?”
“ทำไมหมอถึงได้คิดอย่างนั้นล่ะครับ” วิทย์เปิดยิ้มเล็กน้อยประหนึ่งว่าไม่มีอะไรทั้งๆ
ที่หัวใจเขากำลังเต้นกระหน่ำเป็นรัวกลอง ปฏิกิริยาตอบสนองของหมอกฤษเป็นปฏิกิริยาที่ไม่เป็นปกติ
“จากข้อมูลเริ่มต้นของผู้ป่วยสอดคล้องกันตลอดทั้งแฟ้ม แต่มันมีแค่ช่วงการผ่าตัดใหญ่ที่คุณเจาะจงถามผมเมื่อครู่เท่านั้นที่ผิดปกติออกไปจนไม่อาจจะเชื่อได้ว่า
นี่เป็นแฟ้มข้อมูลของผู้ป่วยรายเดียวกัน”
วิทย์วางหน้านิ่งเฉยแม้จะเริ่มกังวลใจกับคำตอบของหมอกฤษ ยอมรับอยู่ว่ามันเป็นอะไรที่เขาไม่เคยคิดฝันว่าจะได้ยิน
ทำให้เขาเกิดความสงสัยขึ้นมาว่ามันหมายความว่าอย่างไรกันแน่?
“ผมขอคำอธิบายให้ชัดเจนมากกว่านี้ครับหมอ”
“หากไม่นับช่วงผ่าตัดที่คุณเจาะจงถามผมเมื่อครู่ ผมก็พูดได้ง่ายขึ้นว่าผู้ป่วยรายนี้ป่วยด้วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจเสื่อมสภาพแต่ไม่ได้อยู่ในขั้นร้ายแรงอะไร
สามารถรักษาได้ด้วยการใช้ยาและการกระตุ้นกล้ามเนื้อหัวใจและเขาก็เข้ารับการรักษาอย่างถูกต้องตลอดมากระทั่งเสียชีวิตไปเมื่อปีกว่านี้เอง
แต่ถ้า...
ให้พิจารณาเรื่องผ่าตัดใหญ่ร่วมด้วยผมว่ามันไม่สอดคล้องอะไรกันเลยกับอาการของผู้ป่วยรายนี้”
“ด้านไหนครับ”
วิทย์นั่งตัวตรงเกร็งมือจับเข่าตนเองจนรู้สึกได้ถึงแรงพลังที่บีบกระชับลงมาด้วยความตึงเครียด
หากนายวิวัฒน์ วิริยงค์กุลไม่ได้ป่วยถึงขนาดต้องผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจแล้วยังจะมีใครอีกที่เข้าข่ายผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจได้
เพราะไม่เหลือใครอีกแล้วที่ผ่าตัดใหญ่ในช่วงวันและเวลาที่วัตรโดนขโมยหัวใจไปจากร่างจนต้องตายอย่างไร้ค่า
“จากข้อมูลในแฟ้ม ผมประมวลได้อย่างเดียวว่าการผ่าตัดใหญ่นั่นเป็นการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจแน่นอน
แต่เจ้าของแฟ้มผู้ป่วยรายนี้ไม่ต้องผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจเขาก็อยู่ได้ไม่เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต
การผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจถือเป็นความเสี่ยงและเป็นไปไม่ได้สำหรับเขาเพราะหากทำอย่างนั้นเขาต้องรับยากดภูมิคุ้มกันตลอดชีวิต
ซึ่งยาตัวนี้จะทำให้เขาต้องใช้ชีวิตลำบากขึ้นกว่าเดิมหลายร้อยเท่า
ผมจึงเห็นว่านี่... ไม่น่าจะเป็นข้อมูลของเขามันไม่เข้ากันเลย แต่หากจะบอกว่าคุณแสร้งเอาข้อมูลของผู้ป่วยผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจรายอื่นมาแอบใส่ไว้ในแฟ้มของเขาผมก็จะเชื่ออย่างสนิทใจได้มากกว่า”
“หมอแน่ใจนะครับว่าเขาไม่ได้ผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจจริงๆ”
จากมือที่เกร็งจับเข่าของตนเองไว้จนเจ็บแปลบตอนนี้มันกำลังอ่อนแรงและคล้ายจะหมดประสิทธิภาพชั่วคราวกับคำยืนยันของหมอกฤษ
“ผมมั่นใจ เพราะข้อมูลหลังการผ่าตัดใหญ่ ผู้ป่วยรายนี้ยังคงเข้ารับการรักษาด้วยอาการเดิมๆ
คือโรคกล้ามเนื้อหัวใจเสื่อมสภาพเหมือนเดิม ยังคงรับยาเดิมๆ
ทุกประการหากเขาผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจจริงๆ เขาต้องรับยาที่แตกต่างออกไป แต่ผู้ป่วยรายนี้ไม่มีประวัติการรับยากดภูมิคุ้มกันเลย
อีกอย่าง... หากเขาผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจจะยังคงรับการรักษาโรคกล้ามเนื้อหัวใจเสื่อมสภาพอีกทำไม?
ผมถึงมั่นใจว่าเขาไม่ได้ผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจแน่นอนครับ”
“ครับ... หมอเก่งมากนี่เป็นค่าตอบแทนการเสียเวลาของหมอครับ”
วิทย์ปั้นยิ้มพร้อมยื่นเช็คไม่ระบุผู้ถือจำนวนสองหมื่นบาทถ้วนให้กับหมอกฤษที่ตาลุกวาวรีบยื่นมือมารับด้วยรอยยิ้มเต็มหน้าที่ตอบคำถามเพียงไม่กี่คำก็สามารถสร้างมูลค่าเม็ดเงินได้มากขนาดนี้
“ผมอยากให้หมอเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับเพราะผมไม่ต้องการให้ทางโรงพยาบาลทราบว่าผมตรวจสอบจากหมอท่านใดนะครับ”
“เต็มใจอย่างยิ่งครับ”
วิทย์กล่าวลาพร้อมลุกขึ้นเดินจากมาคล้ายอาการเลื่อนลอย เขามึนงงกับข้อมูลที่ได้รับไม่น้อยก่อนจะรีบบึ่งกลับไปหาท่านราชาซึ่งรอผลการสืบหาหัวใจของวัตรอยู่อย่างใจจดใจจ่อเช่นกัน
เขานั้นสืบหาเพื่อตามล่าและฆ่าพวกที่มันกล้าขโมยหัวใจของวัตรไปแต่ท่านกลับพยายามห้ามปรามและทักท้วงในสิ่งที่เขากำลังจะทำอย่างสุดความสามารถเช่นกัน
ตอนนี้เขาเดินมาถึงทางตันอีกแล้ว...
หรือวัตรน้องชายเขาจะต้องตายฟรีจริงๆ
หมอวิทยาช่วยให้คำแนะนำจนเขาสามารถคลำทางมาจนถึงโรงพยาบาลแห่งนี้และเจอว่าที่นี่เป็นที่ผ่าตัดเอาหัวใจของวัตรไป
แต่มันกลับหยุดอยู่แค่นั้นเมื่อปรากฏว่าคนที่ได้หัวใจของวัตรไปยังคงดำมืดและเป็นปริศนา
หากเป็นจริงอย่างที่หมอกฤษให้รายละเอียดมา แฟ้มประวัตินี้ถูกสอดไส้โดยที่นายวิวัฒน์ไม่ได้เป็นคนผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ
ความลับดำมืดยังคงเป็นความลับดับมืดอยู่เหมือนเดิมเท่าที่มันเคยเป็นมาตลอดสิบหกปี
สิ่งที่หายไปก็ยังคงตามหาไม่พบเช่นเดิม แต่เขาไม่มีวันละความพยายาม ใช่ว่าจะหาร่องรอยไม่ได้เอาเลยเขาเชื่อว่ามันต้องมีสายใยที่เกี่ยวข้องเชื่อมต่อกันเอาไว้ เขาต้องทำให้ได้ต้องค้นหาสายใยเชื่อมต่อกันนั้นให้จงได้
เพื่อวัตร... เพื่อหัวใจดวงนั้นที่ถูกขโมยไปอย่างไม่ยุติธรรมเลย
จบตอนที่ 1




ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น