วันอังคารที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ตอนที่ 4. ผู้ถูกเลือก


 


 อิมเมจของ หนึ่งธิดา เจษฎาวัฒน์ จันทิมา และ วิทย์

 

 

ตอนที่ 4. ผู้ถูกเลือก


 

แฟ้มข้อมูลของเจษฎาวัฒน์ถูกทิ้งลงบนโต๊ะเสียงดังตุบ! อ่านจบหลายรอบแล้ววิทย์ทำได้เพียงใช้สองนิ้วนวดคลึงตรงกลางระหว่างคิ้วเพื่อคลายกล้ามเนื้อและความเครียดกับปัญหาไม่ใหญ่แต่ก็ไม่เล็กตรงหน้านี้ จะเรียกว่าปัญหาก็ไม่น่าจะใช่เสียทีเดียวเพราะมันไม่มีจุดไหนให้ตีแตกและเล่นงานเจษฎาวัฒน์ได้ นั่นถือเป็นปัญหาหรือไม่?

ชีวิตของของผู้บริหารหนุ่มหล่อร่ำรวยที่สุดคนหนึ่งถึงขั้นว่าเพียบพร้อมในทุกๆ ด้านเมื่อเจษฎาวัฒน์มีระดับมันสมองที่เข้าขั้นฉลาดสามารถนำพาตัวเองให้จบปริญญาเอกเป็นถึงด็อกเตอร์หนุ่มทางด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยชื่อดังของอเมริกา กลับมาเมืองไทยก็เข้าบริหารงานต่อเนื่องจากบิดาจนในวันนี้ธุรกิจเงินทุนหลักทรัพย์และธนาคารยักษ์ใหญ่ของวิริยงค์กุลถือเป็นองค์กรหนึ่งที่มั่นคงและยืนอยู่ในระดับแถวหน้าของธุรกิจที่ส่งผลตอบแทนดีที่สุดรายหนึ่ง

หน้าที่การงาน การศึกษา การวางตัว ทุกอย่างเพียบพร้อมไร้รอยด่างพร้อย การดำเนินธุรกิจใสสะอาดไม่เล่นตุกติกไม่มีใต้โต๊ะแอบแฝง เป็นคนเก่งที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลตั้งแต่อายุแค่ 31 ปี เจษฎาวัฒน์เริ่มต้นได้งดงามทำให้วิทย์ยิ่งต้องคิดหนักกับการเล่นงานคนที่เพียบพร้อมเช่นนี้

ทำไมชีวิตพี่น้องคู่นี้ถึงดีได้ถ้าผู้ให้กำเนิดโหดร้ายและฆ่าคนได้อย่างเลือดเย็น คน... จะดีได้ต้องมีต้นแบบที่ดีพร้อม วิทย์สั่งรื้อประวัติของนายวิวัฒน์เท่าที่จะหาได้ทันที งานนี้คงต้องรอ ถึงไม่อยากรอก็คงต้องรอเพราะว่าเขายังหาช่องเล่นงานเจษฎาวัฒน์ไม่ได้

ของรักของเจษฎาวัฒน์คือหนึ่งธิดาเมื่อเขายังไม่มีสาวคนรัก ไม่สิ... จะใช้คำว่า ยังไม่มีคงไม่ได้ เจษฎาวัฒน์เคยมีสาวคนรักและร้างลากันไปนานแล้ว หากเป็นการร้างลาที่พอจะสร้างความหวังได้วิทย์จะไม่รีรอเลย แต่หากเป็นการร้างลาที่ฝ่ายผู้หญิงปันใจจับปลาสองมือคบอยู่กับผู้ชายคนหนึ่งแต่ดันไปร่านราคะอ้าซ่ากับผู้ชายอีกคนหนึ่ง ผู้หญิงคนนั้นก็ไร้ค่าในสายตาของผู้ชาย ยิ่งเจษฎาวัฒน์จับได้ไล่ทันเห็นกับตาเวลาที่เธอไปติ๊ดชึ่งกันในห้องน้ำชายผับหรูยามเมื่อต่างคนต่างไปเรียนอยู่เมืองนอก เป็นอันว่าหมดสิทธิ์ดึงคนรักเก่าเอามาเล่นงานเจษฎาวัฒน์ได้

หลังจากนั้นเจษฎาวัฒน์ก็ไม่ได้คบใครจริงจังอีก การจะทำให้เจษฎาวัฒน์เสียของรักจึงมีแค่หนึ่งธิดาแต่ว่าการเสียน้องกับเสียหญิงคนรักมันเจ็บต่างกันลิบลับ จำต้องรอจังหวะและโอกาส วิทย์ไม่เชื่อว่าหนุ่มหล่อเนื้อหอมอย่างเจษฎาวัฒน์จะเปล่าเปลี่ยวเอกาไร้คนมาดามหัวใจได้นาน

เสียงโทรศัพท์เรียกเข้าจากหมายเลขพิเศษหนึ่งเดียวที่วิทย์เพิ่งกำหนดขึ้นใหม่เพื่อให้รู้ว่าใครเป็นคนเรียกเข้าปลุกให้เขาออกจากภวังค์ความนึกคิดและรีบปรับอารมณ์เสียใหม่ด้วยการหายใจเข้าลึกๆ อย่างผ่อนคลายสองสามครั้งก่อนกดรับสายสุดพิเศษหนึ่งเดียวคนนี้

“สวัสดีครับทีม่า”

“สวัสดีค่ะคุณวิทย์ ทีม่าได้รับเมล์รายชื่อคุณหมอเรียบร้อยแล้วนะคะ ทีม่าขอบคุณมากๆ นะคะที่คุณวิทย์ยอมส่งข้อมูลให้กับทีม่า” เสียงสดใสดังมาตามสายอย่างแสนจะดีใจที่วันนี้เธอได้รับข้อมูลตามที่วิทย์สัญญาเอาไว้

“ส่งให้ตามสัญญาไงครับ ถ้าทีม่าจะขอบคุณเปลี่ยนเป็นเรียกพี่ว่าพี่วิทย์แทนคำว่าคุณวิทย์จะดีกว่าไหม?”

“เอ่อ... ได้ค่ะพี่วิทย์ แต่จะน้อยไปไหมคะแค่เปลี่ยนคำเรียกหานิดหน่อยเท่านี้แทนคำขอบคุณจากทีม่าไม่ได้หรอกค่ะ”

“งั้น... ให้ทีม่าเลี้ยงข้าวพี่ดีกว่าเพราะว่าพี่เพิ่งได้ข้อมูลของหมอตาลฉัตรมาสดๆ ร้อนๆ เลย”

“อุ๊ย! จริงหรือคะพี่วิทย์ งั้นทีม่าต้องเลี้ยงตอบแทนพี่แล้วค่ะ”

“เย็นนี้นะ” วิทย์สบช่องจี้เธอไปทันทีทำเอาเธอชักอึกอักไม่กล้ารับปากและเขารู้ว่าเพราะอะไร... รู้ดีทีเดียว “นะ... ทานข้าวเสร็จแล้วพี่จะไปส่งทีม่าให้ถึงห้องของน้องอันเลยครับ”

“ค... คะ พี่วิทย์รู้เรื่องของน้องอันด้วยหรือคะ?”  

“พี่รู้ เอาไว้เย็นนี้คุยกันนะครับมีหลายเรื่องที่พี่ต้องคุยกับทีม่า”

วิทย์ยิ้มเจ้าเล่ห์ลำพังนัดทานข้าวเย็นอย่างเดียวจันทิมาอาจไม่รับปากเพราะเธอมีปมเรื่องผู้ชายไม่น้อย เธอออกจะหวาดกลัวผู้ชายแต่หากว่ามีเรื่องงานและเรื่องการเพิ่มยอดขายเข้ามาหลอกล่อด้วยแบบนี้ รับรองได้ว่าจันทิมาเธอรับนัดแน่และส่วนหนึ่งนั้นวิทย์รู้สึกได้ว่าเพราะจันทิมาเธอเริ่มไว้วางใจเขามากขึ้นด้วยแล้วเช่นกัน

“ค่ะพี่งั้นเย็นนี้...”

“เดี๋ยวทีม่าขับรถมาอาคารเบญจรัศม์นะครับจอดรถไว้ที่นี่”

“เอ่อ... ค่ะ”

วิทย์วางสายก่อนจะนั่งเอนกายขบคิด ใจกระหวัดนึกถึงหนึ่งธิดาคืนนี้เขาอาจไปหาเธอไม่ได้หากต้องดูแลและเทคแคร์ผู้หญิงอีกรายที่ชีวิตเขาต้องเข้าไปพัวพันกับเธอ เขายอมรับว่าเอ็นดูจันทิมา แต่มันไม่ใช่ความรักอย่างชายหญิงเขาสงสารจันทิมานะแต่มันไม่อาจเปลี่ยนเป็นความรักได้ ใจเขารู้ดีแต่ทำอย่างไรได้... ไอ้วัตรตัวแสบมันดันเลือกจันทิมาเป็นแม่มันนี่นะมันบอกเขาชัดเจนว่าอยากได้จันทิมาเป็นแม่!

ความปวดหัวเริ่มมาเยือนทันทีไอ้เจ้าวัตรมันจะรู้บ้างมั้ยนี่ว่าบังคับกันแบบนี้มันทรมานจิตใจของเขานะ เขาไม่ได้รักจันทิมา ไม่ได้รัก... แต่หากถามว่าเหมาะสมมั้ยกับการที่จะเลือกจันทิมาเป็นแม่ของลูก เขาตอบได้ทันทีว่า ใช่เลย... จันทิมาเธอเหมาะสมและเป็นคนเดียวที่สายตาเขาบอกว่าเหมาะสมที่สุดที่จะเป็นแม่ของวัตร

จากที่เคยตรวจสอบประวัติของจันทิมาอย่างละเอียดทำให้เขาได้รู้ว่าชีวิตผู้หญิงคนนี้น่าสงสารมากที่สุดคนหนึ่ง ครอบครัวระดับกลางที่เช่าบ้านอยู่อาศัยกันสี่คนพ่อแม่และลูกมีจันทิมาเป็นลูกสาวคนโตกับเด็กชายอันดามันน้องเล็ก ช่วงสองปีก่อนเป็นช่วงที่จันทิมาเริ่มเข้าทำงานหลังเรียนจบปริญญาตรีและต้องไปต่างจังหวัดกับที่ทำงาน ทำให้ที่บ้านมีแค่พ่อแม่และน้องชายโชคร้ายที่เกิดไฟไหม้พระเพลิงคร่าชีวิตพ่อกับแม่ไปเหลือทิ้งไว้แค่น้องชายวัยสิบขวบที่รอดมาได้ นับจากวันนั้นน้องอันหรือเด็กชายอันดามันก็ต้องนอนอยู่ในโรงพยาบาลตลอดเวลาเพราะว่าปอดของน้องอันมีปัญหาถูกทำลายจากเหตุไฟไหม้ในครั้งนั้นไปมากจนไม่อาจเยียวยาได้แล้ว

แค่... นอนรอวันตาย

จันทิมาจึงต้องลาออกจากงานและผันตัวเองมาเป็นผู้แทนยา ยอดรายได้ที่เธอจะได้รับแปรผันตรงกับยอดขายของเธอลำพังงานสำนักงานที่เธอทำอยู่ในตอนนั้นก็แค่พอเลี้ยงตัวเองไม่สามารถถมเต็มกับค่ายาและค่ารักษาน้องชายของเธอได้ ในวันนี้เธอเป็นผู้แทนยาที่เก่งและคร่ำหวอดอยู่ในวงการยามากแต่เพราะเธอเป็นคนสวย สวยมากๆ ทำให้เธอทำงานลำบากเมื่อต้องเจอกับหมอหนุ่มขี้หลีที่อยากได้ตัวเธอไปบำเรอความสุขส่วนตัวแลกกับยอดสั่งซื้อยาของเธอ ทำให้เธอเข็ดขยาดกับผู้ชายและไม่ไว้วางใจใครง่ายๆ อีกเลย

จันทิมาเคยผิดหวังเรื่องความรักมาก่อนเมื่อชายคนรักตีจากทิ้งเธอไปเพราะภาระเรื่องการรักษาน้องชายที่ค่อนข้างจะใช้เงินมากพอดู จันทิมาจึงต้องดิ้นรนช่วยตัวเองและน้องแต่เธอก็ไม่ยอมเอาตัวรอดโดยทิ้งน้องให้ตายอย่างทรมาน เพราะเหตุนี้กระมังวัตรถึงอยากได้จันทิมาเป็นแม่นัก

ก็ขนาดน้องชายอย่างอันดามันจันทิมายังรักและทุ่มเทให้ทั้งชีวิต หากเป็นลูกชายวัตรจะได้ทุกอย่างจากแม่คนนี้ จะได้มากกว่าความรักที่วัตรอยากจะมีหลายร้อยหลายพันเท่า เด็กกำพร้าเพราะถูกบิดามารดาทอดทิ้งอย่างวัตรต้องการที่สุดคือความรักจากผู้เป็นแม่หากจันทิมาเป็นแม่ของวัตร เธอจะมีความรักมอบให้วัตรอย่างเหลือเฟือ เมื่อรู้อย่างนั้นแล้ว... วิทย์คนนี้ต้องทำให้ได้ ไม่มีแม่คนไหนจะรักลูกเกินกว่าจันทิมาอีกแล้วเขาเองก็คิดอย่างนั้น ต้องทำให้เธอยอมเป็นแม่ของวัตรให้ได้ เธอเป็นคนที่เหมาะสมแม้ไม่ใช่คนที่เขาจะรักแต่หากว่าเป็นจันทิมาถึงไม่รักเขาก็เชื่อว่าเราจะอยู่เป็นครอบครัวเดียวกันได้

“สนใจทีม่าหรือวิทย์?”

“ครับท่าน”

วิทย์เดินออกจากมุมส่วนตัวเพื่อมานั่งคุยกับท่านราชาที่เริ่มเปิดประเด็นส่งเสียงมาก่อนโดยที่ตัวท่านกลับง่วนอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เฝ้าดูข่าวและการเปลี่ยนแปลงของหุ้นที่ท่านถือไว้หลากหลายตัว ท่านไม่แม้แต่จะหันมามองทางวิทย์เลยประหนึ่งว่าเรื่องที่คุยกันไม่สำคัญอะไร

“ความจริงเด็กคนนั้นก็น่าสนใจดีนะวิทย์ แต่จันทิมาใช่ผู้หญิงในแบบที่เธอชอบแน่ละหรือ?” ราชาตวัดสายตาขึ้นมองวิทย์ตรงๆ อย่างนึกกังขาด้วยรู้ว่าผู้หญิงอย่างจันทิมาไม่ใช่รูปแบบที่วิทย์จะชอบได้เลย

“ผมรู้แค่ว่าเธอจะเป็นแม่ที่ดีและเป็นแม่ที่ทุ่มเทหัวใจให้กับลูกของเธอได้ทั้งดวงใจ”

ราชาโครงศีรษะเขาไม่นึกว่าวิทย์จะตอบคำถามในทำนองนี้ ไม่เคยคิดว่าวิทย์จะมองไกลไปถึงขั้นรุ่นลูกในเมื่อวิทย์ไม่เคยคิดถึงเรื่องอนาคตของตนเองเลยด้วยซ้ำไปแล้วทำไมวันนี้วิทย์เริ่มพูดถึงอนาคต

“อยากจะบอกอะไรฉันเพิ่มเติมมั้ยวิทย์”

เสียงวิทย์หัวเราะบ่งบอกว่าตอนนี้เขากำลังอารมณ์ดีไม่น้อยทำให้ราชาคลายใจลงไปได้ วิทย์อยู่ข้างกายเขามาสิบสี่ปีเต็มน้อยครั้งที่จะยิ้มยิ่งนับครั้งที่วิทย์หัวเราะได้เลย การสะสางปัญหาเรื่องของวัตรอาจทำให้วิทย์เกิดการเปลี่ยนแปลงและนั่นอาจเป็นจุดตั้งต้นของคำว่าอนาคตที่วิทย์เริ่มมองเห็นก็เป็นได้

“ผมปิดอะไรท่านไม่ได้จริงๆ เสียด้วย”

“แสดงว่ามีอะไรที่ไม่ยอมบอกฉันจริงๆ เสียด้วยสินะวิทย์”

“ก็ไม่สำคัญอะไรหรอกครับท่าน เพียงแต่ผมต้องการเวลาในการคิดและตัดสินใจตอนนี้ผมสรุปได้แล้วครับ”

“เรื่องอะไรนะที่ทำให้คนใจเร็วอย่างวิทย์ต้องใช้เวลาตัดสินใจนานขนาดนี้” ราชายิ้มนิดๆ เขาสนใจเรื่องนี้ขึ้นมาจริงๆ จังๆ เสียแล้วสิ

“เรื่องของวัตรครับ ท่านคงยังจำได้ว่าผมเคยบอกว่าวัตรมาลาไปเกิดใหม่”

“อืม... ฉันยังตั้งใจว่าจะหาแม่ให้วัตรอยู่เหมือนกันนะนี่”

วิทย์หัวเราะอีกครั้งกับแผนที่ท่านแอบวางไว้ในใจนึกรู้ตั้งนานแล้วว่าท่านคงไม่ปล่อยเรื่องนี้ให้ลอยผ่านไปได้ง่ายๆ เป็นแน่ เรื่องจับคู่ให้ลูกหลานเป็นหนึ่งในงานถนัดของท่านทีเดียวเชียวแหละ

“แล้วท่านเล็งใครไว้ให้ผมหรือยังครับ”

“อยากได้หนึ่งธิดามาเป็นแม่ให้วัตรนะ”

หัวใจวิทย์กระตุกวาบหน้าถอดสีไปนิดหนึ่ง สีหน้าเขาขรึมลงอย่างเห็นได้ชัดท่านก็ยังคงเป็นท่านที่รู้หัวใจเขาดีกว่าใครๆ และบางทีท่านอาจจะรู้แล้วก็ได้ว่าหัวใจเขาตอบรับและรักหนึ่งธิดาเช่นกัน เพียงแต่เธอไม่เหมาะสมไม่ว่าในด้านไหนๆ เลยก็ตามและท่านก็คงหวังเอาไว้ว่าความรักจะสามารถชนะความแค้นในใจของเขาได้เพื่อเป็นหนทางปลดปล่อยสองพี่น้องนั่นไป

“เธอแค่คิดไปเองว่าหนึ่งธิดาเขาไม่เหมาะสมเพียงเพราะเขามีหัวใจของวัตรอยู่ที่อกด้านซ้ายเท่านั้นนะวิทย์”

“ผมไม่พูดถึงประเด็นนี้ครับท่านเอากันตามความเป็นจริงเธอเป็นแม่ให้กับวัตรไม่ได้ครับ”

“เพราะอะไร?”

“เพราะความจริงคือวัตรเลือกผู้หญิงที่จะมาเป็นแม่ให้ตัวเองแล้ว”

“หือ? ใครกัน”

ราชาขมวดคิ้วกับความรู้ใหม่ที่วิทย์ยอมเปิดใจในวันนี้แสดงว่าที่ผ่านมาวิทย์คงอยู่ในช่วงทำใจกระมังว่าจะยอมรับผู้หญิงที่วัตรเลือกได้หรือไม่และตอนนี้วิทย์คงทำใจได้แล้วถึงกล้าพูดได้เต็มปาก  

“วัตรเลือกจันทิมาครับท่าน”

“อ้อ...”

ราชาครางยาวพยักหน้านัยน์ตาส่องประกายว่าเห็นด้วย จันทิมาคนนี้ก็เป็นอีกหนึ่งเด็กดีที่น่าสนับสนุนและหากได้เคียงคู่กับวิทย์ชีวิตของผู้ชายคนนี้คงเดินอยู่ท่ามกลางความสว่างไสวได้แน่นอนเช่นกันเพียงแต่หัวใจรักมันห้ามกันได้ที่ไหน

“ระวังจะเป็นการทำร้ายเธอนะวิทย์ความรักเป็นพื้นฐานของครอบครัว”

“ผมคิดดีแล้วครับท่านความจริงผมตอบรับจันทิมาได้แม้จะไม่รักเธอแต่ผมเอ็นดูเธอได้แน่ๆ”

“มันไม่ได้อยู่ที่เธอฝ่ายเดียววิทย์ มันอยู่ที่หัวใจของจันทิมาด้วย”

“ท่านยังเคยคิดจับจันทิมาชนกับหมอวิทยา” ราชาหัวเราะที่วิทย์งัดเขาเรื่องเก่าที่เขาคิดจับคู่หมอวิทยากับจันทิมาขึ้นมาโต้กลับ

“ฉันแค่นำเสนอเพื่อเป็นทางเลือกให้กับวิทยา ฉันไม่ได้จับพวกเขาให้คู่กันนี่นะหากว่าวิทยากับจันทิมาเข้ากันได้มันก็ดีไปหากเข้ากันไม่ได้ฉันก็ไม่ได้ไปบังคับฝืนใจพวกเขาเสียเมื่อไหร่กัน ต่างกับเธอที่มุ่งมั่นยึดจันทิมาเป็นของตัวเองโดยไม่เปิดโอกาสให้ผู้หญิงเป็นฝ่ายเลือกบ้างเลยนะวิทย์”

“ผมไม่ได้บังคับเธอเช่นกันครับท่าน เพียงแต่จะสร้างเส้นทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบจากเธอมาหาผม ขึ้นอยู่กับเธอว่าจะเลือกก้าวมาบนเส้นทางสายที่ผมวางเตรียมไว้ให้หรือไม่นะครับท่าน”

วิทย์ยิ้มเจ้าเล่ห์กับความคิดของตนเอง วันนี้หัวใจของจันทิมายังไม่มีใครเธอย่อมต้องเลือกเส้นทางสายที่สะดวกสบายและสวยงาม หากว่าเธอเกิดไปมีใจกับใครขึ้นมาเขาก็จะขัดขวางและทำให้เส้นทางนั้นเต็มไปด้วยขวากหนาม หากจันทิมายังดื้อดึงดันจะฝ่าฟันไปหาชายคนอื่น เขาก็แค่... ทำลายเส้นทางนั้นเสียก็หมดเรื่อง ไม่เลือกเขาเธอก็ไม่เหลือใครให้เลือกเพราะตัวเลือกทุกตัวจะถูกเก็บตายอย่างไร้ร่องรอย

“สู้รบปรบมือกับคนเจ้าเล่ห์อย่างเธอนี่จันทิมาคงสู้ไม่ไหวหรอกนะวิทย์”

“เพราะทางเลือกของจันทิมาคือการเป็นแม่ให้กับวัตรไงครับท่าน ไอ้เจ้าวัตรนั่นมันก็ช่างเลือกท่านว่ามั้ยครับ”

วิทย์เผยยิ้มทุกครั้งยามที่พูดถึงวัตรจนราชายังต้องอึ้งไปกับรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยไมตรีนั้น ท่านไม่เคยเห็นวิทย์ยิ้มแบบนี้มาก่อนเลยมันเป็นรอยยิ้มของคนใจดีที่เอื้ออารีย์ทุกชีวิตเบื้องหน้า ยิ้ม... ของนักบุญที่คนบาปมาครึ่งชีวิตอย่างวิทย์ไม่น่าจะเป็นได้ วัตรช่างมีอิทธิพลต่อจิตใจของวิทย์เสียเหลือเกินเพียงแค่บอกว่าต้องการจันทิมาเป็นแม่วิทย์ก็พร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อให้วัตรได้สมใจปรารถนา

แล้วทำไมเจ้าวัตรมันไม่เลือกหนึ่งธิดาเป็นแม่ของมันนะ... ทำไม?

ทั้งๆ ที่ผู้หญิงคนนั้นก็แสนดีหรือเพราะว่าหนึ่งธิดายังไม่มีใครให้ต้องดูแลไม่มีน้องชายอย่างจันทิมาทำให้วัตรมองไม่เห็นว่าอนาคตหนึ่งธิดาจะสามารถรักลูกอย่างเขาได้... ใช่หรือเปล่า?

“สำหรับเรื่องนี้มีทางให้เลือกอยู่สองทางนะวิทย์”

“ยังมีทางเลือกอื่นหรือครับท่าน?”

“มีสิ เป็นการวัดใจกันระหว่างเธอกับวัตรด้วย”

“อย่างไรครับ?”

“หากเธอตามใจวัตร วัตรก็จะได้จันทิมาเป็นแม่แต่จันทิมาไม่เหมาะสมกับเธอเอาเลยวิทย์ แต่... หากเธอดื้อไม่ตามใจวัตรหากเธอไม่เลือกจันทิมาอย่างที่วัตรต้องการ แต่กลับไปเลือกหนึ่งธิดาผู้หญิงที่เธอรักและเหมาะสมกับเธอแล้ว สุดท้ายเจ้าวัตรมันจะต้องยอมตัดใจมาเกิดกับหนึ่งธิดาเองนั่นแหละ ไม่งั้น... มันก็ไม่ได้เกิดน่ะสิ”

วิทย์หัวเราะส่ายหน้ากับทางเลือกที่ท่านของเขาเสนอให้ แม้จะยอมรับอยู่ว่าจริงตามนั้นหากเขาดื้อหากเขาไม่เลือกจันทิมา สุดท้ายหากวัตรอยากเกิดเป็นลูกชายของเขาจริงวัตรก็จำต้องเลือกหนึ่งธิดาเป็นแม่อยู่ดี ทางเลือกนี้นับว่าน่าสนใจมากทีเดียว

“ไว้ผมจะลองคิดดูอีกทีครับท่าน”

ราชาเองก็เปิดยิ้มได้ หากวิทย์ไม่ปฏิเสธข้อเสนอของเขาเสียตั้งแต่ในนาทีแรกย่อมต้องมีความหวัง เขาเคยพบเจอกับจันทิมาหลายครั้งแล้วเขาพบว่าจันทิมากับวิทย์ค่อนข้างเหมือนกันในหลายๆ ด้าน ทั้งนิสัยใจคอและความรู้สึกนึกคิด ดังนั้นหากเลือกได้เขาไม่อยากเลือกให้วิทย์ครองคู่กับคนที่มีนิสัยเหมือนกัน เขาอยากให้วิทย์ได้ครองคู่กับคนที่มีนิสัยต่างขั้วเพื่อคอยหักกลบลบความร้อนแรงในนิสัยของวิทย์มากกว่า ใช่ว่าจันทิมาจะไม่ดี เธอดี... ดีมากเพียงแต่ไม่เหมาะกับวิทย์เท่านั้นเอง

 

หนึ่งธิดายืนดูระบบน้ำฉีดฝอยเป็นละอองเพื่อให้ความชุ่มชื้นแก่เรือนกล้วยไม้ที่มีหลายกระถางกำลังออกดอกชูช่องดงามหลากสีสันเธอชอบดอกไม้และยิ่งชอบกล้วยไม้เพราะมันออกดอกได้ทนนานกว่าจะบานหมดถึงปลายช่อกินเวลานานนับเดือนในบางสายพันธุ์ เธอชอบที่จะเฝ้ามองดูความเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป หลายครั้งเธอจะเห็นมันตั้งแต่เริ่มแตกตุ่มช่อดอกเลยทีเดียวเพราะกล้วยไม้ทุกกระถางเธอจะคอยสำรวจดูมันอย่างถี่ถ้วนในทุกๆ วันที่อากาศดี

กล้วยไม้ป่าตระกูลช้างถูกพัฒนาสายพันธุ์จนในวันนี้มันแตกสายพันธุ์แยกย่อยออกมามากมาย เธอเองก็ค่อยๆ สะสมจนแทบครบทุกสายพันธุ์และตอนนี้พวกมันกำลังเบ่งบานออกดอกชูช่อส่งกลิ่นหอมกลีบดอกสีขาวเล็กๆ ห้ากลีบล้อมรอบกลีบดอกตรงกลางอีกกลีบที่อยู่ติดกับจมูกดอกสีเหลืองอ่อนรูปร่างคล้ายตาตั๊กแตนดูสวยสะอาดตามีนามว่า ช้างเผือก

มันกำลังบานอยู่คู่กับกล้วยไม้ป่าอีกกระถางที่ชื่อว่า ช้างกระมีลักษณะเดียวกันกับเจ้าช้างเผือกทุกประการรูปทรงก็ไม่แตกต่างจะต่างไปก็เพียงแค่ช้างกระมันมีจุดเล็กๆ สีม่วงแดงอมชมพูเข้มกระจายอยู่ตามกลีบดอกทั้งห้าที่รายล้อมกลีบตรงกลางสีเข้มติดกับจมูกดอกที่มีกระลายเช่นกัน พวกมันต่างก็ดูสวย สวยมากๆ ในสายตาของเธอเอง

หากเมื่อวันวานเธอเป็นช้างเผือกที่สวยสะอาดบริสุทธิ์และสดใส ในวันนี้เธอกลายเป็นช้างกระไปเรียบร้อยแล้ว เพราะเธอไม่ขาวสะอาดและบริสุทธิ์อีกแล้วเธอมีด่างดวงแต่งแต้มบนเรือนกายนี้แล้ว การพบกับพี่วิทย์มันต้องไม่ใช่ความฝันอย่างแน่นอน หากมันคือความฝันแล้วรอยเลือดที่ตกค้างอยู่บนที่นอนของเธอมันคืออะไร? มันพิสูจน์ได้ชัดเจนว่าค่ำคืนที่ผ่านมาเธอกับเขาเรามีกิจกรรมที่มนุษย์เรียกว่าเพศสัมพันธ์หรือจะเรียกว่า ร่วมเพศจะเรียกว่า เซ็กส์ก็คงได้

เธอไม่ได้ไร้เดียงสาจนไม่รู้ว่าเมื่อคืนก่อนเธอสูญเสียพรหมจรรย์ไปแล้ว เสียมันให้กับผู้ชายคนหนึ่งที่เธอก็ไม่แน่ใจว่าเขาใช่คนจริงๆ หรือว่าเป็นเพียงยมทูตอย่างที่เขาอ้างถึงกันแน่ จะว่าเป็นคนเธอก็อดสงสัยไม่ได้ว่ามันจะเป็นไปได้อย่างไรกันที่เขาจะผ่านด่าน รปภ. ตั้งมากมายเข้ามาจนกระทั่งถึงเตียงนอนของเธอได้ จะว่าไม่ใช่คนแล้วยมทูตที่ไหนจะมีเซ็กส์กับผู้หญิงได้มันเจ็บจริงทิ้งรอยเลือดไว้ได้จริงๆ ดีแค่ไหนที่บอกคนอื่นๆ ไปว่าเธอมีรอบเดือน

หากเขาไม่ใช่ยมทูต หากเขาเป็นคนและเขามีความสามารถเพียงพอที่จะเข้าไปจนกระทั่งถึงเตียงนอนของเธอได้จริง แล้วเขาจะทำเช่นนั้นไปทำไม? คนเราไม่รู้จักกันไม่มีเหตุผลที่จะต้องทำให้มันวุ่นวายขนาดนั้นเลย เราเจอกันด้วยเหตุบังเอิญ และที่สำคัญไม่ได้มีแค่เธอที่เห็นเขายังมีคนอีกตั้งมากมายที่เห็นเขา

เขาต้องเป็นคน!

และเป็นคนที่สามารถเข้ามาหาเธอถึงเตียงนอนได้ เพียงแต่เธอไม่เข้าใจว่าเขาจะทำเช่นนั้นทำไม แล้วตอนนี้เธอจะไปตามหาเขาได้ที่ไหนโลกภายนอกนั่นมันกว้างใหญ่และไม่ใช่ที่ที่คนอย่างเธอจะออกไปแล้วผจญภัยเอาเองได้

“มายืนถอนหายใจอะไรอยู่ตรงนี้คนเดียวน่ะน้องดา”

“อุ๊ย! พี่เจษมาอยู่นี่ได้ไงกันคะ?”

หนึ่งธิดาหมุนตัวกลับมาเมื่อได้ยินเสียงพี่ชายทักทายเชิงหยอกเอินอยู่ทางเบื้องหลัง เธอทำสีหน้าแปลกใจจนคนเป็นพี่ชายหัวเราะเบาๆ ก่อนจะดึงเอาน้องรักไปโอบประคองไหล่พากันเดินเข้าไปในเรือนกล้วยไม้ชื่นชมความงามของพวกมันเมื่อระบบน้ำปิดตัวลงแล้ว คงเหลือไว้แต่ความสดชื่นท่ามกลางแสงแดดเลือนรางภายใต้วัสดุโปร่งแสงที่คลุมหลังคาไว้กันแดดแรงจัดเผาผลาญให้พวกมันเหี่ยวแห้ง

“วันนี้จะมีการรื้อระบบรักษาความปลอดภัยเปลี่ยนการ์ดใหม่ทั้งระบบทั้งที่ทำงานและที่บ้าน พี่เลยอยากกลับมาดูแลความเรียบร้อยทางนี้ส่วนทางที่ทำงานก็ให้รองประธานดูแลไป”

“เปลี่ยนการ์ด?”

หัวใจดวงน้อยกระตุกวูบ เธอหยุดเดินส่งสายตาตั้งคำถามกับพี่ชายเรื่องอะไรถึงได้เปลี่ยนการ์ดใหม่ด้วย หัวใจเธอแอบเป็นกังวลในทันทีด้วยเธอเริ่มปักใจเชื่อแล้วว่าพี่วิทย์คนนั้นไม่ใช่ยมทูตแต่เป็นแค่คนที่ไม่ธรรมดา อาจจะเพราะว่าระบบรักษาความปลอดภัยของพี่ชายเธอมันมีรอยโหว่มาตั้งแต่ต้นเขาถึงผ่านเข้ามาหาเธอได้ แต่หากว่าพี่ชายมารื้อระบบรักษาความปลอดภัยใหม่แบบนี้ แล้วเขา... จะยังคงมาหาเธอได้อยู่อีกหรือเปล่า

“ใช่แล้วน้องดา บริษัทการ์ดที่เรามีอยู่ไม่ใช่การ์ดที่ดีที่สุด พี่รู้มานานแล้วแต่ยังไม่สบโอกาสที่จะหาคนที่ดีกว่ามารับหน้าที่แทนพวกเขา หลายครั้งที่พี่แอบมองตอนดึกๆ พี่จะเห็นว่าพวกเขาหลับยามเสียเป็นส่วนมากแต่บริษัทใหม่นี้รับประกันได้ว่ามันจะไม่เกิดเหตุการณ์อย่างนั้นแน่ๆ น้องดา”

เจษฎาวัฒน์ถอนหายใจอย่างโล่งอกกับปัญหานี้ที่เขาพบและเห็นมากับตาตนเองหลายครั้ง หากว่าที่บ้านพวกการ์ดยังทำงานกันแบบผักชีโรยหน้าทำมาขึงขังเข้มแข็งยามมีคนอยู่กันครบ แต่พอเวลาที่คนอื่นหลับตานอนแล้วพวกการ์ดก็พากันหลับยามบ้างเพราะถือเสียว่าไม่มีใครมารู้มาเห็นเช่นนี้แล้วก็ไม่ควรจะทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้กับใครอื่นอีก เพราะตนเองก็อาจเอาตัวเองไม่รอดเช่นกัน

“พี่เจษรู้ได้อย่างไรคะว่าการ์ดใหม่จะดีจริง?”

“วางใจได้น้องดาพี่เล็งบริษัทนี้มานานแล้วแต่ว่าพวกเขาไม่ได้รับงานทุกคนที่ติดต่อเข้าไป เขาจะเลือกรับเฉพาะงานที่เขาพอใจจะรับแต่รับรองได้หากว่าเขารับทำงานให้ใครแล้วทำงานให้เต็มที่ทุกราย พี่พยายามติดต่อพวกเขามาหลายครั้งแล้วได้รับการปฏิเสธเสียทุกครั้งไปแต่คราวนี้ก็แปลกอยู่เหมือนกันที่พวกเขาติดต่อมาเองว่าสนใจจะรักษาความปลอดภัยให้กับเรา”

“ทำไมพวกเขาถึงเปลี่ยนใจรับงานคะพี่เจษ”

“ก็ไม่รู้เหมือนกันแต่พี่คิดว่าน่าจะเป็นเพราะเขาเริ่มมั่นใจแล้วว่ามีศักยภาพเพียงพอที่จะรับงานของเรา เท่าที่พี่สืบหาข้อมูลมาการ์ดของที่นี่ไม่ใช่ว่าใครก็เป็นได้ ไม่เหมือนกับการ์ดจากที่อื่นที่รับเอาพวกทหารปลดประจำการบ้าง ตำรวจแตกแถวบ้าง นักเลงหัวไม้บ้าง มาทำหน้าที่การ์ด แต่ทุกคนของที่นี่ถูกคัดแล้วคัดอีกบางคนก็เก็บมาจากเด็กจบใหม่สายพละศึกษาก็มีใช่ว่าเก็บมาแล้วใช้งานได้เลยเขาต้องทำการฝึกปรือฝีมือจนพวกนี้เก่งกว่าตำรวจหรือทหารประจำการเสียอีก พี่ก็ไม่รู้นะว่าเขาจะฝึกกันทำไมนักหนาแต่ที่แน่ๆ ราคาค่าจ้างแพงลิบ แพงกว่าการ์ดที่เรามีอยู่เกือบห้าเท่าตัวแน่ะ”

แม้จะราคาแพงมากๆ แต่เจษฎาวัฒน์กลับไม่แสดงความกังวลใจกับค่าจ้างที่ต้องสูญเสียไปเลยสักนิดเดียว กลับยังคงยิ้มแย้มอย่างภาคภูมิใจที่เขาได้รับเลือกจากทางบริษัทนี้ เขารู้ว่ากว่าจะได้การ์ดจากที่นี่มาทำงานให้ต้องแข่งกันเสนอราคาตั้งหลายสิบเจ้าและทุกเจ้ารู้ดีมีการ์ดพวกนี้อยู่ทั้งที่บ้านและที่ทำงานรับประกันความปลอดภัยของสถานที่ได้แน่ๆ หากเพิ่มเนื้องานให้เป็นการ์ดติดตามตัวเขาก็เชื่อมั่นว่าระบบอุ้มฆ่าไม่มีวันเข้าถึงคนที่การ์ดเหล่านั้นให้การคุ้มครองแน่นอน

“น้องดาไม่เข้าใจพี่เจษบอกว่าเขาเริ่มมั่นใจเรื่องศักยภาพที่จะคุ้มครองเราไม่ใช่หรือคะ?”

“ไม่ใช่ในเชิงว่าทำไม่ได้หรอกน้องดาแต่พี่หมายความว่าพวกเขาอาจยังไม่มีกำลังพลเพียงพอและเมื่อเขารับงานเราแล้วแสดงว่าเขาจัดคนลงได้เพียงพอแล้วหรืออาจจะฝึกคนใหม่ๆ ขึ้นมาจนเพียงพอแล้วที่สำคัญพี่รู้มาว่าในหมู่เจ้าพ่อนักเลงหัวไม้มักจะเลี่ยงที่จะมีเรื่องกับการ์ดจากที่นี่เสียด้วยสิ พี่มั่นใจว่าเราน่ะคุ้มค่าที่จะจ่ายแพงกว่าการ์ดที่เรามีอยู่นะครับ”

“พวกเขาคงเก่งมากนะคะพี่เจษ”

“เก่งมากน้องดานอกจากจะให้ดูแลที่บ้านกับที่ทำงานแล้วพี่ให้เขาจัดหาคนไว้คอยดูแลน้องดากับตัวพี่ด้วยนะ น้องดาน่ะเวลาออกจากบ้านไปที่ไหนๆ ทีน่าเป็นห่วงอยู่ไม่น้อยเลยแค่คนขับรถกับป้าหงส์คนเดียวพี่ไม่ใคร่จะวางใจนัก ยิ่งมารายงานว่าถูกวิ่งราวกระเป๋าไปครั้งหนึ่งแล้วแบบนี้พี่เลยให้เขาหาคนคอยตามน้องดาหนึ่งคน ส่วนตัวพี่พี่ขอไว้สองคนให้ขับรถตามหลังพี่คอยดูแลพี่อีกที”

“ค่ะพี่เจษน้องดาเห็นด้วย หากจะให้ใครคอยตามพี่เจษแต่ตัวน้องดาเองคงไม่ต้องถึงกับตามดูแลกันมั้งคะ น้องดาก็ไปอยู่ไม่กี่แห่งนอกจากที่บ้านแล้วน้องดาก็ไปที่โรงพยาบาลหรือไม่ก็แค่ที่ร้านหนังสือเท่านั้นเองนี่คะ”

“ไม่กี่แห่งก็ไม่ได้นะเดี๋ยวนี้วายร้ายมันเยอะจะตายไป โดนอุ้มฆ่าเอาได้ง่ายๆ นะน้องดา”

“โธ่... ถ้าพี่เจษกลัวจะโดนอุ้มมีการ์ดไปด้วยแค่คนหรือสองคนจะไปพอหรือคะ”

หนึ่งธิดาหัวเราะสงสัยพี่ชายเธอคงกำลังติดตามข่าวนักธุรกิจโดนอุ้มฆ่าที่กำลังดังและอยู่ในความสนใจของประชาชนในช่วงนี้อยู่กระมังถึงได้เริ่มคิดหาใครมาติดตามทั้งกับเธอและกับตัวเขาเอง

“เราไม่เคยเบียดเบียนใคร เราไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับการเมืองไม่เคยมีสี เราไม่จำเป็นต้องกลัวนี่คะ”

“พี่รู้... แต่ไอ้พวกคนพาลมันไม่เคยคิดหรอกนะว่าเคยเบียดเบียนหรือเคยเกื้อหนุนกันมาก่อนหรือไม่ แค่มันอยากได้มันก็จะต้องเอาให้ได้นะน้องดา กันไว้ก่อนย่อมดีกว่ามาตามแก้ไขทีหลังลำพังหากคงเหลืออยู่แค่พี่เพียงคนเดียวไม่มีใครอีกแล้วพี่ก็ไม่กลัวที่จะโดนพวกมันฆ่าหรอก แต่พี่จะตายไม่ได้เพราะว่าพี่ยังมีน้องดาอยู่พี่ยังต้องอยู่เพื่อดูแลน้องดาก่อน ส่วนน้องดาเองก็ยังตายไม่ได้เหมือนกันตราบใดที่ยังมีพี่อยู่ ไม่มีน้องดาพี่จะอยู่ได้อย่างไรอย่าลืมว่าทุกวันนี้เรามีกันแค่สองคน เงินทองไม่ใช่สิ่งสำคัญพี่ไม่ได้อยากอยู่เพื่อคุ้มครองเงินทองหรอกนะ ที่พี่อยู่เพราะว่ามีน้องสาวที่น่ารักคนนี้ต่างหาก รู้มั้ย?”

เจษฎาวัฒน์หยุดเดินก่อนจะหมุนตัวน้องสาวต่างมารดามาเผชิญหน้าด้วย สองมือใหญ่จับหัวไหล่บอบบางของน้องสาวเอาไว้มั่นมองจ้องสบประสานดวงตากับน้องเพื่ออยากบอกให้น้องได้รู้ว่าพี่ชายคนนี้ไม่เคยใส่ใจกับทรัพย์สินประดามีมากมายก่ายกองเหล่านั้น ที่พี่ชายห่วงหามีแค่น้องสาวคนนี้คนเดียวในเมื่อเงินมันซื้อความปลอดภัยให้แก่น้องได้เขาก็ต้องใช้มันให้คุ้มกับที่มันเป็นสิ่งล่อตาล่อใจของทุกๆ คน ไม่ว่าจะเป็นพวกมาดีหรือมาร้ายแค่มีเงินจ่ายน้องเขาก็จะปลอดภัยแค่นั้นก็พอแล้ว

“น้องดารักพี่เจษที่สุดในโลกเลยค่ะ”

หนึ่งธิดายิ้มกว้างกับแววตาที่พี่ชายมองมาอย่างรักใคร่ เธอรู้ว่าระหว่างเราแม้ไม่ใช่พี่น้องท้องเดียวกันแต่เรามีสายเลือดเดียวกันและที่สำคัญเรามีแค่กันและกันเท่านั้น พี่ชายเธอรักเธอฉันใดเธอเองก็รักพี่ชายฉันนั้น จะไม่มีวันที่จะยอมให้ใครหรืออะไรก็ตามมาทำร้ายพี่ชายคนนี้ได้อย่างเด็ดขาด

“พี่ก็รักน้องดาที่สุดเหมือนกัน”

“สักวันมีพี่สะใภ้เมื่อไหร่พี่เจษจะไม่พูดอย่างนี้แน่นอน” หนึ่งธิดาหัวเราะกับคำว่ารักที่สุดของพี่ชายตรงหน้า

“โอ้ย... พี่รอจะแย่แล้ว ทำไมว่าที่พี่สะใภ้ของน้องดาไม่งอกสักทีนะฝนก็ตกหลายฤดูแล้วนะนี่”

“คนนะคะพี่เจษไม่ใช่ดอกเห็ดจะได้งอกหลังฝนน่ะ”

“อ้าวเหรอ? ถึงว่าสิว่าพี่หายังไงก็ไม่เจอสักที งั้นคงต้องเปลี่ยนวิธีการเสียแล้วละน้องดา”

เจษฎาวัฒน์หัวเราะที่ยั่วให้น้องสาวหัวเราะได้ เขาชอบมองน้องสาวหัวเราะมากกว่าเหม่อลอย ช่วงนี้น้องเป็นบ่อยมากเหลือเกินคงกำลังคิดอะไรอยู่แต่สักวันเมื่อน้องคิดได้เรียบร้อยน้องคงบอกเขาเอง เขารู้ว่าน้องมีโลกส่วนตัวสูงเธออยู่กับหนังสือและสื่อต่างๆ มากกว่าจะสุงสิงกับผู้คนรอบด้านมีเพียงเขาที่เป็นข้อยกเว้นของน้อง เขาจึงต้องพยายามแบ่งเวลามาอยู่กับน้องให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

“ช่วงนี้พี่ไม่เห็นน้องดาแปลหนังสือเลยนี่นะ”

เจษฎาวัฒน์โอบไหล่น้องสาวพากันเดินกลับเข้าตัวบ้านเมื่อสังเกตเห็นว่าทางหน่วยงานการ์ดที่เริ่มเข้าประจำที่ทำการสำรวจทุกอย่างทุกที่และทุกห้องอย่างละเอียดแล้ว พวกเขาติดตั้งอุปกรณ์หลายอย่างตามทางเดินและห้องโถงจะเว้นก็แต่ห้องนอนของเราสองคนพี่น้อง นอกนั้นไม่มีเว้นสักจุดที่พวกเขาต้องตามดูแล

“พักไว้ก่อนค่ะพี่เจษช่วงนี้น้องดาลงสวนบ่อยๆ ลงต้นมะลิไว้หลายสิบต้นอยากอยู่ดูจนกว่าจะแน่ใจว่ามันติดและตั้งตัวได้แล้วเสียก่อนน่ะค่ะ”

“พักบ้างนะเดี๋ยวไม่สบายไปต้องนอนโรงพยาบาลอีกหลายวันพี่ไม่รู้ด้วยนะเอ้อ”

“ไม่หรอกค่ะช่วงนี้น้องดาออกจะแข็งแรงดีผลตรวจร่างกายรอบล่าสุดก็ออกจะปกติดีนี่คะพี่เจษ”

“ดีแล้วละ หมั่นออกกำลังกายและทานอาหารให้เป็นเวลาพักผ่อนเยอะๆ นะน้องดา”

“ค่ะพี่เจษ”

เจษฎาวัฒน์ยังคงโอบไหล่พาร่างบอบบางของน้องสาวที่รักเข้ามาภายในตัวบ้านซึ่งตอนนี้พวกการ์ดกำลังยืนรออยู่เพื่อให้เขาแนะนำเธอกับทุกๆ คนโดยเฉพาะกับคนที่มีหน้าที่ต้องติดตามเธอโดยเฉพาะด้วยเหมือนกัน

“ทุกคนครับนี่น้องสาวผม เรียกเธอว่าน้องดาก็ได้ครับ”

ทุกคนตอบรับพร้อมเพรียงกันไม่ดังนักทำให้หนึ่งธิดานึกทึ่งอยู่ไม่น้อยแม้แต่ตอบรับคำพวกเขาก็สามารถตอบรับได้พร้อมเพรียงกันโดยไม่ได้นัดหมาย แบบนี้เองที่เรียกว่าระเบียบวินัยที่เคร่งครัดพวกเขาไม่มีท่าทางหลุกหลิกแต่ดูมั่นคงบึกบึนและมีรังสีที่ให้ความรู้สึกว่าน่าเกรงขามไม่ควรล้อเล่นด้วย

“น้องดาครับนี่คุณนนท์เขาทำหน้าที่ดูแลทุกคนในบริษัทการ์ดของเขา”

“สวัสดีค่ะคุณนนท์”

หนึ่งธิดาส่งยิ้มให้กับนนท์ผู้ชายตัวใหญ่ร่างบึกหนาแต่ดูหน้าตาแล้วใจดีมีแววตาที่ส่งยิ้มได้ตลอดเวลาแม้ว่ามันจะตี่ๆ เล็กๆ อย่างสไตล์เกาหลีที่สาวๆ กำลังกรี๊ดกันในทุกวันนี้

“ครับคุณน้องดา ผมยินดีบริการให้ตามหน้าที่อย่างเคร่งครัดครับ พวกเราทุกคนยินดีที่ได้รับเกียรติ์เรียกใช้งานจากทางคุณทั้งสองคนนะครับ อ้อ... บริษัทการ์ดไม่ใช่ของผมครับผมทำหน้าที่ดูแลทุกอย่างให้เท่านั้นเองครับ”

“ครับคุณนนท์”

“หากไม่มีอะไรแล้วพวกเราขอตัวนะครับ”

“เชิญครับคุณนนท์ ทุกคนด้วยนะครับต้องการอะไรบอกได้ตลอดเวลานะครับ”

นนท์ส่งยิ้มให้กับหนึ่งธิดาหากสายตาเธอไม่ฝาดเธอว่าเขามองเธออย่างสงสารและเห็นใจอยู่มาก เธอออกจะงงๆ ไปเหมือนกันอะไรของเขานะเขาสงสารเธอเรื่องอะไร? หรือการที่เธอร่างกายไม่แข็งแรงต้องอยู่แต่ที่ในบ้านทำให้เขาสงสารเธออย่างนั้นน่ะหรือ แหม... คุณนนท์ใจดีเกินไปแล้วหนึ่งธิดาคนนี้ไม่ได้น่าสงสารขนาดนั้นหรอกค่ะคุณการ์ดนนท์

 

บรรยากาศในห้องอาหารสุดหรูกับมุมสบายๆ เงียบสงบยามเย็นค่อนข้างถูกใจวิทย์และจันทิมา แววกังวลใจในราคาอาหารแวบผ่านดวงตางดงามเศร้าซึ้งของจันทิมา วิทย์แสร้งทำเป็นนิ่งเฉยไม่รับรู้และคอยดูว่าเธอจะทำอย่างไรต่อไป เธอจะเลือกออกจากร้านนี้เพื่อพาเขาไปหาร้านอาหารราคาถูกหรือไม่? หรือจะนั่งต่อไปและสั่งเฉพาะเมนูอาหารราคาไม่แพงนัก หรือว่า... จะโบ้ยให้เขาเป็นคนจ่ายเสียเอง ถือเป็นการวัดน้ำใจอย่างหนึ่ง เขาอยากศึกษาเธอให้ลึกซึ้งกว่านี้เขาอยากรู้ว่าจะสามารถเป็นครอบครัวกับเธอตามแรงปรารถนาของวัตรได้หรือไม่?

เธอเลือกยิ้มรับและส่งเมนูอาหารให้เขาสั่งได้ตามใจชอบ จนเขาอดแปลกใจมิได้

“ทีม่าไหวหรือเปล่าให้พี่จ่ายแทนไหมทีม่าค่อยเลี้ยงพี่ใหม่ในวันหน้า” เมื่อเห็นเธอสู้เขากลับสงสารและรู้สึกไม่ดีที่กลั่นแกล้งเธอในเย็นนี้

“เลี้ยงเด็กๆ ทีม่าจ่ายเงินซื้ออมยิ้มให้ก็พอแล้ว แต่ถ้าเลี้ยงน้องๆ ที่ทำงานอมยิ้มย่อมไม่เพียงพอต้องขยับขึ้นเป็นพิซซ่ากับน้ำอัดลมหากเลี้ยงลูกค้าย่อมต้องตามใจลูกค้า”

“แต่พี่ไม่ใช่ลูกค้า”

“ถือเป็นผู้มีอุปการคุณยิ่งต้องดูแลเทคแคร์ให้มากกว่าเลี้ยงลูกค้าเสียอีกค่ะ พี่วิทย์สั่งเถอะค่ะที่ม่ารับผิดชอบได้”

ตลอดมื้ออาหารเธอไม่ทวงถามคำสัญญาสักแอะเดียวได้แต่เป็นฝ่ายรอคอยว่าเมื่อไหร่เขาจะเริ่มพูดเข้าเรื่องที่เธอให้ความสนใจ วิทย์นึกสนุกอยากจะแกล้งเธอดูว่าหากเขาไม่พูดจริงๆ เธอจะกล้าทวงถามหรือไม่? แล้วเขาก็ได้คำตอบเมื่อเธอไม่ถามยอมเดินตามเขาออกจากร้านมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสเหมือนเดิมไม่มีเค้าลางของความขุ่นข้องหมองใจเลยสักนิดหนึ่ง

“ทีม่าไม่ถามพี่เรื่องข้อมูลของหมอทั้งหลายที่พี่สัญญาว่าจะนำมาให้หรือครับ” สุดท้ายก็เป็นเขาเองที่ต้องเอ่ยปากถามไถ่เธอไปเมื่อต่างคนต่างขึ้นรถเตรียมตัวออกจากบริเวณนั้นเรียบร้อยแล้ว

“เพราะทีม่ารู้ว่าอย่างไรพี่วิทย์ก็ไม่ลืมมั้งคะ” จันทิมายิ้มสวยเธอยิ้มทีหัวใจผู้ชายมักกระตุกได้เสมอ

“แล้วถ้าพี่ลืมจริงๆ ล่ะ” วิทย์แสร้งหยอกเธอตอบกลับไปบ้างก่อนนำรถออกจากลานจอด

“ไม่เป็นไรค่ะ พี่วิทย์นึกได้เมื่อไหร่ก็จะบอกทีม่าเองเมื่อนั้น” จันทิมาหัวเราะดวงตาเธอสดใสเธอรู้ว่าเขาไม่ลืมแค่ยังไม่อยากบอกเธอไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม

“หืม... เวลาเข้าไปเสนอขายยาทำอย่างนี้จะไม่ได้ออเดอร์ยาเอานะครับทีม่า”

วิทย์เปิดยิ้มอย่างพึงพอใจ เธอเป็นคนฉลาดไม่น้อยเลยทำให้เขามั่นใจว่าสามารถอยู่เป็นครอบครัวเดียวกันกับเธอได้ ชีวิตคู่ของเราจะมีความสุข ยิ่งมีวัตรเป็นตัวประสานครอบครัวเราจะยิ่งสมบูรณ์แบบ

“ทีม่ารู้ว่าควรวางใจใครได้มากกว่าค่ะ”

“หมายถึงทีม่าวางใจพี่งั้นสิ”

“ค่ะ ทีม่ายอมรับว่าวางใจพี่ ทีม่ารู้ว่าพี่จริงจังและไม่คิดหลอกลวงทีม่า”

จันทิมาหันมาส่งยิ้มให้กับผู้ชายหน้าเข้มคมกับบุคลิกนิ่งๆ ดูเป็นผู้ใหญ่ หากท่านราชาวางใจในตัวผู้ชายคนนี้เธอก็เชื่อว่าเขาไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อเธอเช่นกันเพราะเธอไม่ใช่คนร้ายเธอเป็นเพียงสุจริตชนจึงไม่น่าจะต้องกลัวอะไร

คนที่คุมกิจการการ์ดซึ่งเป็นที่รวมของผู้ชายร้ายๆ ไว้ได้นับร้อยรายอย่างเขาย่อมต้องมีอะไรดีๆ อยู่ในตัวเองแน่ คนเราหลอกลวงตลอดเวลาไม่ได้แต่เขาคนนี้กลับอยู่ข้างกายคนดีๆ อย่างท่านราชาได้นานนับสิบๆ ปีแสดงว่าทุกสิ่งทุกอย่างของเขาไม่ใช่ความหลอกลวง

และเพราะเธอไม่มีอะไรเป็นเป้าหมายให้เขาต้องเข้ามาหลอกลวง หากเขารู้เรื่องของน้องชายของเธอแสดงว่ารายละเอียดปลีกย่อยในชีวิตของเธอนั้นเขารู้มาหมดแล้วเช่นกัน เธอมีดีอยู่แค่อย่างเดียวคือรูปกายที่สวยสดกับเสน่ห์ดึงดูดใจเพศตรงข้าม แต่เขาไม่ได้สื่อสายตาหรือภาษากายไปยังเรื่องชู้สาวไม่ได้เชิญชวนเธอขึ้นเตียงทำกิจกรรมอย่างที่ผู้ชายชื่นชอบ เขามีสายตาที่เอื้อเอ็นดู นั่นคือเหตุผลที่เธอวางใจคบหาและพูดจากับเขาได้อย่างสบายใจ

“อ้อ... พี่รู้แล้วว่าทีม่าเก็บยอดออเดอร์สั่งยามาได้อย่างไรฉลาดพูดแบบนี้นี่เล่า” วิทย์เลี้ยวรถเข้าไปจอดดับเครื่องและชวนเธอลงไปเดินเล่น

“สวนหลวงพระรามแปดเคยมาหรือยังครับทีม่า”

“เคยผ่านบ่อยๆ ค่ะมองไกลๆ ว่าสวยนักแต่ไม่มีโอกาสได้แวะพักหรือลงมาเดินเล่นแบบนี้เลยค่ะ”

จันทิมาสูดเอาอากาศริมแม่น้ำเจ้าพระยาเข้าปอดลึกๆ นานแค่ไหนแล้วที่เธอไม่ได้หยุดพัก นานแค่ไหนแล้วที่เธอเหนื่อยกับการกรำงานหนักเพื่อปั่นเม็ดเงินมาเป็นค่ายาและค่ารักษาของน้องอัน

“คนเราทำงานตลอดเวลาไม่ได้มันต้องมีช่วงพักเติมพลังให้กับชีวิตด้วย”

วิทย์ยิ้มหยุดยืนมองใบหน้าสวยคมเข้มเปล่งประกายตาชื่นชมกับสภาพรอบด้าน ความสูญเสียที่เกิดกับครอบครัวเธอนั้นยิ่งใหญ่แต่จะปล่อยให้มันกัดกินหัวใจเธอไปตลอดไม่ได้ เขาอยากช่วยปัดมันทิ้งไปจากหัวใจเธอแม้จะช่วยได้เพียงบางครั้งบางคราว

เรื่องค่ารักษาน้องชายเธอไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรสำหรับเขา แต่เขายื่นมือเข้าไปจ่ายแทนเธอไม่ได้เพราะเธอก็มีศักดิ์ศรีของตนเอง เขารู้ว่าเธอไม่ต้องการเงินจากใครฟรีๆ เธอถือเรื่องนี้มากหากเขาเสนอให้นั่นคือการหมิ่นศักดิ์ศรีที่ไม่อาจอภัยให้ได้ แต่หากเขาช่วยเธอทางอ้อมช่วยให้เธอได้มีรายได้จากน้ำพักน้ำแรงของเธอเองช่วยให้เธอเหนื่อยน้อยลง เขาย่อมทำได้และไม่เป็นการหมิ่นเกียรติ์ของเธอด้วย

“ค่ะพี่วิทย์ บางทีทีม่าก็เหนื่อยทีม่าก็ท้อแต่เมื่อคิดถึงคนที่รอทีม่าอยู่ทีม่าก็ลุกขึ้นสู้อีกจนได้ค่ะ” จันทิมาหันมาขอบคุณเขาด้วยใจจริง เธอเริ่มตั้งข้อสงสัยเขาดีต่อเธอทำไม เขาต้องการอะไร... ตัวเธอหรือ?  

“ไปนั่งริมน้ำกันครับรอให้มืดกว่านี้อีกสักนิดแสงสีที่นี่สวยมาก หรือจะไปเดินรับลมกันที่บนสะพานก็ได้นะ”

วิทย์เดินเคียงข้างจันทิมาช้าๆ ปล่อยใจให้ว่างเปล่าพยายามสะกดความรู้สึกของตนเองเอาไว้ที่ตรงนี้ที่ที่มีจันทิมายืนอยู่เคียงข้าง แต่ใจมันก็ไม่ใคร่จะรักดีเท่าไหร่นักเมื่อมันคอยแต่จะกระหวัดใจไปคิดถึงใครอีกคนที่ไม่คู่ควรจะให้คิดถึงเลย

“นั่งได้มั้ยทีม่า”

“ได้สิคะพี่วิทย์ แหม... ทีม่าไม่ได้เกิดมาบนเตียงหุ้มทองนะถึงจะนั่งกับพื้นดินไม่ได้น่ะ”

จันทิมายิ้มรับหย่อนกายลงนั่งเคียงข้างหนุ่มมาดเข้มบนขั้นบันไดซีเมนต์ติดริมน้ำเจ้าพระยามองดูคลื่นในแม่น้ำยามมีเรือสัญจรผ่านไปมา หัวใจเธอรู้สึกผ่อนคลายหายเหนื่อยลงได้ยามนั่งนิ่งๆ มองดูสรรพสิ่งบนผิวน้ำไปเรื่อยๆ

“ขอบคุณนะคะที่พาทีม่ามาชื่นชมความงามเหล่านี้”

“ครับ พี่ยินดีและเต็มใจ”

“แต่ทีม่าไม่เข้าใจ พี่ทำทำไมคะ?”

เธอเลือกที่จะถามออกไปตรงๆ มากกว่าจะมานั่งคิดเองเดาเอาเอง เพราะเธอมีสัญชาตญาณบางอย่างบอกว่าหากถามออกไปแล้วเขาจะตอบให้ตามความเป็นจริง

“ทีม่าเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่าผู้ชายรักด้วยสมองแต่ผู้หญิงจะรักด้วยหัวใจไหม?”

“คะ? ทีม่าไม่เข้าใจ”

“พี่รู้ว่าทีม่าเคยมีคนรักมาก่อน ทีม่าเคยเสียใจและช้ำรักมาก่อนลองคิดดูสิว่าในวันนั้นทีม่ารักเขาด้วยหัวใจหรือว่ารักเขาด้วยสมอง”

จันทิมาขมวดคิ้วเธอเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าควรจะหยุดบทสนทนาไว้เพียงแค่นี้หรือไม่ เพราะยิ่งสนทนาเนื้อหามันยิ่งรัดตัวเธอแน่นมากขึ้นเธอเป็นคนหนึ่งที่ถือเรื่องความเป็นส่วนตัว แต่เพราะเธอรู้ว่าสุดท้ายคำสนทนาจะคลายปัญหาข้อข้องใจให้เธอได้เธอจึงเลือกดำเนินบทสนทนาต่อไป

“เขาไม่ใช่คนรูปหล่อแต่เขาเป็นคนเดียวที่คบหากับทีม่าด้วยความจริงใจไม่มองทีม่าเป็นเหมือนอาหารโอชะที่จ้องจะกัดกิน เขาให้เกียรติ์ทีม่า ทีม่าจึงเปิดใจคบกับเขา”

เธอไม่ได้อยากจะรื้อฟื้นความทรงจำเก่าๆ นั้นเลยแต่เมื่อต้องเอ่ยถึงมันในวันนี้เธอกลับไม่รู้สึกว่าเจ็บปวดหัวใจอีกไม่เหมือนกับวันแรกๆ ที่ชายคนรักทิ้งเธอไป เขาดีทุกอย่างเสียอย่างเดียวเขารักในทรัพย์สินเงินทองเป็นอย่างมาก เขาไม่ได้นับถือเงินเป็นพระเจ้าแต่เขาพอใจที่จะมีเงินไว้ในครอบครอง อะไรก็ได้ที่จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเงินทองของเขา เขาก็จะยังคงนิ่งสงบได้

แต่เมื่อวันหนึ่งเธอตกอยู่ในสถานะที่ต้องใช้เงินมากและเขาคำนวณดูแล้วว่ามันคงจะได้ไม่คุ้มเสียหากยังคงคบหากับเธอต่อไป เงินของเขามันจะถูกกระทบและดึงมาช่วยเหลือเธอ เขาจึงตัดใจไปจากเธอกับแค่คำบอกลากันเสียง่ายๆ ว่าเขารักเงินมากกว่ารักเธอ มันเจ็บนะ... แต่ไม่ถึงตายกับผู้ชายที่เธอรักเขายิ่งกว่าสิ่งใดแต่สุดท้ายความรักของเธอก็พ่ายแพ้ให้กับเงินตราหมดรูป

“งั้นคำกล่าวที่ว่าผู้ชายรักด้วยสมองผู้หญิงรักด้วยหัวใจก็อาจใช้ไม่ได้กับทีม่าสินะครับ”

“เปล่าค่ะ มันใช้กับทีม่าได้ตรงมากต่างหาก เพราะทีม่ารักด้วยหัวใจไม่ได้ใช้รักด้วยสมอง จึงมองไม่เห็นว่าเขาไม่คู่ควรที่ทีม่าจะรักเอาเลย”

“ดีแล้วครับที่ทีม่ารู้ตัวและเลิกรักคนแบบนั้นได้เสียทีหนึ่ง”

“ว่าแต่... ทีม่ายังไม่ได้คำตอบเลยนะคะพี่วิทย์”

จันทิมาช้อนตาขึ้นมอง เธอพบว่าในสายตาของเขานั้นมีประกายขำขันกระจายอยู่ เขาคงกำลังคิดว่าเบี่ยงเบนประเด็นไปเสียไกลได้แล้วไฉนเธอยังวกกลับมายังคำถามเดิมได้อีก

“พี่ก็ตอบแล้วนี่ครับ”

“เอ๋? พี่ตอบตอนไหนทีม่ายังไม่ได้รับคำตอบเลยนะคะนี่”

“ก็... ผู้ชายรักด้วยสมองไงครับ”

เธอนิ่งอึ้งไปกับคำตอบที่ได้รับ นี่เธอต้องตีความเอาเองว่าเขากำลังบอกรักเธออยู่ใช่หรือไม่? มันมีด้วยหรือการบอกรักให้ผู้หญิงแปลความหมายเอาเอง ยิ่งเขาส่งยิ้มตาเป็นประกายทำให้เธอยิ่งงงเข้าไปใหญ่ เธอขอคำตอบที่มันชัดเจนกว่านี้อีกสักนิดจะได้ไหม?

“พี่สามสิบหกแล้วถึงเวลาที่พี่จะต้องคิดเรื่องครอบครัวเสียทีและพี่คิดแล้วหากพี่จะมีครอบครัว พี่อยากได้ผู้หญิงแบบทีม่ามาเป็นแม่ของลูกพี่”

หา!... พี่วิทย์!

จันทิมาตกใจกับคำพูดตรงๆ ที่ไม่มีอะไรจะชัดเจนได้มากกว่านี้อีกแล้ว ยามพูดวกไปวนมาเขาก็ทำให้เธอมึนงงจนแทบเดินหลงทาง ยามจะพูดตรงๆ เขาก็ตรงดิ่งเสียจนเธอขยับหลบหลีกไม่ได้เช่นกัน นี่เขาบ้าหรือว่าไม่เต็มเต็งกันแน่? คนเราเพิ่งพบเพิ่งคบหากันยังไม่สนิทสนมด้วยซ้ำกลับผ่ามาขอแต่งกันได้หน้าตาเฉย คนอย่างนี้ก็มีด้วย! แล้วคิดได้อย่างไรว่าเธอจะบ้ารับปากเขา?

“ก็ทีม่าอยากฟังแบบตรงๆ ไม่ใช่หรือครับพี่ก็ตอบแบบตรงๆ ให้ทีม่าได้รับฟังแล้ว”

“เราไม่ได้รักกัน!

“เราไม่ได้จะแต่งกันวันนี้นี่ครับ ยังมีเวลาให้เราศึกษาดูใจกันก่อน”

“คงไม่ไหวมั้งคะ” เธอส่ายหน้าบอกให้รู้ว่างานนี้เธอไม่เล่นด้วย

“อย่าเพิ่งปฏิเสธเสียงแข็งขนาดนั้นสิ พี่สู้คนรักเก่าของทีม่าไม่ได้ที่ตรงไหนกัน”

จันทิมานิ่งเงียบ จริงอยู่หากเปรียบเทียบกันแล้วพี่วิทย์ย่อมดีกว่าเด่นกว่าคนรักเก่าของเธอในทุกๆ ด้าน หากเธอยอมเปิดใจรับไม่นานเธอจะรักเขาได้ แต่ ณ เวลานี้ เธอยังไม่อยู่ในสภาวะที่จะรักใครได้

“พี่ไม่ใช่เด็กหนุ่มวัยริรักอีกแล้ว แต่พี่อยู่ในวัยที่พร้อมจะสร้างครอบครัว เมื่อคิดสร้างครอบครัวพี่ก็บอกตรงๆ ว่าพี่เลือกทีม่า ทีม่าเองไม่จำเป็นต้องตอบพี่ในตอนนี้ ทีม่ามีเวลาคิดและพิจารณาคำขอของพี่ได้นานเท่าที่ทีม่าต้องการ”

“เพราะน้องอันหรือเปล่าคะ?”

“ครับ พี่อยากให้ลูกพี่มีแม่ที่รักเขาได้ขนาดนั้นบ้าง”

“ทีม่าไม่รู้ว่าพี่คิดอย่างไร แต่สำหรับทีม่าหากไม่รักคงแต่งงานด้วยไม่ได้”

เธอเข้าใจความคิดของเขาแล้ว เขามีความคิดที่แปลกเริ่มตั้งแต่ออกตัวบอกเธอว่าผู้ชายรักด้วยสมอง เพราะเขาใช้สมองในการพิจารณาเลือกคู่ครอง เพราะเขามองเห็นความรักที่เธอทุ่มเทให้กับน้องชาย เธอต้องไม่ลืมว่าเขามาจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้ามันก็เป็นไปได้ที่ปมในใจของเขาคือความรักจากบิดามารดา ดังนั้นเมื่อคิดสร้างครอบครัวเมื่ออยากมีลูกเขาจึงอยากได้แม่ที่รักลูกของเขาด้วยหัวใจ เธอจึงกลายเป็นตัวเลือกนั้น

แต่สำหรับเธอเติบโตมากับการเห็นพ่อแม่ที่รักถนอมกันและกัน มันทำให้เธอยึดถือความรักไม่ใช่ความเหมาะสม เราจึงคิดและต้องการต่างกัน เธอ... ไม่มีวันแต่งงานเพราะความเหมาะสม ผู้หญิงไม่ได้รักด้วยสมองเหมือนผู้ชายจริงๆ

“เชื่อไหม ไม่วันใดก็วันหนึ่งข้างหน้าทีม่าจะรักและเต็มใจแต่งงานกับพี่”

“ทีม่าไม่เลือกแต่งกันคนที่ไม่ได้รักทีม่าหรอกนะคะ” เธอตาขวางเมื่อฟังเขาพูดประโยคนี้ รักเขาข้างเดียวนั้นไม่เพียงพอกับการสร้างครอบครัวหรอก

“วันนี้เราอาจจะยังไม่รักกัน เมื่อพี่เลือกทีม่าแล้วพี่พร้อมจะเปิดใจและในวันหน้าพี่เชื่อว่าทีม่าก็จะเป็นเช่นเดียวกัน” ไม่ว่าวันหน้าเขาจะรักเธอได้จริงหรือไม่ หน้าที่ของเขาคือสร้างความมั่นใจ ให้เธอเชื่อว่าเขาจะรักเธอได้จริงๆ ไม่อย่างนั้นผู้หญิงที่ไหนจะยอมแต่งงานกับผู้ชายที่ไม่ได้รักเธอบ้าง หากต้องหลอกลวงว่ารักเธอเขาก็พร้อมจะทำเพื่อ... วัตร

“พี่รู้ว่าเรื่องของหัวใจบังคับกันไม่ได้หากวันหน้าทีม่าไม่ได้รักพี่มันก็ไม่ใช่ความผิดของใคร” ก็แค่คำพูด... วิทย์รู้อยู่เต็มหัวใจว่าหากเธอเลือกชายอื่น เขาจะบั่นทอนและทำลายความรักของเธอลงกับมือ สุดท้ายเธอจะเหลือเพียงเขาคนเดียว ไม่งั้น... ไอ้วัตรน้องพี่วิทย์จะมีสิทธิ์ได้เกิดมาหรือ?

“พี่แน่ใจหรือ หากว่าทีม่าไม่รักพี่...”

“ไม่เป็นไร ทีม่ามีสิทธิ์จะเลือกใครก็ได้อยู่แล้วนี่ครับ” วิทย์ยิ้มบาง อย่ากังวลแทนเขาเลยจันทิมา คนอย่างเขามีเล่ห์เหลี่ยมมากมายที่จะทำให้เธอหันมารักเขาได้... เชื่อเถอะน่ะ

“เอาเถอะค่ะ นั่นมันเป็นเรื่องของวันข้างหน้าหากว่าพี่พร้อมจะเผชิญทีม่าก็ไม่จำเป็นต้องกลัวอะไร”  

“ใช่แล้ว เรื่องของวันข้างหน้ากังวลสนใจไปก็เปล่าประโยชน์เมื่อถึงเวลามันก็จะมาถึงเอง วันนี้ ตอนนี้ พี่แค่อยากให้ทีม่ารับรู้ว่าพี่จริงใจและคิดอย่างไรกับทีม่าเท่านั้นก็พอแล้วครับ”

วิทย์เปิดยิ้มเขารู้ว่าเธอพูดดีปะเหลาะเอาใจเขาเท่านั้นเอง เธอตั้งป้อมต่อต้านเขาเรียบร้อยแล้ว แต่... เขาหากลัวเกรงไม่ ดีเสียอีกเมื่อถึงเวลาที่เธอพ่ายแพ้เธอจะรักเขาจนหมดใจ คนอย่างเขาไม่เคยแพ้ใคร ฝีมือเรามันคนละชั้นกันแม่กระต่ายน้อยจันทิมา

“เรื่องหมอตาลฉัตร”

“คะ?”

จันทิมาขมวดคิ้วที่อยู่ๆ เขาก็เอ่ยถึงหมอตาลฉัตรทั้งๆ ที่เธอลืมไปแล้วว่าเย็นนี้เขาสัญญาจะให้ข้อมูลของหมอตาลฉัตรและหมออีกสามคนจากสามโรงพยาบาลที่เขาให้ข้อมูลช่วยเธอเปิดตลาดยาแห่งใหม่

“สัญญาต้องเป็นสัญญาเสมอครับเริ่มที่หมอตาลฉัตรก่อนก็แล้วกัน เพราะทีม่าคงจะได้พบกับเธอในเร็วๆ นี้ที่โรงพยาบาลเบญจรัศม์”

“ค่ะพี่วิทย์ ทีม่าพอทราบมาว่าโรงพยาบาลเบญจรัศม์เปลี่ยนคณะจัดซื้อยาใหม่นำทีมโดยหมอตาลฉัตร”

“ใช่แล้ว อย่างที่ท่านราชาแถลงในงานเลี้ยงตัวแทนยาเมื่อเดือนก่อนว่าโรงพยาบาลเบญจรัศม์จะเปลี่ยนทีมผู้บริหารชุดใหม่ อำนาจสิทธิ์ขาดทุกอย่างโอนให้คุณหมอวิทยาผู้เป็นบุตรบุญธรรมแต่เพียงผู้เดียว ตอนนี้หมอวิทยาก็ปรับเปลี่ยนหลายสิ่งหลายอย่างในโรงพยาบาลเบญจรัศม์รวมถึงทีมจัดซื้อยาทีมใหม่ด้วย อย่างที่ทีม่ารู้มาทีมจัดซื้อยานำทีมโดยคุณหมอตาลฉัตร มิ่งสุวรรณ เธอคนนี้เป็นหนึ่งในสามศิษย์ของหมอวิทยาเธอจึงได้รับความไว้วางใจจากผู้เป็นอาจารย์อย่างมากแม้จะอายุยังน้อยแต่ก็ก้าวขึ้นมารับหน้าที่นี้ได้แล้ว”

“ค่ะ ทีม่าเข้าใจเมื่อเปลี่ยนผู้บริหารย่อมต้องเปลี่ยนตัวคีย์แมนที่ไว้วางใจได้เข้ามาทำงานแทนคนเก่าๆ แต่ทีมจัดซื้อยาต่างกับทีมงานอื่นๆ แม้จะมีหมอตาลฉัตรเป็นผู้นำแต่สุดท้ายหมอตาลฉัตรก็ต้องรับฟังความเห็นของกรรมการคนอื่นๆ ในทีมจัดซื้ออยู่ดีนี่คะ หมอตาลฉัตรเพียงคนเดียวไม่สามารถตัดสินใจซื้อหรือไม่ซื้อยาจากตัวแทนยาคนใดได้หรอกค่ะ”

“พี่เน้นย้ำแล้วว่าโรงพยาบาลเบญจรัศม์เข้าสู่ยุคของหมอวิทยาซึ่งหมายความว่ารูปแบบการบริหารจะต่างจากเดิมและต่างจากโรงพยาบาลที่ทีม่าเคยสัมผัสมาทั้งหมดด้วย”

“แต่ยังไงเสีย ความเห็นของคณะกรรมการจัดซื้อยาคนอื่นๆ...”

“ทีม่ายังไม่เข้าใจถึงความแตกต่างระหว่างหมอวิทยาและอาจารย์หมอผู้บริหารคนก่อน” วิทย์กล่าวแย้งก่อนที่จันทิมาจะทันกล่าวจบประโยค

“อาจารย์หมอคนก่อนเป็นเพียงผู้บริหารที่ไม่ใช่ญาติกับท่านราชา เขาจึงต้องบริหารทุกอย่างอยู่บนพื้นฐานของการตรวจสอบได้และโปร่งใส ทั้งยังพิจารณาตัดสินใจทุกอย่างอย่างรอบคอบ แต่จะขาดความเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเกิดความเยิ่นเย้อในหลายๆ ประเด็นเพราะต้องรอความเห็นและรอมติของคณะกรรมการเสมอ แต่หมอวิทยาคือบุตรบุญธรรมที่อนาคตคือเจ้าของโรงพยาบาลเบญจรัศม์ ดังนั้นอำนาจในการตัดสินใจของทั้งสองคนจะต่างกัน แต่แน่นอนว่าก่อนหมอวิทยาจะตัดสินใจคนที่มีผลต่อการตัดสินใจของหมอวิทยามากที่สุดคือคุณศศินทร์และคุณเมธาสองเพื่อนซี้ที่สนิทกับหมอวิทยาที่สุด”

“ทั้งสามคนเป็นบุตรบุญธรรมของท่านราชาไม่ใช่หรือคะ ทั้งคุณศศินทร์และคุณเมธาด้วย”

“ถูกต้องแล้ว ท่านราชาอุปการะเด็กกำพร้ารุ่นราวคราวเดียวกันไว้หลายคน แต่กลุ่มนี้สนิทกันที่สุดและเป็นกลุ่มที่ท่านราชารักมากที่สุดด้วย คุณศศินทร์นอกจากจะเป็นบุตรบุญธรรมแล้วยังเป็นบุตรเขยเป็นสามีของคุณฟารินทร์ผู้เป็นบุตรสาวคนเดียวของท่านราชา คุณเมธาเองก็เป็นหัวหน้าทีมกฎหมายที่ท่านราชาไว้วางใจให้จัดการสินทรัพย์ทั้งหมดต่างหูต่างตา นั่นหมายความว่าในช่วงแรกไม่ว่าหมอวิทยาจะตัดสินใจทำหรือไม่ทำอะไรย่อมต้องปรึกษากับสองเพื่อนซี้ก่อนเสมอ ด่านสุดท้ายหมอวิทยาจะขอความเห็นจากท่านราชาอีกครั้งหนึ่ง”

“ทีม่าพอจะเข้าใจแล้วค่ะ หมอตาลฉัตรเป็นตัวกระตุ้นให้หมอวิทยาเกิดแนวคิด คุณศศินทร์และคุณเมธาให้คำปรึกษา ความเห็นของท่านราชาคือด่านสุดท้าย”

“ใช่แล้ว หมอตาลฉัตรจึงมีความสำคัญมากเพราะเธอเป็นตัวกระตุ้นเป็นตัวจุดประเด็นความคิดหากไม่มีเธอเราก็ไม่อาจกระตุ้นให้หมอวิทยาเลือกซื้อยาจากตัวแทนยารายใดได้”

“พี่วิทย์อยากให้ทีม่าเข้าหาหมอตาลฉัตรสินะคะ”

“สำคัญมาก” วิทย์อมยิ้มนับว่าจันทิมาหัวไวมากเธอเริ่มเข้าใจจุดประสงค์ของเขาแล้ว

“ถ้าหมอตาลฉัตรพอใจทีม่าเธอจะช่วยเพิ่มส่วนแบ่งเปอร์เซ็นต์ยาให้ทีม่ามากขึ้นสินะคะ”

“เป้าหมายของพี่ไม่ใช่แค่เพิ่มส่วนแบ่งเปอร์เซ็นต์ยามาให้ทีม่า แต่พี่ตั้งใจดึงให้โรงพยาบาลเบญจรัศม์ซื้อยาทุกตัวผ่านทางทีม่าคนเดียว”

“อะไรนะคะ!” จันทิมาเบิกตากว้าง เธอไม่อยากจะเชื่อหูตนเองนักเป็นไปได้น่ะหรือที่เบญจรัศม์จะซื้อยาจากตัวแทนยาเพียงรายเดียว “เป็นไปไม่ได้หรอกค่ะพี่วิทย์”

“ทีม่าคอยดูก็แล้วกันครับ” วิทย์ยิ้มตาเป็นประกายวาววับอย่างท้าทาย

“พี่วิทย์คะ เอ่อ... ทีม่าไม่ได้ไม่เชื่อพี่นะคะ แต่ตอนงานเลี้ยงตัวแทนยาหมอวิทยาเคยขู่ทีม่าบอกว่าแม้พี่วิทย์จะเป็นคนสนิทของท่านราชาแต่อำนาจบริหารและจัดการทุกอย่างในโรงพยาบาลเบญจรัศม์เป็นของเธอ เธอสามารถตัดออเดอร์ยาของทีม่าได้ตลอดเวลานะคะแล้วแบบนี้พี่ยัง... จะ... เอ่อ... คือ” เธอพูดไม่ออกเลยว่าเขาจะไปมีอำนาจอะไรให้เกิดการสั่งซื้อยาจากเธอเป็นรายหลักรายเดียว หมอวิทยาต่างหากคือผู้มีอำนาจอย่างแท้จริง

“หมอตาลฉัตรเริ่มก้าวเดินมาตามทางที่พี่ปูให้แล้ว”

จันทิมาก็พูดไม่ออกเมื่อเห็นความมุ่งมั่นในแววตาของเขา แววตาที่เห็นแล้วเธอปักใจเชื่อว่าทุกอย่างต้องเป็นไปตามความต้องการของเขา หากเป็นอย่างนั้นจริงเธอคงหมดกังวลเรื่องยอดขายยา ในช่วงหลังๆ มานี้ที่ยอดขายยาของเธอคาบเส้นขั้นต่ำที่ถูกหน่วยงานกำหนดมาเข้าไปทุกทีแล้วเพราะแต่ละที่กว่าจะเซ็นอนุมัติออเดอร์สั่งยาให้เธอได้ มักจะขอพ่วงท้ายด้วยเงินใต้โต๊ะหรือไม่ก็ข้อแลกเปลี่ยนในเชิงชู้สาวเสียทุกคราวไป

“พี่วิทย์ทำอะไรไปแล้วคะ?”

ครั้งแรกวิทย์เองอยากจะตอบว่าเธอไม่ต้องยุ่งทุกอย่างเขาจัดการเอง แต่เมื่อคิดอีกทีเขากลับอยากบอกเล่าทุกอย่างกับจันทิมาด้วยเชื่อว่าการเปิดเผยมุมคิด การเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงกับเธอ เป็นบันไดขั้นแรกแห่งความไว้วางใจที่ทำให้จันทิมายอมก้าวเดินออกมาหาเขา เป็นธรรมดาหากว่าเขาเปิดเผยและจริงใจเธอจะเชื่อใจและวางใจในตัวเขาเช่นกัน

“พี่ส่งข้อมูลรายละเอียดส่วนตัวของตัวแทนยาทุกคนให้หมอตาลฉัตรดู ข้อมูลของตัวแทนยารายอื่นพี่ใส่ข้อมูลที่ใครอ่านแล้วก็หมั่นไส้ในขณะที่ข้อมูลของทีม่าอ่านแล้วอาจน้ำตาไหล หมอตาลฉัตรเป็นคนใจอ่อนขี้สงสารเธอจะเทคะแนนความสงสารให้ทีม่าเต็มร้อย”

“เธอจะเชื่อข้อมูลพวกนั้นหรือคะพี่วิทย์” จันทิมาขมวดคิ้วเธอไม่ใคร่จะเชื่อนักหากเป็นเธอต้องตั้งข้อสงสัยแน่นอนว่าข้อมูลเหล่านั้นจริงแท้แค่ไหน

“หากได้จากแหล่งอื่นหมอตาลฉัตรคงไม่เชื่อ แต่... คนที่ยื่นข้อมูลเหล่านั้นให้เธอคือพันตำรวจโทพราหมณ์ว่าที่เจ้าบ่าวที่กำลังจะแต่งงานกันและเป็นคนเพียงคนเดียวที่หมอตาลฉัตรเชื่อใจพันเปอร์เซ็นต์”

“พันตำรวจโทพราหมณ์หรือคะ?”

“อืม... พี่พราหมณ์สนิทกับพี่ หน้าที่รับผิดชอบใหม่ทำให้หมอตาลฉัตรเป็นกังวล แน่นอนว่าเป็นใครก็ต้องเปรยให้คู่รักฟัง ได้ข้อมูลที่พี่หาให้บวกกับคำแนะนำเรื่องงานจากพี่พราหมณ์อีกเล็กน้อยหมอตาลฉัตรก็มีความมั่นใจรับมือกับงานใหม่มากขึ้น ทีม่าไม่ต้องห่วงนะครับข้อมูลทุกอย่างที่พี่ให้ไปเป็นความจริงทั้งหมด พี่ไม่ได้บิดเบือนขึ้นมา”

ความจริงนั้นจะดีหรือร้ายขึ้นอยู่กับวิธีการนำเสนอ เรื่องดียังสามารถกลับกลายเป็นร้ายได้หากใช้วิธีการที่ถูกต้อง อย่างเช่นการนำเสนอผลงานของตัวแทนยารายอื่น เขาส่งสำเนาใบสั่งยา สำเนาราคาถุงไม้กอล์ฟหลักแสนบาทและ สำเนาสมาชิคคลับกอล์ฟหรูหราของคุณหมอในทีมงานจัดหายา เห็นสำเนาพวกนั้นทีละใบก็ไม่คิดอะไรหรอก แต่หากมันเย็บติดกันมาเป็นชุด คนโง่แค่ไหนก็ดูออกหมอตาลฉัตรไม่ได้โง่เธอออกจะฉลาดล้ำ

“ทำแบบนี้จะดีหรือคะพี่วิทย์หากตัวแทนยาคนอื่นรู้เข้ามันจะ...”

“มีความจริงที่พี่อยากให้ทีม่ารู้อีกอย่างก็คือ ตัวแทนยาแต่ละคนที่ติดต่อกับทางโรงพยาบาลเบญจรัศม์ต่างก็มียอดออเดอร์ยาในมือจากโรงพยาบาลที่อื่นมากจนล้นอยู่แล้ว ขาดออเดอร์จากเบญจรัศม์ไปที่เดียวไม่กระทบกระเทือนยอดสั่งยาโดยรวมของพวกเขาหรอกครับ แต่ทีม่าสิยอดสั่งยาของทีม่าคาบเส้นแล้วไม่ใช่หรือ?”

“ค่ะพี่วิทย์”

วิทย์ถอนหายใจเบาๆ เขาไม่คิดว่าจันทิมาจะมีจิตใจที่ใสสะอาดได้ถึงขนาดนี้ ตัวเองยังแทบเอาตัวเองไม่รอดแต่ยังจะมีน้ำใจห่วงตัวแทนยาคู่แข่งรายอื่นที่มียอดสั่งยาทะลุเป้าไปแล้วทุกคน หากเธอรู้จักเล่นแร่แปรธาตุแปรยอดค่ายาไปเป็นเงินใต้โต๊ะยอดสั่งยาของเธอคงไม่คาบเส้นแบบนี้ ไม่ใช่จันทิมาทำไม่เป็นเธอไม่อยากทำมากกว่ากระมัง

“หน้าที่ของทีม่าคือเข้าหาหมอตาลฉัตรหาทางสนิทสนมกับเธอให้ได้ไม่จำเป็นต้องเสนออะไรให้เธอ ทำตัวเป็นธรรมชาติให้มากที่สุด หากมีโอกาสชักนำเธอไปเยี่ยมน้องอันด้วยก็ดี จำไว้ว่าทุกอย่างต้องเป็นธรรมชาติอย่าให้เธอรู้สึกว่าเราจงใจชักนำเธอไปเด็ดขาด”

“ค่ะพี่”

“รอฟังข่าวดีได้เลย หากสำเร็จด้วยดีทีม่าต้องเลี้ยงใหญ่พี่นะรู้มั้ย?”

“โห... พี่ กินเลี้ยงคราวหน้าทีม่าหมดตัวแน่เลยค่ะ”

จันทิมาแสร้งทำหน้าหงอยทันตาเห็นกับการทวงรางวัลทั้งๆ ที่ยังไม่ทันมียอดออเดอร์ยาอย่างที่ว่าเข้ามาเลย ทำเอาวิทย์หัวเราะกับสีหน้าที่แสร้งทำเป็นเหงาหงอยของเธออย่างนึกขำ

“น่ะ ไม่หมดตัวหรอกแต่ถ้าหมดจริงๆ พี่ต๊ะไว้ก่อนก็ได้”

“ตกลงเลยค่ะงั้นทีม่าจะรอข่าวดีนะคะ” จันทิมายิ้มกว้างเธอรู้ว่าวิทย์แค่พูดเล่นหยอกเอินเธอไปอย่างนั้นเองคงไม่มีมื้อใหญ่จริงอย่างที่ร้องขอแต่อย่างใด

“อ้อ... เรื่องหนึ่งที่ทีม่าต้องระวังคือพี่พราหมณ์แฟนของหมอตาลฉัตร พี่พราหมณ์คนนี้ไม่ธรรมดาเขาขี้หึงอย่างร้ายกาจไม่คำนึงถึงสิ่งใดเลยหากเขาหึงหมอตาลฉัตรขึ้นมา รับรองได้ว่าใครก็หยุดเขาไม่อยู่”

“ขนาดนั้นเลยหรือคะพี่วิทย์”  

“อืม เป็นคนเลือดร้อนมากๆ เขาเป็นลูกชายของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อนาคตคงไม่แคล้วนั่งตำแหน่งเดียวกับพ่อ เป็นคนซื่อสัตย์สุจริตแต่เจ้าอารมณ์มากๆ มีเรื่องอะไรมาพี่พราหมณ์จะลุยดะเพราะเป็นขาลุยที่ใครก็ต้องเกรงใจ แต่เขาไม่เจ้าชู้นะรักเดียวใจเดียวกับหมอตาลฉัตร พี่บอกทีม่าไว้เผื่อทีม่าจะได้ระวังตัวไม่เผลอไปทำอะไรให้คู่นี้เขามีปัญหาเรื่องหึงหวงกัน”

“ค่ะพี่”

“ส่วนนี่... ข้อมูลของหมอทั้งสามคนที่พี่ได้รับมา ทีม่าลองอ่านดูก่อนครับแล้วเราค่อยคุยกัน”

วิทย์เฝ้ามองดูจันทิมากวาดสายตาไปตามข้อมูลของนายแพทย์ทั้งสามรายที่เขาสัญญาว่าจะนำมาให้เธอพร้อมรูปถ่ายหน้าตรงอีกสามใบ สีหน้าเธอไม่ใคร่จะดีนักเมื่อเธอขมวดคิ้วนิ่วหน้าถอนหายใจเฮือกทำท่าจะถอยทัพตั้งแต่ยังไม่ลงสู่สนามรบ ทำให้เขาอดนึกขันเธอเสียมิได้เธอเป็นนักสู้และสู้มาทุกทิศแต่เท่าที่เขารู้เธอจะไม่สู้เพียงประการเดียวคือ ผู้ชายเจ้าชู้

และบังเอิญว่านายแพทย์ผู้ดูแลเรื่องการสั่งยาของทั้งสามโรงพยาบาลนี้ก็เป็นประเภทที่เรียกว่ายิ่งกว่าเจ้าชู้เสียอีก มีประวัติผิดลูกผิดเมียคนอื่นไม่น้อยเรื่องต้มตุ๋นสาวๆ ก็มีให้เห็นกระทั่งว่ายุ่งเกี่ยวกับคนไข้ก็ยังเคยมี แต่เพราะพวกเขาเป็นคนสำคัญเป็นเครือญาติกับเจ้าของโรงพยาบาลจึงยังทำงานในตำแหน่งนี้ได้ต่อไปนั่นเอง

“แบบนี้ทีม่าคงไม่ไหวค่ะพี่วิทย์”  

ดวงหน้าสวยคมสลดลงจนน่าสงสารแววตาที่เต็มไปด้วยความหวังเมื่อครั้งยังไม่ได้อ่านข้อมูลส่วนตัวหมอพวกนั้นหมองเศร้าจนแทบไม่เหลือเค้าความหวังใดๆ อีก เธอวางข้อมูลลงข้างตัวอย่างตัดใจลาไม่คิดจะเข้าไปหายอดขายจากสามนายแพทย์ผู้มีประวัติด่างพร้อยเอาเลย

“มีพี่อยู่ทั้งคนทีม่าจะกลัวอะไร”

วิทย์อมยิ้ม เมื่อลองเปิดใจและค้นหาความเป็นตัวตนของจันทิมาเขาก็ได้เห็นความน่ารักในหลายๆ ประการของเธอ เธอใสซื่ออยู่ในความชาญฉลาด ยึดถือน้ำใจมากกว่าน้ำเงินและรู้จักพิจารณาว่าอะไรควรยุ่งเกี่ยวอะไรไม่ควรยุ่งเกี่ยวด้วย แม้จะต้องการเม็ดเงินที่มากขึ้นแต่เธอก็ไม่ลืมความปลอดภัยของตนเอง

“แต่ทีม่าคงไม่ไหวขืนทีม่าเข้าไปไม่ได้ออเดอร์สั่งยายังพอว่าแต่จะพาตัวเองไปสังเวยให้กับความเจ้าชู้ของพวกเขาเสียเปล่าๆ น่ะสิคะพี่วิทย์” เธอยังคงส่ายหน้ายอมแพ้ให้กับแค่เพียงเห็นข้อมูลตรงหน้าเมื่อได้อ่านจนละเอียดดีแล้ว

“เชื่อพี่... ทำตามที่พี่แนะนำทีม่าจะไม่เสียอะไรเลยยังจะได้ออเดอร์ยามาง่ายๆ แต่อาจต้องทนกับอาการขี้หลีของพวกเขานิดหน่อย พี่สอบทานมาแล้วคนพวกนี้แม้จะเจ้าชู้แต่ใจไม่ถึงพอ การใช้กำลังกับผู้หญิงตัดทิ้งได้เลยพวกเขาจะอาศัยหลักการหว่านล้อมและตะล่อมให้ผู้หญิงเป็นฝ่ายยินยอมโอนอ่อนและถนัดที่จะใช้เงินเข้าล่อลวงพี่รู้ว่าอีหรอบนี้ทีม่ารับมือได้อยู่แล้วครับ”

“เอ่อ... หากเป็นอย่างนั้นพวกเขาต้องเอายอดออเดอร์ยามาต่อรองกับทีม่าแน่ๆ ค่ะ” จันทิมายังคงไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้ของพี่วิทย์

“นั่นแหละคือสิ่งที่เราต้องการ หน้าที่ของทีม่าแค่ออดอ้อนและปั่นยอดสั่งยาให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ หากพวกเขานัดแนะวันเวลาเข้าหาทีม่า ทีม่าก็หาเวลาแล้วรับนัดไปได้เลยที่เหลือพี่จัดการเองทีม่าไม่ต้องห่วงอะไรทั้งนั้น”

วิทย์หัวเราะน้อยๆ กับใบหน้าเหวอจัดและอาการอึกอักไม่กล้ารับปากของจันทิมา พื้นฐานของเธอเป็นคนดีแต่เขาอยากจะรู้ว่าคนดีคนนี้จะเชื่อฟังเขาได้แค่ไหนหากเธอดื้อเขาจะได้หาทางตั้งรับเสียใหม่ หากเธอไม่ดื้อเขาก็จะพอใจและเราคงอยู่กันได้ยืดยาว

“ทีม่าว่า... ทีม่าไม่เอาด้วยดีกว่าค่ะพี่วิทย์ แบบนั้นมันเข้าข่ายหลอกลวงพวกเขาทีม่าไม่สบายใจค่ะ”

วิทย์ยกคิ้วขึ้นมองอย่างแปลกใจไม่น้อย จันทิมาเธอกล้าดื้อ กล้าปฏิเสธสิ่งที่เขาบอกให้เธอทำหรือนี่?

โอเคเลยแบบนี้เขายิ่งชอบ ง่ายไปก็ไม่สนุกเขาเองก็ไม่ชอบให้ผู้หญิงคนไหนมาเดินตามต้อยๆ และเขาจะไม่เป็นฝ่ายเดินตามใครนานเหมือนกัน ผู้หญิงอย่างจันทิมาเขามีวิธีร้ายๆ มาเด็ดปีกเธอได้ตั้งหลายวิธีแต่กลับหยิบมาใช้ไม่ได้สักวิธีเดียว เพราะวันหน้าเธอจะมาเป็นแม่ของลูกดังนั้นเขาจึงต้องถนอมเธอให้มากเข้าไว้ เด็ดปีกคงทำไม่ได้แต่เรื่องกล่อมผู้หญิงเขาก็ไม่พ่ายแพ้ใครง่ายๆ เหมือนกัน

“กลัวบาปหรือครับทีม่า” วิทย์เริ่มยั่วให้เธอแสดงตัวตนแท้จริงออกมาให้เขาได้เห็น

“นั่นก็ส่วนหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่คือทีม่ายึดถือจิตใจของตนเองมากกว่าค่ะ หากมันบอกว่าไม่ควรทำทีม่าก็จะไม่ทำค่ะไม่ว่าเรื่องนั้นจะเป็นเรื่องอะไรก็ตามที”

“แล้วถ้าพี่บอกว่าทีม่าควรทำล่ะครับ” วิทย์ยิ้มพอใจ เธอเป็นคนดีที่มีความคิดใช้ได้เลยทีเดียว

“เพราะอะไรล่ะคะหากมันมีเหตุผลพอทีม่าก็อาจจะเปลี่ยนใจนะคะ”

“งั้นฟังนะครับ สามคนนี้ก่อเรื่องกับผู้หญิงมามากมายแล้วพวกเขาควรถูกใครสักคนมาดัดหลังเพื่อสั่งสอนให้รู้สำนึก ทีม่าควรยินดีที่ได้สั่งสอนพวกเขาให้สำนึกกลับตัวได้นะครับ”

กระบวนการพลิกผิดเป็นชอบนั้นไม่ยากเลย ขึ้นอยู่กับว่าเรามองมันจากมุมไหนหากมองมุมเดิมที่จันทิมาเคยมอง วิทย์ก็ต้องยอมรับว่าการทำแบบนี้เป็นบาปแน่ๆ ที่ไปคดโกงหลอกขายยาพวกเขาแล้วเบี้ยวได้หน้าตาเฉย แต่หากมองในมุมที่เขาเพิ่งอธิบายไปเป็นใครก็ต้องเห็นด้วยและเต็มใจทำอย่างยิ่งเหมือนกัน เหมือนๆ กับความรู้สึกของจันทิมาในเวลานี้ที่สีหน้าเริ่มดีขึ้นได้บ้างแล้ว

“อีกอย่าง จะเรียกว่าหลอกลวงพวกเขาคงไม่ได้ ทีม่าซื้อขายยากับพวกเขาด้วยสุจริตไม่ได้หลอกเอายาคุณภาพต่ำไปขายในราคาแพง ไม่ได้โก่งราคายาแต่อย่างใด พวกเขาอนุมัติจ่ายเงินมาและได้ยากลับไปอย่างสมน้ำสมเนื้อมันผิดที่ตรงไหน? หากบอกว่าผิดก็คงตรงเงื่อนไขแนบท้ายที่ไม่มีในสัญญา พี่อยากจะบอกทีม่าว่าสบายใจได้พี่ไม่คิดตอบโต้หรือทำอะไรรุนแรงกับพวกเขาหรอก แค่อยากจะสั่งสอนให้พวกเขารู้จักความผิดหวังเสียบ้าง พี่มีทางออกให้ทีม่าแก้ต่างกับพวกเขาด้วย รับรองว่าพวกเขาจะไม่โกรธและอาจมีออเดอร์ยาชุดใหม่ส่งให้ทีม่าได้อีกนะครับ”

จันทิมากะพริบตาปริบๆ เธอโต้แย้งไม่ได้เลยว่าสิ่งที่เขาพูดออกมานั้นไม่เป็นความจริง เพียงแต่เธอไม่เคยนึกฝันว่าตนเองจะเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการลงโทษใครเพราะเธอไม่เคยเป็นผู้พิพากษาความผิด ไม่เคยเป็นผู้ตัดสินความในทุกๆ ปัญหาที่เกิดขึ้น สิ่งที่เธอเป็นก็แค่เฝ้ามองดูคนอื่นตัดสินเรื่องราวต่างๆ เท่านั้น

“พี่วิทย์คงคุ้นชินกับการตัดสินเรื่องราวสินะคะ”

“สงสัยพี่เกิดมาเพื่อพิพากษาโทษมั้งทีม่า”

วิทย์หัวเราะขื่นๆ กับความจริงที่ว่าเขาเป็นผู้พิพากษาไร้บัลลังก์เพราะคดีความที่เขาพิพากษานั้นจบที่โทษตายอย่างเดียว เพิ่งจะมีสองรายสุดท้ายที่โจทย์อย่างวัตรร้องขอไม่เอาโทษนี่แหละที่จะหลุดรอดจากโทษตายไปได้ แต่โทษเป็นยังอยู่รอเวลาให้เก็บเกี่ยวโทษเสมอ

“อย่าสนใจพี่เลยตกลงว่าไงเรื่องคุณหมอจอมเจ้าชู้ทั้งสามรายนี่ ทีม่าจะเก็บยอดออเดอร์ยาพร้อมสั่งสอนให้รู้สำนึกเสียทีหรือเปล่า?”

“ทีม่า... เอ่อ... ลองดูก็ได้ค่ะ แต่พี่วิทย์จะคอยช่วยทีม่าใช่มั้ย?”

จันทิมายังคงเป็นกังวลใจในสิ่งที่คิดจะทำ แม้จะวางใจและเชื่อในฝีมือของผู้ชายตรงหน้านี้ แต่การต้องลงมือแสดงเองมันก็อดหวั่นใจไม่ได้ เพราะเธอไม่เคยต้องหลอกลวงใครมาก่อนนั่นเอง

“ครับ พี่อยากให้ทีม่ารู้ว่าแม้ทั้งโลกนี้ไม่เหลือใครหากทีม่าหันกลับมาเมื่อไหร่จะเห็นพี่อยู่เสมอ”

จันทิมายิ้มตอบกับคำสัญญาที่เธอจะเชื่อมั่นได้ว่ามันจะเป็นไปตามนั้นชั่วนิจนิรันดร์ แม้ไม่เหลือใครเลยเธอจะยังมีเขาอยู่เสมอเธอเชื่อได้เช่นนั้นจริงๆ

“สวยมั้ยครับทีม่า” วิทย์ส่งยิ้มให้กับจันทิมาเชิญชวนเธอดูแสงสีริมฝั่งเจ้าพระยาที่เริ่มสว่างไสวมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อความมืดมิดโรยตัวลงมา

“ค่ะสวยมากๆ”

“บางครั้งเราไม่ต้องทำอะไรเลย แค่หยุดนิ่งและลองมองดูสภาพรอบกาย เราจะเห็นความงดงามได้ง่ายๆ เสมอ”

“ค่ะพี่วิทย์ทีม่าขอบคุณอีกครั้งสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างในวันนี้”

“เก็บไว้เป็นพลังใจนะครับ”

“ค่ะพี่”

วิทย์กับจันทิมาต่างนิ่งเงียบและเฝ้ามองดูสภาพรอบกายกับแสงสีมากมายอันสวยสดงดงามและสงบนิ่งของสะพานพระรามแปด สะพานแขวนที่สวยงดงามที่สุดแห่งหนึ่ง เป็นทิวทิศน์ที่หาดูได้ง่ายและไม่ต้องจ่ายเงินซื้อหาในราคาแพงแต่อย่างใดเลย

“ไปเยี่ยมน้องอันกันดีกว่าครับทีม่า”

“ค่ะพี่”

วิทย์ลุกขึ้นยืนยื่นมือส่งให้จันทิมาจับยึดพยุงตัว เธอไม่ปฏิเสธน้ำใจนี้หากให้ประเมินสถานการณ์ วิทย์ก็ประเมินว่าการผูกสัมพันธ์กับจันทิมาสาวสวยเป็นไปด้วยดี แม้เราจะยังไม่ได้ผูกพันกันอย่างคู่รักแต่อย่างน้อยเธอก็รับรู้แล้วว่าเขาเดินเข้ามาเพื่อขอคบหากับเธออย่างชายคนรัก เขาไม่ได้บีบให้เธอตอบรับแต่ให้ทางเลือกที่เธอต้องคิดหนักเลยทีเดียว

 

จันทิมาบอกตัวเองได้ว่าเธอกำลังมีความสุขในรอบกว่าสองปีที่อมทุกข์ ความสุขของเธอมีที่มาง่ายๆ เพียงแค่เห็นน้องชายหัวเราะได้ ดวงตาน้องเป็นประกายสดใสกับของเล่นใหม่จากเทคโนโลยีล้ำยุคที่เธอเองก็ไม่เคยสัมผัสจึงยากที่จะชักนำมันเข้ามาให้น้องชายได้ลองเล่น ไม่เหมือนกับเขา... ผู้ชายที่เพิ่งสมัครเข้ามาขอผูกสัมพันธ์ด้วยแบบตีแสกหน้าให้เธอรู้สึกเหมือนคล้ายๆ กับว่าตนเองย้อนยุคไปสมัยหินที่จีบกันแบบตีหัวลากเข้าถ้ำ

พี่วิทย์เขายังไม่ทันจีบเธอเลยแต่ดันขอเธอไปเป็นแม่ของลูกเขาเสียแล้ว แปลกแต่จริง เธอยังไม่ได้ตอบรับและเขาก็ไม่ได้บังคับจิตใจเธอด้วย ทั้งยังเปิดโอกาสให้เธอได้เลือกเส้นทางชีวิต เธออยากจะขอบคุณเขาให้มากๆ และเห็นด้วยอย่างที่สุดว่า ผู้หญิงรักด้วยหัวใจเราไม่ต้องการเหตุผลในเรื่องของหัวใจและความรัก

ในวันนี้เธอยังไม่รักเขาและไม่อาจรู้ได้ว่าวันหน้าจะรักหรือไม่รักเขา การให้เวลาและปล่อยให้ความรู้สึกมันไหลไปเองจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับเรา เขาพูดว่าเขารอได้เสมอ

“น้องอันจะไม่เหงาอีก มีเพื่อนมากมายในโลกอินเตอร์เน็ต”

เสียงทุ้มของวิทย์เอ่ยบอกเด็กชายวัยสิบสองขวบที่มองแท็บเล็ตในมืออย่างสนใจตาเป็นประกาย เขายื่นให้และสอนการใช้งานอย่างละเอียดรวมทั้งสอนให้เล่นแอพพลิเคชั่นจำพวกเกมที่เขาโหลดใส่มาให้จนเต็มพิกัด

“กลัวจะเล่นจนลืมนอนเท่านั้นเองค่ะพี่” จันทิมาหัวเราะลูบผมน้องชายอย่างรักใคร่นักหนา

“อย่างนั้นก็ไม่ได้นะครับน้องอัน ถึงเวลานอนต้องนอนส่วนช่วงเวลาอื่นที่ว่างน้องอันเล่นได้เสมอ ถ้าคุณพยาบาลฟ้องพี่ว่าน้องอันเกเรมาคราวหน้าพี่จะไม่หาเกมใหม่ๆ มาฝากน้องอันนะครับ”

“น้องอันไม่ดื้อหรอกครับพี่วิทย์”

อันดามันรีบส่งสายตาออดอ้อนในทันที เด็กน้อยรับรู้ได้ว่าผู้ชายคนนี้ใจดีและเขาเองสัมผัสได้ว่าความใจดีนั้นไม่ได้มาเพราะว่าอยากทำคะแนนต่อหน้าพี่สาวของเขา แต่พี่ชายคนนี้เอ็นดูเขาจากใจจริงมากกว่า

“ดีครับ หากน้องอันไม่ดื้อคราวหน้านอกจากเกมแล้วพี่จะแนะนำเพื่อนในวัยเดียวกันให้น้องอันได้รู้จักด้วยนะ”

เพื่อนเหรอ... พวกเขาจะมาเยี่ยมน้องอันเหรอครับพี่วิทย์!

เด็กน้อยร้องถามด้วยความตื่นเต้นดีใจเพื่อนๆ เมื่อครั้งวัยสิบขวบได้ห่างหายไปหมดแล้ว คนที่ย่ำอยู่กับที่นอนอยู่บนเตียงหลังนี้มีเพียงอันดามันคนเดียวในขณะที่เพื่อนคนอื่นๆ ได้เข้าเรียนชั้นมัธยมและมีเพื่อนใหม่ไปหมดแล้ว ทิ้งให้เขานอนเหงาอยู่ที่นี่เพียงลำพัง

“พี่สัญญาว่าคราวหน้าพี่จะพาเพื่อนใหม่มาหาน้องอัน ถ้าน้องอันไม่รังเกียจเด็กกำพร้าที่ไม่มีพ่อไม่มีแม่”

“น้องอันก็ไม่มีพ่อน้องอันก็ไม่มีแม่เหมือนกันครับพี่วิทย์” อันดามันยิ้มร่าเมื่อพี่วิทย์สัญญาว่าจะพาเพื่อนมาพบเขา

“งั้นก็โอเคเลยพี่จะพาเพื่อนใหม่มาพบน้องอัน ถ้าน้องอันสนใจพี่จะหาคนมาสอนการใช้งานคอมพิวเตอร์ให้ ในโลกไซเบอร์มีเรื่องให้เรียนรู้มากมายเลยละรู้มั้ยครับ”

“น้องอันสนใจครับพี่วิทย์!

“ดีแล้วครับงั้นน้องอันอย่าดื้อนะครับ เป็นเด็กดีพี่จะจัดหาครูมาสอนให้เท่าที่น้องอันสนใจ”

“พี่วิทย์คะ... เอ่อ... น้องอันจะไหวหรือเปล่า” จันทิมาเริ่มเป็นห่วงน้องชายเมื่อเห็นเขาจัดหาโปรแกรมต่างๆ มาใส่ให้มากมาย เธอห่วงสุขภาพของน้องยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด

“ไม่ต้องห่วงครับทีม่าพี่ไม่ได้หวังว่าน้องอันจะเก่งและเฉิดฉายเป็นดาวเด่นขึ้นมา ที่จัดหามาให้เพื่อไม่ให้น้องอันเบื่อน้องอันจะเรียนรู้ได้เท่าที่น้องอันอยากเรียนรู้เท่านั้นเองครับ”

วิทย์ยิ้มลูบผมน้องอันอย่างเอ็นดู เด็กน้อยไม่ว่าอย่างไรก็ยังคงเป็นเด็กน้อย น้องอันต้องการเพื่อนแต่การที่ต้องนอนอยู่บนเตียงผู้ป่วยอย่างนี้ทำให้โอกาสนั้นหายไป ความเหงาของเด็กผู้ใหญ่ไม่มีวันจะเข้าใจว่ามันรุนแรงและร้ายกาจขนาดไหน

ในวัยเด็กเขาไม่เคยเหงาแต่ไม่ใช่กับวัตรและเด็กกำพร้าคนอื่นๆ ทุกคนถูกกัดกินจิตใจด้วยคำว่า ไม่เป็นที่ต้องการจากใครๆ เมื่อคนที่ควรจะรักเขาที่สุดอย่างบิดามารดากลับเป็นผู้ที่ทอดทิ้งพวกเขาเสียเอง วิทย์คนนี้ไม่เหมือนเด็กกำพร้าคนอื่นเพราะเขารู้ดีว่าพ่อรักเขาด้วยหัวใจแต่พ่อต้องจากไปด้วยภาวะจำยอมที่มนุษย์ทุกคนจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ เขาจึงไม่ถูกกัดกินจิตใจด้วยคำว่า ถูกทิ้ง เหมือนเด็กคนอื่น

กว่าจะส่งน้องอันเข้านอนได้ก็ดึกโขวิทย์จึงทำหน้าที่ขับรถไปส่งจันทิมาที่อพาร์ทเม้นท์ของเธอแทนที่จะวกกลับไปเอารถที่อาคารสำนักงานเบญจรัศม์ ตั้งใจว่าพรุ่งนี้จะให้คนขับมันไปส่งให้เธอก่อนเวลาที่เธอต้องใช้รถ

“พี่วิทย์คะ จะมีใครอยากเป็นเพื่อนกับเด็กที่นอนป่วยอย่างน้องอันจริงๆ น่ะหรือคะ?” จันทิมาเป็นกังวลกับโครงการหาเพื่อนมาให้อันดามัน หากไม่มีเพื่อนๆ ขึ้นมาเธอกลัวว่าน้องอันจะเสียใจและผิดหวังเป็นที่สุด

“เด็กกำพร้าบ้านจิตอารีย์มีเยอะครับทีม่า พี่เชื่อว่าจะมีหลายคนที่อยากเป็นเพื่อนกับน้องอัน”

“แล้วถ้าไม่มีละค่ะทีม่ากลัวน้องอันเสียใจ”

“ไม่หรอกครับพี่คุ้นเคยกับเด็กๆ ดีมีเด็กน่ารักอยู่หลายคน ที่เกเรหน่อยก็ไม่ถึงกับเหลือขออะไรยังอยู่ในระดับที่เรียกว่าซนตามประสาเท่านั้นเอง”

วิทย์ยิ้มหันมามองเธออย่างให้กำลังใจตอนนี้หัวใจของจันทิมาเริ่มจะกลายเป็นแม่มากกว่าเป็นพี่เสียแล้ว เธอห่วงใยทุกเรื่องของน้องชาย เป็นบุญของอันดามันนักที่มีพี่สาวแสนดีเช่นนี้ เมื่อเขาคิดยาวไกลออกไปถึงวัตรเขาก็ยิ่งปักใจเชื่อมากขึ้นว่าวัตรจะเป็นคนที่มีความสุขที่สุดเช่นกันเมื่อเกิดเป็นลูกของจันทิมา

“ถึงอย่างนั้นก็เถอะค่ะมันคงไม่ง่ายที่พวกเขาจะได้พบกัน”

“ไม่จำเป็นต้องพบกันทุกวันหรอกครับทีม่า พี่จะให้การ์ดไปรับเด็กๆ จากบ้านจิตอารีย์มาพบกับน้องอันช่วงหลังเลิกเรียนสองครั้งต่อสัปดาห์และเพิ่มให้ในวันเสาร์กับวันอาทิตย์ เชื่อว่าคบกันไปสักพักจะต้องมีสักคนที่เข้ากับน้องอันได้และกลายเป็นพื่อนสนิทกันในที่สุด”

“แต่เด็กสุขภาพดีที่ไหนจะอยากสนใจเด็กขี้โรคอ่อนแอ”

“เด็กขี้โรคอ่อนแอแต่หัวใจของเขาเต็มดวงไม่ใช่หรือทีม่า เด็กกำพร้าหัวใจขาดความรักแค่น้องอันมีความรักให้กับเพื่อนน้องอันก็จะได้เพื่อนตอบกลับคืนมาแน่นอน... เชื่อพี่นะ”

“หากน้องอันเกิดติดเพื่อนอย่างหนักทีม่าจะทำอย่างไรในวันที่พวกเขาไม่ได้มาเยี่ยมน้องอันละคะพี่วิทย์” สองคิ้วเล็กๆ เริ่มผูกเป็นโบว์และห่วงกังวลในเรื่องที่ยังไม่เกิดไปไกลโขทีเดียว

“ทุกวันนี้โลกเชื่อมต่อถึงกันแล้วทีม่า น้องอันกำลังเรียนรู้เขาจะเชื่อมต่อกับเพื่อนได้ตลอดเวลาพี่ก็จะจัดหาอุปกรณ์ให้พวกเขาได้สื่อสารถึงกันอย่างสะดวกสบาย วางใจได้เราจะผูกให้น้องอันมีแต่พวกเราคงไม่ได้เราต้องเปิดโลกทัศน์ให้กับน้องอันด้วย อย่ากลัวอย่าระแวงไปก่อนไม่อย่างนั้นมันจะกลายเป็นการปิดกั้น น้องอันจะยิ่งน่าสงสารกว่าเดิมนะทีม่า”

“ค่ะพี่”

“ที่พี่ทำไปทั้งหมดเพื่อน้องอัน ไม่ได้หวังในตัวทีม่า”

“ค่ะพี่ ทีม่าเข้าใจ”

“วันหน้าหากเราคู่กันไม่ได้จริงๆ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด น้องอันก็ยังคงเป็นน้องอันของพี่เสมอครับ”

“ขอบคุณค่ะพี่วิทย์”

วิทย์ยิ้มกุมมือจันทิมาไว้บีบเบาๆ อย่างต้องการส่งความปรารถนาดีที่มีทั้งหมดให้กับเธอ เขาพอใจที่เธอไม่ชักมือหนีทั้งๆ ที่จันทิมานั้นขึ้นชื่อว่าหวงตัวที่สุด เริ่มต้นผูกสัมพันธ์กับแม่ในอนาคตของเจ้าวัตรได้ดีเป็นที่น่าพอใจนัก

 

แม้จะมีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดีเยี่ยมแค่ไหนแต่มันก็ยังไม่เกินความสามารถของวิทย์ที่จะบุกเข้าไปหาหนึ่งธิดาได้ เขาเองก็อยากรู้ว่าระบบที่ได้วางไว้ยังมีจุดอ่อนบ้างหรือไม่จึงชวนนนท์มาลองบุกเข้าไปดูด้วยตนเอง ตอนนี้เขานั่งสบายๆ อยู่บนกิ่งไม้ในมุมมืดใช้กล้องส่องทางไกลแบบอินฟราเรดแอบมองการรุกประชิดในแบบของนนท์

ลองให้นนท์ใช้ความสามารถทั้งหมดของตนเองทำงานนี้ดูบ้าง เป้าหมายที่เขาตั้งไว้คือให้นนท์เข้าไปเอาธงชัยสามเหลี่ยมประทับตราหน่วยวี.พี. ซีเคียวริตี้ การ์ด ในห้องเจษฎาวัฒน์ออกมาให้ได้แบบไร้ร่องรอย ย้ำว่า... แบบไร้ร่องรอย

เกือบสิบนาทีเขาเห็นนนท์ผ่านเข้าตัวบ้านไปได้แล้วกำลังมองดูกล้องอินฟราเรดที่ทีมงานติดเพิ่มในมุมอับอย่างลังเลก่อนคว้าหน้ากากยางขึ้นมาสวมและจับจังหวะสปีดตัวผ่านมุมที่จะปรากฏเงาในมุมกล้องให้น้อยที่สุดรุดหน้าเข้าไปแบบเงียบๆ  

วิทย์เบนสายตากลับไปจับจ้องยังห้องพักการ์ดด้านหน้าที่จะมียามรักษาการด้อยฝีมือ แต่เด่นในเรื่องจับตาเฝ้ามองดู จอมอนิเตอร์มีภาพมุมต่างๆ ของทั้งบ้าน แต่ละจอจะที่แบ่งพื้นที่รายงานภาพจากกล้องสี่ตัว วิทย์รู้ว่ามันเป็นการยากที่จะนั่งมองหน้าจอพวกนี้ตลอดเวลา เขาจึงต้องหาทางแก้จุดด้อยด้วยการใช้เครื่องมือเข้าช่วยตรวจจับความเปลี่ยนแปลงของหน้าจอมอนิเตอร์ ระบบนี้จะใช้การได้ดีในช่วงเวลาดึกๆ ที่ทุกคนเข้านอนกันหมดแล้ว

ในเวลาแบบนี้ภาพจากหน้าจอมอนิเตอร์จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงแสงจากหน้าจอก็จะนิ่งและไม่ไหววูบวาบ ในทันทีที่มีผู้บุกรุกแม้เพียงน้อยนิดระบบตรวจจับจับภาพหน้าจอจะรายงานผลการเปลี่ยนแปลงทันที ตัวตรวจจับจะทำงานและร้องเตือนให้ยามรักษาการเข้ามาดูที่หน้าจอมอนิเตอร์และส่งต่อการตรวจตราให้กับยามรักษาการที่เดินตรวจตรารับช่วงต่อไป

วิทย์ยกยิ้มมุมปากเมื่อนนท์เริ่มเจอปัญหา การ์ดจำนวนหนึ่งเริ่มบุกไปยังทิศทางของนนท์ตามการชี้นำของยามรักษาการที่ประจำอยู่หน้าจอมอนิเตอร์ การ์ดทุกคนตื่นตัวทำตามหน้าที่ได้ดีบุกประชิดและเกิดการต่อสู้ย่อยๆ กับนนท์ที่บริเวณด้านหน้าห้องเจษฎาวัฒน์พอดิบพอดี ส่งผลให้ชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของบ้านตกใจตื่นรีบออกมาเปิดไฟดูเหตุการณ์ และยิ่งตกใจหนักขึ้นเมื่อพบว่าการ์ดที่มีอยู่แต่ละคนถึงกับล้มคว่ำสู้นนท์ไม่ได้เลยสักคนเดียว

“พอแล้วนนท์” เสียงวิทย์สั่งจากลำโพงเล็กๆ ติดอยู่ในร่องหูของนนท์

“ทุกอย่างไม่เงียบเชียบและไร้ร่องรอยอีกแล้ว เปิดเผยตัวกับนายจ้างแล้วอธิบายเรื่องราวเสีย”

วิทย์พอใจกับการทำงานทั้งหมดของทีมการ์ดและไม่ตำหนิว่านนท์พลาด เพียงแต่นนท์ซื่อและไม่รู้จักการใช้เครื่องมือเข้าช่วยทั้งๆ ที่นนท์เองก็รู้ระบบทุกอย่างที่ติดตั้งไว้เองกับมือ เจษฏาวัฒน์มีท่าทีพอใจแม้จะตกใจไปบ้างกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว ทุกอย่างกลับสู่สภาพเดิมวิทย์ออกไปรอนนท์ที่รถ กระตุกยิ้มมากขึ้นเมื่อเห็นนนท์เดินก้มหน้าหงอยๆ เข้ามา

“อยากรู้มั้ยว่าตัวเองพลาดจุดไหนนนท์”

“ครับพี่”

“งั้นลองจับตามองวิธีของพี่มั้ยนนท์”

“เห... พี่วิทย์! พี่จะบุกอีกเหรอ?”

นนท์เงยหน้าขึ้นมองอย่างฉงน มันคงไม่ดีนักหากจะให้นายจ้างต้องตกใจตื่นคืนเดียวสองครั้ง แม้จะเป็นการทดสอบระบบรักษาความปลอดภัยที่วางไว้ก็เถอะนะ

“มือคนละชั้นกันโว้ยอ้ายนนท์”

วิทย์เขกกะโหลกนนท์ไปหนึ่งครั้งแรงๆ ชนิดที่นนท์มองตามไม่ทันได้แต่ยกมือลูบหัวป้อยๆ นึกเสียใจที่ลืมตัวเข้าใกล้เจ้าของฉายา มือไวใจพิฆาต จนเกินเหตุให้เจ็บกะโหลกในครั้งนี้

ถึงคราวที่นนท์ต้องนั่งจับตามองผลงานของลูกพี่วิทย์ผ่านกล้องอินฟราเรดบ้าง เขาก็ต้องกลืนน้ำลายอึกเมื่อวิทย์เคลื่อนไหวได้ไวกว่าที่เขาเคยทำได้หลายเท่าตัวและรู้จักหาจุดบอดที่ไม่มีกล้องวงจรปิดติดอยู่แม้มันเป็นหนทางที่ยุ่งยากไม่ได้เดินเข้าไปสบายๆ อย่างที่นนท์เลือกใช้ตั้งแต่แรก

จุดไหนที่ต้องผ่านกล้องวงจรปิดลูกพี่วิทย์ก็เล่นไต่ผนังหรือไม่ก็ไต่ฝ้าเพดานเข้าไป ทำตัวดั่งแมงมุมก็ไม่ปานอย่างนี้... ยังไงก็ไม่ปรากฏร่างอยู่ในกล้องวงจรปิดแน่นอนอยู่แล้ว

“พี่เล่นง่ายจริงนะแอบเอาอุปกรณ์ยึดเกาะผนังมาด้วยแบบนี้น่ะ” เสียงนนท์ประชดขึ้นจมูกเบาๆ

“ก็บอกแล้วว่าคืนนี้จะมาบุกทดสอบระบบ ทำไมนนท์ไม่เตรียมอุปกรณ์มาล่ะ พี่บอกนนท์แล้วว่าทำอย่างไรก็ได้วิธีการไม่เกี่ยงขอแค่เป้าหมายประสบผลสำเร็จไม่ใช่หรือ?” วิทย์ตอบกลับผ่านเครื่องมือสื่อสารอันเล็กจิ๋ว

“พี่อยากให้นนท์เห็นว่าเราต้องคิดและรู้จักหาเครื่องมือเข้าช่วย เราต้องหาวิธีที่ง่ายและสะดวกที่สุดมาใช้”

“ยังมีวิธีอื่นที่ง่ายกว่านี้อีกหรือครับพี่วิทย์”

นนท์เอ่ยถามอย่างแปลกใจเขารู้ว่าในคราวนี้พี่วิทย์ตั้งใจสอนเขาในสิ่งที่ไม่เคยสอนการ์ดคนไหนๆ แต่พี่วิทย์ชอบที่จะสอนในแบบทำให้เห็นจริงมากกว่าสอนด้วยวาจา

“มีสิ ง่ายที่สุดแต่ต้องอาศัยเทคโนโลยีมากที่สุด เมื่อเราเล่นกับเทคโนโลยีเราก็ต้องใช้เทคโนโลยีเข้าช่วย”

“เทคโนโลยีหรือครับพี่”

“ใช่ ง่ายนิดเดียวนี่ไงชิ้นเล็กจิ๋วแต่แจ๋วและเจ๋ง”

นนท์พยายามโฟกัสภาพไปยังอุปกรณ์ชิ้นเล็กคล้ายรีโมทคอนโทรลในมือพี่วิทย์ เขายอมรับว่าตนเองนั้นไม่เก่งในเรื่องอุปกรณ์และเครื่องมือสื่อสารอันทันสมัยไม่เหมือนกับลูกพี่วิทย์ที่รู้ดีเพราะมีความสนใจในด้านนี้มาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก เห็นทีว่าถึงเวลาแล้วที่เขาต้องหันมาเรียนรู้และติดตามเทคโนโลยีเสียบ้างเมื่อลูกพี่วิทย์ส่งสัญญาณให้รู้ทางอ้อมแบบนี้

“รีโมทคอนโทรล”

“ใช่ แต่ไม่ได้ไว้กดเลือกช่องทีวีหรือปิดเปิดแอร์หรอกนะนนท์มันถูกออกแบบเป็นพิเศษให้ตัดการทำงานของกล้องวงจรปิดชั่วคราวยามเราจะผ่านเส้นทางไหนก็ตาม”

“โธ่พี่... ทำแบบนั้นตรงจอมอนิเตอร์ไม่มีสัญญาณภาพส่งไปแล้วหน้าจอมันก็เกิดการวูบไหวอุปกรณ์ตรวจจับร้องปี๊ดๆ อยู่ดีแหละ”

นนท์ส่ายหน้านึกว่าพี่วิทย์จะมีอะไรเจ๋งๆ หากใช้กับกล้องวงจรปิดที่อื่นนนท์ไม่เถียงว่ามันได้ผล แต่กับระบบของ วี.พี. มันใช้การไม่ได้หรอกเพราะเราออกแบบมาเพื่อดักจับและป้องกันเหตุการณ์แบบนี้ล่วงหน้าไว้แล้ว

“เหรอ? งั้นคอยดูนะว่าตัวดักจับตรงหน้าจอมอนิเตอร์มันจะร้องเตือนมั้ย”

วิทย์ยิ้มนิดๆ เปิดทำงานอุปกรณ์ในมือก่อนเดินอย่างสง่าผ่าเผยเข้าไปด้านในอย่างท้าทาย ทุกอย่างยังคงเงียบสงบไม่มีเสียงร้องปี๊ดๆ ทำให้นนท์ต้องรีบโฟกัสไปยังห้องพักการ์ดด้านหน้า ตรงหน้าจอมอนิเตอร์ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมันยังทำงานอยู่เหมือนเดิมส่งภาพเดิมๆ แค่ไม่มีรูปเงาของลูกพี่วิทย์ปรากฏเข้าไป แม้ตัวจริงจะเดินเต๊ะจุ๊ยอยู่ด้วยก็ตาม

“เฮ้ย! พี่หายตัวได้หรือไง?”

“บ้านแกสิไอ้นนท์... คนนะเว้ยไม่ใช่ผีจะได้มาหายตงหายตัวได้น่ะ”

“แล้วพี่ทำยังไงถึงไม่ปรากฏตัวในภาพบนหน้าจอมอนิเตอร์?”

นนท์กรอกเสียงถามลงไปในอุปกรณ์สื่อสารชิ้นเล็กจิ๋ว สองตาจับจ้องมองดูวิทย์เริ่มสะเดาะกลอนห้องของเจษฎาวัฒน์เข้าไปพักหนึ่งก่อนจะเดินดีดนิ้วควงธงสามเหลี่ยมเป้าหมายออกมาแบบสบายๆ สรุปว่าเจ้านายเขาสามารถทำได้จริงๆ เมื่อธงเป้าหมายมาปักอยู่ตรงหน้านนท์แล้วโดยไม่เกิดอะไรขึ้นเลยแบบเงียบเชียบและไร้ร่องรอย

“พี่ยังไม่ตอบผมเลยว่าทำได้ยังไง?”

“เราต้องไล่ตามให้ทันเทคโนโลยีให้ทันต้องเรียนรู้มันให้แตกฉาน ก็อย่างที่นนท์รู้ในท้องตลาดมีอุปกรณ์สั่งปิดการทำงานของกล้องวงจรปิด ไม่แน่ว่าในอนาคตอาจจะมีนักฆ่าที่ไหนกล้าลูบคมเข้ามาฆ่านายจ้างของเราถึงใต้ปลายจมูกเราเองก็ได้ แค่มันสั่งปิดกล้องเราก็จะไม่เห็นอะไรแล้วดังนั้นพี่จึงต้องหาทางแก้ไขเราต้องก้าวล้ำกว่าใครๆ พี่จึงต้องพัฒนาระบบของเราให้สูงกว่าของคนอื่น ระบบส่งสัญญาณภาพของเราจึงต้องมีการเข้ารหัสเฉพาะที่เป็นความลับคนภายนอกสั่งปิดกล้องของเราไม่ได้ง่ายๆ ผนวกกับการดักจับแสงที่เปลี่ยนแปลงของหน้าจอ การ์ดเราจะรู้ได้ทันที แต่หากทีมงานของเรามีหนอนเราก็จอดเหมือนกัน” วิทย์หมุนอุปกรณ์ชิ้นเล็กไปมาตรงหน้านนท์ก่อนจะอธิบายต่อช้าๆ

“รีโมทในมือพี่ไม่ได้สั่งปิดการทำงานของกล้องวงจรปิด แต่มันจะทำการล็อคภาพเก่าของกล้องวงจรปิดตัวนั้นๆ ค้างไว้สิบวินาทีซึ่งเหลือพอที่เราจะวิ่งผ่านกล้องตัวนั้นไป รัศมีทำการของมันก็กว้างพอที่จะล็อคกล้องวงจรปิดก่อนเราไปถึงจุดติดตั้งและตัดการทำงานเมื่อเราวิ่งผ่านไปแล้วนนท์”

“พี่... ผมไม่เก่งทางด้านนี้เลย”

“ไม่มีใครเก่งและเรียนรู้ได้เองตั้งแต่เกิดหรอกนนท์ ทุกคนอาศัยเวลาในการฝึกฝนด้วยกันทั้งนั้น นนท์เองก็เหมือนกันยังไม่ลองเรียนรู้อย่าตีตนไปก่อนแล้วว่าทำไม่ได้ บางทีถ้าได้ลองสัมผัสกับมันนนท์อาจจะค้นพบตัวเองว่าชอบทางด้านนี้ก็ได้ หากว่าไม่ชอบด้านนี้จริงๆ อย่างน้อยก็ให้รู้จัก ตามทันและป้องกันมันได้นะนนท์”

วิทย์ตบบ่าให้กำลังใจนนท์อย่างเต็มที่ เขารู้ดีว่าสมองของนนท์เปรียบไปก็เหมือนโอ่งน้ำที่ว่างเปล่า สามารถเติมน้ำลงไปเท่าไหร่ก็ได้เพราะนนท์มีคุณสมบัติพิเศษคือสามารถย่อยสังเคราะห์สิ่งที่รับเข้ามาและแปลงมันไปเก็บพร้อมใช้ประโยชน์ เหมือนร่างกายแปลงสารอาหารเป็นไขมันเก็บไว้ใช้ยามขาดแคลน นนท์ก็ทำให้โอ่งน้ำของตัวเองว่างรองรับน้ำใหม่ได้อีกครั้ง คนแบบนี้หาไม่ได้ง่ายๆ แม้ไม่เก่งถึงขั้นต่อยอดนำสิ่งที่เรียนรู้มาพัฒนาให้สูงขึ้นได้เหมือนกับเขาก็ตามที

“กลับกันเถอะครับพี่วิทย์” นนท์แสร้งเอ่ยชวนเพราะรู้ดีว่าพี่คนนี้คงไม่กลับด้วยแน่ๆ

“นนท์แหละกลับไปก่อนเอารถพี่ไปไม่ต้องห่วงพี่”

“พี่จะดอดหาสาวอีกแล้วสิเนี่ย?” นนท์แอบค้อนพี่ชายใหญ่ของการ์ดทุกคนแล้วรีบถอยตัวออกห่างโดยไวก่อนที่มือไม้ของพี่วิทย์จะลอยมากระทบหัวเขาได้อีก

“เออ... ไอ้รู้ดี แกน่ะกลับไปซบอกเมียได้แล้วอย่าให้มันหนักนักนะพรุ่งนี้หลับคางานจะเตะให้หักเลยแกไอ้นนท์”

“โอ้ย... ผมมีเวลาซบอกเมียทุกคืนแต่พี่น่ะซิอย่างดีก็คืนเว้นคืน คืนนี้เบอร์หนึ่งพรุ่งนี้เบอร์สองระวังเหอะน้องๆ รู้เข้าพี่จะเหงาหัวใจแน่ๆ”

“ทะลึ่งละไอ้นนท์ ไปเลยไปก่อนที่ส่วนล่างพี่จะดีดใส่แก”

นนท์หัวเราะก่อนจะเคลื่อนรถออกไปช้าๆ ถอนหายใจอย่างหนักอกหนักใจไม่น้อย รู้ว่าวันหน้ามันต้องยุ่งแน่ๆ เมื่อลูกพี่วิทย์เล่นพาตัวเองเข้าไปพัวพันกับสาวทีเดียวพร้อมๆ กันสองคนแบบนี้ พูดน่ะง่ายว่าถึงเวลาจะตัดให้เหลือคนเดียว แต่เอาเข้าจริงๆ กว่าอาทิตย์ที่ผ่านมานี้เขาเห็นพี่วิทย์เทียวไปเทียวมาสลับวันกันไปเฝ้าสาวแบบเท่าเทียมกันเสียด้วย

แม้ลูกพี่วิทย์จะเกินเลยกับหนึ่งธิดา มาหาเธออยู่กับเธออย่างคู่ผัวตัวเมีย แต่สิ่งที่ลูกพี่วิทย์ปฏิบัติกับจันทิมาก็พูดไม่ได้ว่าคบหาอย่างธรรมดาหรือทำไปตามหน้าที่ เพราะในแววตาของลูกพี่วิทย์ นนท์คนนี้เห็นชัดถึงความห่วงหาอาทรอย่างที่ผู้ชายคนหนึ่งจะพึงรักผู้หญิงสักคนหนึ่งจากหัวใจเช่นกัน นนท์รู้... เพราะเขาก็เคยมองกมลทิพย์ผู้เป็นภรรยาแบบเดียวกันนั้นในวันที่ต้องพากันหลบหนีหายจากความตายที่คอยตามล่ามาแล้ว

ไม่ว่าจะอยู่กับสาวคนไหนในแววตาของลูกพี่วิทย์ก็ดูสนิทเสน่หาไปเสียด้วยกันทั้งสองคน แม้วันนี้ทุกอย่างยังคงปกติเพราะสาวทั้งคู่ยังไม่มีใครรู้ว่าพี่วิทย์หนึ่งเดียวคนนี้ยังมีใครแอบซ่อนเอาไว้อีกคน แต่มันก็ไม่แน่ว่าวันใดที่พวกเธอได้รู้คงก่อปัญหาใหญ่ให้ต้องตามแก้ไข

 

แรงกอดประชับที่มากขึ้นเรื่อยๆ จนเธอเริ่มอึดอัดและปลายจมูกแหลมๆ ที่กดลึกลงข้างแก้มทำให้หนึ่งธิดาค่อยๆ ตื่นเต็มตามากขึ้น หัวใจเธอเต้นแรงขึ้นด้วยรู้อยู่แล้วว่าคืนนี้พี่วิทย์จะต้องมา เมื่อเขาเริ่มแสดงออกและทำให้เธอรับรู้ได้ว่าเขาจะมาสลับคืนเว้นคืน

เธอไม่รู้ว่าเพราะอะไรพยายามถามว่าเขาเป็นใคร เธออยากให้เขาแสดงตนต่อพี่ชายของเธอ แต่เขาก็ช่างลื่นไหลไปได้เรื่อยๆ สิ่งหนึ่งที่เธอมั่นใจคือเขาเป็นคนแน่ๆ ยามที่เขาไม่อยากจะพูดถึงหรือบอกอะไรก็ไม่มีใครง้างเอาสิ่งที่อยากรู้นั้นได้เลยแม้แต่เธอที่เขาบอกว่ารัก 

เธอเองก็รู้หัวใจตนเองดีว่ารักเขาเหลือเกิน หากเขายังไม่พร้อมที่จะเปิดเผยเรื่องของเรา เธอก็จะไม่เว้าวอนขอไม่อยากให้เขาเบื่อหน่ายและเกิดอาการรำคาญใจ เธอรู้ว่าหากเขาไม่มาอีกเธอจะอยู่ต่อไปไม่ได้เช่นกัน เช่นนั้นแล้วไม่ว่าเขาจะเป็นใครขอเพียงเขายังยอมมาหามาพบหน้าเธอแค่นั้นก็พอแล้วสำหรับเธอ

“นอนขี้เซาเหลือเกินเมียใครเนี่ย” วิทย์แสร้งบ่นว่ายิ้มๆ ชิดริมหูเล็กของหนึ่งธิดาในอ้อมกอดแกร่ง

“อืม... พี่วิทย์ขาน้องดาคิดถึงพี่จังเลย” หนึ่งธิดาพึมพำตอบเริ่มโอบกอดเขากลับคืนมาบ้างแล้ว

“อะไรกันครับพี่เพิ่งมาหาน้องดาเองไม่ใช่หรือ?”

วิทย์กดจุมพิตแก้มนวลอีกครั้งอย่างแสนคิดถึงเธอเช่นกัน เขารู้ว่าไม่เกินเลยไปนักกับคำว่ารักและคิดถึงเหลือเกินที่เธอพยายามสื่อสารกับเขา ในเมื่อเขาเองก็รู้สึกเช่นนั้นกับเธอ คิดถึงเธอบ่อยๆ แม้ในบางเวลาที่เขาอยู่กับจันทิมา หัวใจเขาก็ยังมีหนึ่งธิดายืนเบียดอยู่ด้วยเสมอๆ ตอนนี้ที่เขากำลังกอดเธออยู่แต่อีกซีกของหัวใจมันร่ำร้องบอกว่าห่วงหาจันทิมาเช่นกัน หรือว่าเขามีสองหัวใจไปแล้ว?

ไม่ใช่สิ! ไม่ใช่สองหัวใจแต่กลายเป็นใจดวงเดียวแบ่งออกเป็นสองซีกให้แก่ผู้หญิงสองคน

อยากถนอมกาลเวลาช่วงนี้ไว้ให้กับหนึ่งธิดามากกว่าจะมอบให้แก่จันทิมา เพราะรู้ดีว่าอีกไม่นานนักเวลาของหนึ่งธิดาจะหมดลงและเขากับเธอต้องแยกจากกันตลอดนิรันดร์กาล แต่เขากลับทำไม่ได้เลยอยากจะมาหาหนึ่งธิดาทุกวันทุกคืนแต่หัวใจเขากลับทุรนทุรายหากจะต้องห่างหายจันทิมานานเกินควร

เขามันบ้าไปแล้ว...

“น้องดาไม่เข้าใจเลยนี่มันไม่ใช่ความฝันแต่ทำไมกัน ทำไมพี่วิทย์ถึงไม่ต้องการให้มันเป็นความจริง”

“บางครั้งความจริงมันโหดร้ายสู้ความฝันไม่ได้เพียงแค่อยู่ในฝันเราก็อยู่เคียงคู่กันได้ตลอดไป”

ความหมายของข้อความในประโยคนี้มีเพียงแต่เขาคนเดียวที่จะเข้าใจ ไม่ว่าจะอย่างไรเขาก็มองว่าความฝันมันสวยงามมากกว่าความเป็นจริง เขาอยากอยู่ในฝันแบบนี้ชั่วนิรันดร

“พี่เจษไม่ใช่คนใจร้ายพี่เจษรับฟังได้ด้วยเหตุผล เพียงพี่วิทย์เดินเข้ามาและบอกกับพี่เจษว่าเรารักกันโลกของเราก็ไม่ต่างจากความฝันในเมื่อพี่วิทย์รักน้องดาน้องดาก็รักพี่วิทย์ แค่นั้นก็พอแล้วที่จะฝ่าฟันเพื่อให้เราได้อยู่เคียงคู่กันนี่คะ”

“ใช่... แค่พี่รักน้องดาแค่น้องดารักพี่ แค่นั้นมันก็พอแล้วจะฝันหรือเป็นจริงมันต่างกันที่ตรงไหน?” วิทย์เมินหน้าหนีไม่อยากสบสายตากับหนึ่งธิดาอีก เธอร่ำร้องหาความจริงด้วยไม่เข้าใจว่าความจริงระหว่างเขากับเธอนั้นมันโหดร้าย

“หากไม่ใช่แค่ฝันเราสองคนจะเคียงข้างกันในกว้างไงคะพี่วิทย์ เราจะไม่มีเพียงแค่ห้องสี่เหลี่ยมและเตียงนอนหลังนี้” ดวงตาสวยไหวระริกด้วยความเสียใจ “เรารักกันแบบไหนถึงจำกัดให้โลกของเราคับแคบเพียงนี้ เวลาของน้องดามีไม่มากนักหรอก น้องดาอยากไปในหลายๆ ที่อยากยืนดูพระอาทิตย์ขึ้นคู่กับพี่วิทย์ อยากสั่งลาพระอาทิตย์ยามเย็นด้วยกัน อยากพาพี่ชมสวนสวยที่น้องดาเอาใจใส่ดูแล อยากให้พี่เห็นดอกช้างเผือกที่กำลังบานสะพรั่ง อยากทำอีกตั้งหลายๆ อย่าง ถ้าเรายังอยู่แต่ในความฝันวันเหล่านั้นของเราจะเกิดขึ้นได้อย่างไร แล้ว... น้องดาก็ตายไปกับความทรงจำแค่จำกัดภายในห้องนี้เท่านั้นเอง”

วิทย์ใช้ความเงียบในการตอบคำถามมากมายของหนึ่งธิดาเพราะเขาตอบให้เธอไม่ได้เช่นกัน วันเวลาของเธอเหลือน้อยลงทุกทีแล้ว เขาเองก็อยากพาเธอออกไปจากกรงขังนี้ อยากให้เธอได้ใช้ชีวิตธรรมดาเหมือนกับคนอื่นๆ แต่ข้อจำกัดที่ทุกคนต่างรู้ดีว่าหากทำอย่างนั้นเท่ากับยิ่งเร่งให้วันเวลาของเธอหดสั้นลงเร็วขึ้นกว่าเดิม เขาจึงทำได้แค่นั่งโอบประคองลูบหลังไหล่ปลอบใจเธอให้คลายเศร้าใจบ้างเท่านั้นเอง

“ชาติก่อนน้องดาคงทำกรรมไว้เยอะชาตินี้น้องดาถึงต้องอยู่อย่างชดใช้กรรมเหล่านั้น ใครไม่เกิดเป็นน้องดาคงไม่รู้หรอกว่าชีวิตมันหาความโสภาไม่ได้เลย แต่อย่างไรเสียน้องดาก็ยังขอบคุณที่ชีวิตหนึ่งน้องดายังมีโอกาสได้รู้จักกับคำว่าความรัก” ดวงตาชวนฝันเงยหน้าขึ้นสบมองกับเขา

“ผู้หญิงทุกคนฝันอยากเป็นเจ้าหญิงเป็นที่รักของเจ้าชาย ในดวงใจน้องดาก็เหมือนกันก่อนตายน้องดายังได้เป็นเจ้าหญิงของพี่วิทย์ แค่นี้น้องดาก็พึงพอใจแล้ว หากพี่วิทย์ดึงน้องดาไปสู่โลกแห่งความเป็นจริงไม่ได้ น้องดาก็จะไม่ดื้อรั้นอีกแล้วแค่ได้เป็นเจ้าหญิงของเจ้าชายแค่นั้นก็น่าจะพอแล้วเมื่อชีวิตน้องดาเป็นได้แค่นั้นจริงๆ”

ลำคอของวิทย์ขมปร่าไม่สามารถเอื้อนเอ่ยคำใดได้อีก เขาทำได้แค่กอดกระชับร่างแบบบางของหญิงสาวเอาไว้แนบอก เจ็บช้ำพอกันกับเธอ ทำไม? ใครลิขิตให้ชีวิตของเราเป็นแบบนี้ ทำไมต้องให้เขาเกิดมาแล้วสามารถแยกแยะดีชั่วออกจากกันได้อย่างเด็ดขาด หากเขาจะเหมือนคนอื่นๆ สักเพียงนิดหนึ่ง หากเขาจะเหมือนพระเอกในหนังน้ำเน่าหรือเป็นพระเอกป่าเถื่อนในนิยายประโลมโลก พระเอกมักจะตามล่าตามล้างแค้นนางเอกสุดท้ายเมื่อตกหลุมรักพระเอกก็ยอมใจอ่อนยอมยกโทษให้หมดสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง คนที่ตายไปแล้วก็ให้มันตายๆ กันไปไม่เอามาปะปนกันอีก เรื่องมันก็จบแบบแฮปปี้เอ็นดิ้ง

เขาก็อยากจบเรื่องแบบนั้นบ้าง... แต่มันเป็นไปไม่ได้ ชีวิตเขาไม่ใช่นิยายเขาเป็นใครอีกคนที่มีชีวิตโลดแล่นได้จริงเขาแยกรักกับแค้นได้เด็ดขาด ไม่เอารักมากลบลบความแค้น เขาไม่อาจลืมได้จริงๆ ว่าวัตรต้องตายอย่างไรตายเพราะใคร

ให้รักแสนรักเมื่อหมดเวลารักเขาก็สามารถจะกลายร่างเป็นคนโหดร้ายได้อย่างเลือดเย็นเช่นกัน!

“สักวันเราจะหลุดออกจากความฝันและเบียดชีวิตเข้าสู่ความเป็นจริง สักวัน... เรื่องของเรามันจะเป็นความจริงเพียงแต่ว่ามันยังไม่ใช่เวลานี้”

“จริงนะคะพี่วิทย์! สักวันเราจะยืนอยู่บนความเป็นจริงที่ไม่ใช่แค่ฝันไปอย่างนี้อีก”

วิทย์สะท้อนใจกับแววตาเป็นประกายเต็มไปด้วยความสุขของหนึ่งธิดา เธอนับวันรอให้ถึงวันนั้นโดยไวโดยไม่รู้ตัวเองเลยว่าวันใดก็ตามที่ความเป็นจริงมันเรียกหาและเดินทางมาถึง แม้จะร่ำร้องขอกลับมาอยู่ในโลกแห่งความฝันอีกครั้งหนึ่งก็ไม่สามารถจะทำได้อีกต่อไปแล้ว

เขา... ไม่อยากให้วันเหล่านั้นมันมาถึงเอาเลย

หลังจากนั้นมาหนึ่งธิดาก็ไม่ทวงถามอะไรที่จะพาดพิงไปถึงเรื่องของความฝันหรือความจริงระหว่างกันอีกเลย เธอพอใจทุกสิ่งและเฝ้าเก็บทุกนาทีที่อยู่ร่วมกันอย่างทะนุถนอม เฝ้ารอวันที่เขาจะมาหาเธอด้วยหัวใจจดจ่อเมื่อเธอเริ่มรู้แล้วว่าเขาจะมาในวันไหนบ้างและคืนนี้เขาจะมาหาเธออีกครั้งหนึ่ง เธออารมณ์ดีนักตื่นแต่เช้าและร้องทักพี่ชายที่เดินลงมาพร้อมไปทำงานเช่นกัน

“น้องดาตื่นแต่เช้าเชียววันนี้”

เจษฎาวัฒน์เอ่ยทักทายน้องสาวยิ้มๆ ก่อนจะเดินออกจากห้องโถงแต่กลับนึกอะไรบางอย่างได้และหันกลับมาเตือนน้องสาวอีกครั้งหนึ่ง

“อย่าลืมนะว่าต้องไปตรวจสุขภาพฟันตามกำหนดนัด”

“ค่ะ พี่เจษสายๆ น้องดาถึงจะออกไปโรงพยาบาล”

“อื้ม... อย่าลืมพ่วงการ์ดไปด้วยนะน้องดา”

“ค่ะ แจ้งไว้เรียบร้อยแล้วค่ะ พี่เจษอย่าห่วงเลยไปทำงานเถอะค่ะวันนี้มีนัดกับคู่ค้าด้วยไม่ใช่หรือคะ?”

“ช่วงสายๆ โน่นแน่ะ ก็นัดเข้าไปสำนักงานใหญ่ของกลุ่มเอ็นซีหากเจรจาเรียบร้อยดีเที่ยงๆ พี่จะแวะไปซื้อขนมที่ร้านอาหารโปรดของน้องดาให้นะ”

“ค่ะพี่เจษน้องดาจะรอทานนะคะ” หนึ่งธิดาเดินมาส่งพี่ชายจนถึงประตูรถหรูคันโปรดที่เจษฎาวัฒน์มักขับเองโดยมีการ์ดขับตามอีกคันหนึ่งด้านหลัง

“ขับดีๆ นะคะ พี่เจษน่าจะให้การ์ดขับให้นะคะจะได้ไม่เหนื่อย”

“เอาไว้ก่อน ขี้เกียจบอกเส้นทางรอให้การ์ดคุ้นเส้นทางก่อนค่อยให้ขึ้นมาขับให้พี่ก็แล้วกัน”

“พี่ก็อ้างอย่างนี้ทุกทีจะทนขับเองทำไมหาคนขับรถไปเลยดีกว่ามั้ยคะ”

“น้องดาก็รู้ว่าพี่ชอบขับเองมากกว่า”

เจษฎาวัฒน์ส่งยิ้มให้กับน้องสาวก่อนขึ้นรถขับออกไปช้าๆ วันนี้ระบบรักษาความปลอดภัยไว้วางใจได้มากขึ้นทั้งบ้านและที่ทำงาน พวกเขาเป็นการ์ดมืออาชีพจริงๆ มีตระกูลใหญ่เพียงไม่กี่ตระกูลเท่านั้นที่ได้รับการคุ้มครองจากพวกเขา เจษฎาวัฒน์จะไม่รู้สึกภาคภูมิใจอย่างนี้เลยหากเขาได้ทราบว่าการตอบรับจากบริษัทรักษาความปลอดภัยอันดับหนึ่งนี้มีวัตถุประสงค์อื่นแอบแฝงอยู่ด้วย

ทุกอย่างเป็นไปตามกำหนดการที่ได้วางไว้ การเจรจากับคู่ค้าประสบความสำเร็จอยู่ในระดับที่เจษฎาวัฒน์พึงพอใจ เมื่อออกจากสำนักงานใหญ่ของคู่ค้าเขาจึงขับรถตรงไปยังร้านอาหารโปรดของหนึ่งธิดา หลายครั้งที่เขาพาน้องสาวมาทานอาหารที่นี่เพราะที่นี่ขึ้นชื่อในเรื่องการทำขนมแบบไทยๆ ซึ่งเป็นขนมหวานที่หนึ่งธิดาโปรดปราน เขาจึงตั้งใจมาที่นี่เพื่อจะได้มีขนมติดไม้ติดมือกลับไปฝากน้องสาวผู้เป็นที่รัก

เจษฎาวัฒน์เงยหน้าขึ้นกวาดตามองภายในร้านที่เงียบสงบขับกล่อมด้วยเสียงเพลงบางเบา มีเสียงพูดคุยบ้างแต่ก็ไม่ถึงกับดังมาก สายตาของเขาหยุดลงที่ลูกค้าริมผนังห้อง พวกเธอหนึ่งสวยจัดสวยจนแลตะลึง อีกหนึ่งน่ารักน่าถนอมสดใสเต็มไปด้วยชีวิตชีวา

เขาจับจ้องมองหนึ่งสาวคนน่ารัก แก้มป่องๆ กับดวงตาซุกซนหัวเราะได้ตลอดเวลาของเธอ เหมือน... ภาพเงาอะไรบางอย่างที่เจษฎาวัฒน์ยังคิดไม่ออกแต่รู้สึกได้ว่าคุ้นเคยกับเธอเหลือเกิน สิ่งสะดุดตาอีกประการที่ทำให้เขาต้องจับจ้องมองพวกเธอคืออาหารบนโต๊ะและท่าทางการกินของเธอที่เขาเห็นแล้วพานอิ่มไปเลย อาหารมากมายขนาดนั้นเธอกินเข้าไปได้อย่างไรไหว ผู้ชายตัวโตๆ อย่างเขายังทำไม่ได้แต่เธอตัวเล็กนิดเดียวกลับกินพอๆ ผู้ชายตัวโตสองคน  

กินขนาดนั้นทำไมยังไม่อ้วนได้นะแม่แก้มป่องตาลฉัตร เอ๊ะ! เมื่อกี้เขาต่อท้ายประโยคให้เธอว่าอะไรนะ? สดใสอย่างนั้นหรือ? ใช่... ใช่จริงๆ เสียด้วยหากมองให้ดีๆ เจษฎาวัฒน์รู้สึกได้ว่ากิริยาของสาวคนน่ารักเหมือนกับรุ่นน้องเมื่อสมัยเรียนมัธยมปลายของเขา ตาลฉัตร มิ่งสุวรรณ เด็กน้อยวัยสิบสี่สิบห้าที่คอยมองมาทางเขาและส่งยิ้มให้กันอยู่เสมอ เธอ... ปั๊บปี้เลิฟที่เขาแอบรักอยู่ฝ่ายเดียวแต่ไม่กล้าบอกรักจนปล่อยให้เธอลอยหายไปกับวันและเวลาในอดีต

“งั้น... เดี๋ยวพี่ไปส่งค่ะ”

“อุ๊ย... อย่าเลยค่ะพี่ตาลคนละทางกันเลยนะคะ” สาวคนสวยจัดตาโตขึ้นมาทันทีกับน้ำใจของสาวแก้มป่องคนน่ารัก ยิ่งเธอเรียกสาวคนน่ารักว่า พี่ตาลเจษฎาวัฒน์ยิ่งมั่นใจมากขึ้น

“ไม่เป็นไรค่ะ พี่ไม่ได้วิ่งไปส่งแต่พี่ขับรถไปนะ”

“แต่...

“ขอโทษครับ เอ่อ... ใช่น้องตาลหรือเปล่าครับนี่?” สองสาวหันขวับมามองหนุ่มตัวดำที่ยืนยิ้มกล่าวคำทักทายคล้ายกับรู้จักกันมาเนิ่นนานด้วยสีหน้างุนงง

“จำพี่ได้มั้ยครับน้องตาล” หมอตาลฉัตรขมวดคิ้วครุ่นคิดขณะจ้องมองเจษฎาวัฒน์ เธอคลับคล้ายคลับคลาแต่กลับคิดไม่ออกว่าเขาเป็นใครกระทั่งเมื่อเขาเปิดยิ้มออกมา

“พี่เจษ! ใช่พี่เจษหรือเปล่าคะ”

เธอจำได้แล้วเขาเป็นรุ่นพี่สมัยเรียนมัธยมคนโปรดของเธอ เป็นคนเด่นดังที่ทุกคนในโรงเรียนต้องรู้จักเมื่อเขาเป็นนักกีฬาบาสเก็ตบอลที่ป๊อบปูล่ามาก เธอเองก็เป็นหนึ่งในแฟนคลับที่ตามไปส่งเสียงเชียร์เขาอยู่ข้างสนามไม่เคยขาดเช่นกัน

“นั่งก่อนค่ะพี่เจษตาลดีใจจังค่ะที่ได้เจอพี่ในวันนี้ พี่หายไปไหนมาคะตั้งหลายปีแน่ะไม่เจอพี่นับสิบปีเลยนะคะนี่”

หมอตาลฉัตรรัวถามเป็นชุดทำเอาหนุ่มหล่อตรงหน้าหัวเราะขำท่าทางตื่นเต้นดีใจของเธอ เขาหันไปกล่าวทักทายสมาชิกอีกคนที่นั่งร่วมโต๊ะกับหมอตาลฉัตรอย่างมีมารยาท

“ขอรบกวนหน่อยนะครับ ผมแอบมองอยู่นานแล้วเหมือนกันกลัวว่าจะทักผิดคน น้องตาลเขาเปลี่ยนไปมากเหมือนกันน่ะครับ”

“ไม่เป็นไรค่ะ” จันทิมายิ้มตอบรับ ปกติเธอไม่ชอบคุยกับคนแปลกหน้าโดยเฉพาะกับผู้ชายแต่ไม่อาจเสียมารยาทได้หากเขาเป็นรุ่นพี่ของหมอตาลฉัตร

“พี่ก็ไม่ได้หายไปไหนหรอกครับ จบมอปลายแล้วพี่ก็ไปเรียนต่อที่เมืองนอกนานไปหน่อย กระทั่งจบเอกทางเศรษฐศาสตร์กลับมาก็ช่วยงานของคุณพ่อ ตอนนี้พี่ต้องลงมือดูงานเองทั้งหมดแล้ว แล้วน้องตาลล่ะตอนนี้ทำอะไรอยู่ ไม่อยากเชื่อจริงๆ ว่าแม่กุ้งแห้งจะโตมาแล้วสวยใสได้ขนาดนี้”

เจษฎาวัฒน์หัวเราะชอบใจกับใบหน้างอง้ำของสาวรุ่นน้อง เขายังจำได้ดีว่าตอนสมัยเธออยู่มัธยมสามผอมยาวเก้งก้างอย่างกับไม้เสียบลูกชิ้นปิ้งใครจะคิดว่าโตมาแล้วเธอจะ เอ่อ... อวบได้น่าดูชมแบบนี้

“แหม... พี่เจษจะเอาอะไรกับเด็กมอสามคะ ขนาดหนอนน้อยยังโตมาเป็นผีเสื้อแสนสวยได้เลย ตาลก็ขอแปลงร่างบ้างแค่นิดหน่อยแต่ความสวยความใสยังเหมือนเดิมค่ะพี่” หมอตาลฉัตรหัวเราะคิกคักเมื่อเห็นรุ่นพี่คนโปรดอ้าปากค้างกับความกล้าของเธอ

“ว๊าววว เป็นผีเสื้อที่สวยงดงามไม่เบาทั้งยังกล้าต่อปากต่อคำเสียด้วย ลืมไปเลยนะนี่ว่าใครกันที่เอาแต่นั่งยิ้มก้มหน้าเขินได้ทุกวินาทีน่ะ” เจษฎาวัฒน์เอ่ยแววตาเป็นประกายเมื่อมองหน้ารุ่นน้องในดวงใจ

“นั่นมันเก่าแล้วพี่ตอนนี้ตาลโตแล้วค่ะ”

“นั่นสินะ... โตมาก็เปลี่ยนแปลงกันทุกคนแหละแม้แต่พี่ก็เหมือนกันถ้าตอนนั้นไม่มัวแต่ขี้อายป่านนี้คงไม่เป็นแบบนี้หรอก

เจษฎาวัฒน์ยิ้มน้อยๆ นึกไปถึงคืนวันเก่าๆ เขาก็เป็นใครอีกคนที่ขึ้นชื่อลือชาเรื่องขี้อายเหมือนกัน กว่าจะสลัดทิ้งความรู้สึกแบบนั้นไปได้ก็นานโข ถ้าในวันนั้นเขาไม่เอาแต่ขี้อายวันนี้เขาอาจมีแฟนที่ชื่อตาลฉัตรก็ได้ เมื่อคนขี้อายสองคนเจอกันก็เลยต่างคนต่างไปเหมือนเขากับเธอ เขารู้ว่าตาลฉัตรชอบเขาและเขาก็ชอบเธอ แต่ความขี้อายทำให้เราห่างกันไปเพราะต่างคนต่างไม่กล้าก้าวผ่านความอายเข้ามาทำความรู้จักกันให้ลึกซึ้ง  

หากว่าเธอยังว่างเขาก็อยากลองคว้าโอกาสนั้นไว้อีกสักครั้ง ไม่ง่ายเลยที่คนเราจะวนกลับมาพบกับปั๊บปี้เลิฟของเราในวัยที่พร้อมแล้วอย่างนี้ เขาพร้อมในทุกๆ ด้านขาดก็แต่ผู้หญิงที่จะทำให้หัวใจของเขาตอบรับอย่างจริงจัง หากเป็นตาลฉัตรคนที่เขาเคยรักเคยชอบเขาเชื่อว่าเธอจะเป็นดวงใจของเขาได้แน่นอน

“ตาลทำงานอะไรอยู่ครับตอนนี้ยังไม่ตอบพี่เลย”

“ตาลเป็นหมอค่ะพี่เจษเป็นหมอผ่าตัดอยู่ที่โรงพยาบาลเบญจรัศม์”

“โอ๋ยยย พี่ต้องระวังตัวเสียหน่อยแล้วตอนแรกกะว่าจะไปเซอร์ไพรส์น้องตาลที่ทำงานเสียหน่อยเป็นอันว่าเลิกคิด” เจษฎาวัฒน์หัวเราะขำตัวเองนิดหน่อยที่กะไปหาเธอถึงที่ทำงานจริงๆ เป็นหมอผ่าตัดแบบนี้ไม่เอาดีกว่าไม่อยากนอนหมดสภาพให้คนหามเข้าไปหาเธอถึงที่ทำงาน

“ค่ะพี่เจษไม่ต้องมาเลยนะตาลก็ไม่อยากลงมือผ่าพี่เองหรอกค่ะ”

สองคนหัวเราะให้แก่กันจนลืมไปว่าทั้งโต๊ะยังมีสาวจันทิมานั่งฟังพวกเรารำลึกความหลังกันอยู่ ฟังไปฟังมาเธอก็จับความได้ว่ารุ่นพี่คนนี้ชื่อเจษฎาวัฒน์ อดีตเคยเป็นนักกีฬาบาสเก็ตบอลของโรงเรียนที่เด่นดังมากๆ ในขณะที่หมอตาลฉัตรเธอก็เป็นนักวิ่งของโรงเรียนจึงค่อนข้างสนิทสนมกันเพราะต้องเก็บตัวฝึกซ้อมที่โรงเรียนด้วยกันบ่อยๆ นั่นเอง

ที่สำคัญเธอเห็นชัดตา เธอรู้สึกได้ว่าพวกเขาเป็นมากกว่าสายสัมพันธ์รุ่นพี่รุ่นน้องคล้ายกับว่าแฟนเก่าบังเอิญกลับมาเจอกันอีกครั้งมากกว่า ปัญหาล่ะงานนี้! จันทิมารู้มาจากพี่วิทย์แล้วว่าพี่พราหมณ์แฟนของพี่หมอตาลฉัตรนั้นขี้หึงติดอันดับต้นๆ ของประเทศไทยเลยทีเดียว พี่วิทย์ยังเคยเตือนเธอเอาไว้ว่าระวังให้ดีๆ อย่าให้พี่พราหมณ์รู้สึกหึงได้ไม่เช่นนั้น... พังทุกเรื่อง! เธอสู้อุตส่าห์ผูกมิตรกับหมอตาลฉัตรจนความสัมพันธ์เริ่มไปได้สวยคบหากันอย่างพี่อย่างน้องหากมีรุ่นพี่ตัวดำคนนี้แทรกเข้ามางานของเธอคงพังไม่เป็นท่าแน่

“ตายจริง... ตาลเสียมารยาทมากๆ เลยนะนี่ พี่เจษคะนี่จันทิมาหรือเรียกง่ายๆ ว่าทีม่าค่ะน้องสาวของตาลเอง”

“น้องสาว?”

เจษฎาวัฒน์ยกคิ้วขึ้นมองจันทิมาที่หลบสายตาเขาวูบไม่ยอมสบตาด้วย เธอไม่ได้เอียงอาย เขารู้... อาการแบบนี้มันเหมือนไม่อยากรู้จักหรือสานต่อความสัมพันธ์กับเขามากกว่า ท่าทางของเธอแปลกมากทีเดียวแต่กลับน่าสนใจอย่างยิ่ง ผู้หญิงให้ความสนใจและอยากรู้จักผู้บริหารอันดับหนึ่งอย่างเขาทุกราย แล้วทำไมเธอถึงไม่...  

“ตาลมีน้องตั้งแต่เมื่อไหร่ พี่จำได้ว่าตาลเป็นลูกคนเดียวไม่ใช่หรือ”

เจษฎาวัฒน์หันกลับมามองหมอตาลฉัตรอีกครั้งหนึ่งอย่างรอคอยคำตอบ อย่าบอกนะว่าน้องของหมอตาลฉัตรก็งอกขึ้นมาได้เองเหมือนๆ กับหนึ่งธิดาน้องสาวของเขา เขาเป็นลูกชายคนเดียวมาตลอดชีวิตแล้ววันดีคืนดีพ่อก็บอกว่ามีน้องสาวอีกคนอยู่นอกบ้าน ลูกที่เกิดจากผู้หญิงที่ไม่ใช่แม่ของเขาเป็นน้องที่เกิดมาโดยไม่ได้ตั้งใจ

“ไม่ใช่น้องสาวตาลแท้ๆ หรอกค่ะแต่ตาลรักทีม่าเหมือนน้องสาวตาลน่ะค่ะ ทีม่าคะนี่พี่เจษเป็นรุ่นพี่ของพี่ตาลเอง”

จันทิมายกมือขึ้นพนมไหว้ได้งดงามมากในสายตาของเจษฎาวัฒน์ เมื่อพิจดูดีๆ เขาพบว่าเธอคนนี้สวยงดงามและมีเสน่ห์อย่างเหลือร้าย ใบหน้านั้นคมเฉี่ยวออกเปรี้ยวนิดๆ ขัดกับดวงตาแฝงรอยเศร้าที่หวานหยดย้อยแต่พอรวมๆ กันแล้วสรุปได้คำเดียวว่าเธอสวยจนต้องแลตะลึง กิริยาของเธอก็แสนจะงดงาม สวยน่ะใครก็เป็นกันได้ในยามที่มีดหมอเฟื่องฟูแต่งดงามนี่สิหาไม่ได้ง่ายๆ ในสังคมยุคปัจจุบัน เสียอย่างเดียวเธอไม่ใส่ใจอยากจะสมาคมกับคนภายนอกอย่างเขาเท่าไหร่นัก

“สวัสดีครับทีม่า ถึงว่าสิสวยขนาดนี้จะใช่น้องสาวน้องตาลได้อย่างไร”

ขนาดเขาชมหยอดตรงๆ เธอก็แค่เงยหน้าขึ้นสบสายตาตอบกลับมาอย่างธรรมดาไม่มีแววเก้อเขินเอียงอายให้เห็นกลับหันเหไปยิ้มให้พี่หมอตาลฉัตรของเธอโน่น

“นั่นแน่... จะจีบน้องของตาลหรือคะพี่เจษ บอกเสียก่อนนะไม่จริงจังอย่าเข้ามาเชียวตาลหวงนะคะ”

หมอตาลฉัตรอมยิ้มนัยน์ตาเป็นประกายขึ้นมาทันทีกับโปรเจคจับคู่โปรเจคใหม่ของเธอ พี่เจษกับน้องทีม่า งานนี้หมอตาลฉัตรมีอะไรทำสนุกๆ คลายเบื่ออีกแล้ว เธอเห็นใครเหมาะสมกันเป็นได้หาทางจับคู่ให้พวกเขาทันที

“พี่ตาลน่ะ... พูดอะไรก็ไม่รู้อายเค้าค่ะ”

จันทิมาทักท้วงหมอตาลฉัตรเบาๆ แววยุ่งยากใจพาดผ่านกับคำพูดคล้ายเปิดทางของหมอตาลฉัตรประหนึ่งอยากให้เธอได้เป็นแฟนของรุ่นพี่เจษฎาวัฒน์ กิริยานั้นของเธอสะดุดในความรู้สึกของเจษฎาวัฒน์ทันที เพราะสถานะของเขามีแต่ผู้หญิงตามรุกไล่ยังไม่เคยพบเจอใครที่อยากถอยหนีมาก่อน ปัญหาคือปั๊บปี้เลิฟนั้นเขาก็อยากสานสัมพันธ์ต่อ จันทิมาเขาก็อยากปราบพยศ เขา... เลือกได้แค่ทางเดียวเท่านั้น

“พี่ตาลคะพรุ่งนี้สายๆ ทีม่าต้องไปโรงพยาบาลแถววิภาวดีอีกค่ะ ทีม่าว่าทีม่าขอตัวก่อนดีกว่านะคะ ต้องขอโทษด้วยนะคะคุณเจษดิฉันคงต้องขอตัวไปก่อนค่ะ”

เจษฎาวัฒน์ยังไม่ทันตัดสินใจเลือกว่าควรตามจีบสาวคนไหน จันทิมาเธอก็เตรียมสลัดปีกหนี ปิดประตูบ้านไล่แขกดังปังใส่หน้าเขา โอ... นี่เขาไร้เสน่ห์ปานนั้นเชียวหรือ?

“ทีม่าจะกลับยังไง? ก็พี่บอกแล้วว่าเดี๋ยวพี่ไปส่งให้ไงคะ” หมอตาลฉัตรท้วงขึ้นเบาๆ

“ไม่เป็นไรค่ะพี่ตาล พี่อยู่คุยกับรุ่นพี่เถอะค่ะทีม่าไปเองได้” จันทิมาส่งยิ้มหวานตอบหมอตาลฉัตรเมื่อเธอเตรียมปลีกตัวออกไป

“ไม่ได้ๆ ทีม่าอย่าดื้อสิ...” เสียงหมอตาลฉัตรเอ็ดไม่จริงจังนักเธอชะงักคำพูดไปนิดหนึ่งเมื่อเสียงโทรศัพท์เรียกเข้าดังขัดจังหวะขึ้น

“ค่ะพี่พราหมณ์ อุ่ย... ตาลอยู่กับทีม๊า...” หมอตาลฉัตรขึ้นเสียงสูงลิบ “ไม่มีอะไร... รู้จักกันสิ... โอ้ย... รู้จักกันจริงๆ โอ้ย... ไม่ต้องมาเลยจะกลับกันอยู่แล้ว เอ่อ... เดี๋ยว... พี่พราหมณ์เดี๊ยวววว...” หมอตาลฉัตรหน้ายุ่งคิ้วขมวดขึ้นมาทันทีเมื่อสายโดนตัดทั้งที่เธอยังพูดไม่จบประโยคดี

ทีม่า! พี่พราหมณ์จะมาที่นี่ตอนนี้เลย ทีม่ารีบไปก่อนดีกว่านะช่วยพาพี่เจษไปด้วย เอ้ย... ไม่ใช่ๆ พี่เจษต่างหากตาลรบกวนหน่อยนะ พี่ไปส่งทีม่าให้ตาลทีนะ นะคะ แล้ววันหลังตาลจะเลี้ยงขอบคุณนะคะพี่เจษ” หมอตาลฉัตรรีบหันไปอ้อนขอให้รุ่นพี่ช่วยส่งจันทิมาให้เธอที

“ได้ครับ”

เจษฎาวัฒน์นึกขำกับท่าทางออดอ้อนของหมอตาลฉัตร เธอเปลี่ยนแปลงไปได้ขนาดนี้เชียวหรือ? เขายอมตอบรับคำขอของเธอแต่ก็ไม่ได้หวังการเลี้ยงตอบแทน เขาแค่รู้สึกอยากแกล้งจันทิมาที่นั่งทำหน้าผะอืดผะอมอยู่ข้างๆ มากกว่า เธอทำหน้าเหมือนปลาสำลักน้ำเมื่อได้ฟังคำขอของหมอตาลฉัตร

“พี่ตาลน่ะ” จันทิมาตัดพ้อ หมอตาลฉัตรรีบชะโงกหน้าเข้าไปกระซิบเสียงเบาไม่อยากให้เจษฏาวัฒน์ได้ยิน

“ทีม่า... ลูกน้องพี่พราหมณ์รายงานไปว่ามีหนุ่มมาเกาะแกะพี่ พี่พราหมณ์โมโหใหญ่กำลังพุ่งมาเลย ทีม่ารีบพาพี่เจษชิ่งหนีไปก่อนดีกว่านะ รีบไปเลยรีบไป...” จันทิมาพยักหน้าหงึกหงักรีบชักชวนเจษฏาวัฒน์ออกไปทันที เธอรู้ว่ามันต้องมีปัญหาหากพี่พราหมณ์ตามมาจนได้เห็นสายตาที่รุ่นพี่คนนี้มองพี่หมอตาลฉัตรหวานเชื่อม

เจษฏาวัฒน์เดินตามจันทิมาออกมาอย่างนึกสงสัยเขาคิดว่ามันจะต้องมีอะไรบางอย่างที่เขาไม่รู้และดูเหมือนมันจะเชื่อมต่อโยงเข้ากับคนชื่อพราหมณ์ที่โทรเข้ามาเมื่อครู่ ถ้าให้เดานายพราหมณ์คนนั้นคงเกี่ยวพันกับสาวคนใดคนหนึ่งในสองคนนี้แน่ แต่ถ้าเกี่ยวกับน้องหมอตาลฉัตรทำไมจันทิมาต้องแสดงท่าทางหวาดหวั่นรีบลากเขาออกมาแบบนี้ด้วย หรือว่านายคนนั้นเป็นใครอีกคนที่ตามจีบตามตื้อจันทิมาเธอเลยต้องรีบหนีโดยมีหมอตาลฉัตรคอยอยู่รับหน้าแทน

“คุณเจษคะทีม่าขอกลับเองดีกว่านะคะไม่อยากรบกวนค่ะ”

จันทิมาไม่ละความพยายามที่จะขอกลับเองเมื่อเธอเดินเคียงข้างเจษฎาวัฒน์ออกมาห่างจากร้านอาหารจนแน่ใจแล้วว่าหมอตาลฉัตรจะไม่เห็นหากเธอจะขอแยกทางกับเจษฎาวัฒน์

“คงไม่ได้หรอกครับผมรับปากน้องตาลมาแล้วขืนปล่อยให้ทีม่ากลับเองผมก็เสียคำพูดแย่เลยสิครับ”

เจษฎาวัฒน์รู้ทันความคิดของจันทิมาว่าเธอคิดจะชิ่งหนีไม่อยากให้เขาไปส่งจนถึงที่พัก ยิ่งหนีเขาก็ยิ่งอยากไล่กวดมันเป็นธรรมชาติของผู้ชายทุกคน บางทีหากเธอทำเป็นนิ่งเฉยยังจะได้ผลมากกว่าที่เธอทำท่าทำทางอยากจะวิ่งหนีเป็นไหนๆ

“คุณกลัวผมเหรอ?”

คำว่า กลัวเป็นคำต้องห้ามสำหรับผู้หญิงอวดเก่งทุกคน จันทิมาเองก็เช่นกันเธอไม่ชอบคำคำนี้จึงหันกลับมามองเจษฎาวัฒน์ด้วยประกายตาเข้มข้นแสดงออกชัดเจนว่าเธอไม่พอใจคำพูดของเขา เธอเห็นสายตายั่วเย้าที่เขาจงใจลอยหน้าลอยตาย้ำชัดว่าเธอเป็นพวกขี้ขลาดตาขาว 

“แค่ไม่อยากรบกวนคุณเท่านั้น! แต่ถ้าคุณว่างนักก็ตามใจ”

พูดเสร็จเธอก็สะบัดหน้าพรืดจนคนมองต้องอมยิ้มที่สามารถยั่วอารมณ์เธอได้ ผู้หญิงก็มักเป็นเช่นนี้ยามเธอโกรธมักทำอะไรโดยไม่ยั้งคิด ทั้งที่ปฏิเสธไม่อยากให้เขาไปส่งกลับตอบตกลงเพียงเพราะคำว่ากลัว ไม่กล้าหรือขี้ขลาด

“งั้นเชิญทางนี้ครับรถผมจอดอยู่นี่”

เจษฎาวัฒน์แอบอมยิ้มปรายตามองใบหน้าสวยที่เริ่มขมวดคิ้วนิ่วหน้าเดินตามเขามาอย่างเสียมิได้ เออหนอ... มีสาวๆ ตั้งมากมายอยากขึ้นนั่งควงคู่อยู่หน้ารถกับผู้ชายอย่างเขา แต่สาวน้อยข้างกายคนนี้กลับทำท่าจะกลั้นใจตายแทน เธอเข้าใจอะไรผิดไปหรือเปล่า เขานะ... มหาเศรษฐีติดอันดับต้นๆ ของเมืองไทยไม่ใช่ยาจกที่จะพาเธอไปทำมิดีมิร้าย

เธอทำหน้าขยาดนิดหนึ่งเมื่อเดินตามเขามาจนเห็นรถรุ่นใหม่ราคาหลายสิบล้านบาท มันหรูระยับออกขนาดนี้เธอยังทำหน้าเหมือนจะร้องไห้อีกน่ะหรือ ตายละหว่าแม่สาวคนนี้รสนิยมท่าจะประหลาดไม่น้อย

“เชิญครับ”

นั่น... เธอยังจะลังเลจนเขาต้องยกคิ้วมองเป็นเชิงถามเมื่อเธอไม่ยอมก้าวขึ้นนั่งปล่อยให้เขาเปิดประตูค้างรออยู่ได้ตั้งนาน สุดท้ายเธอก็ถอนหายใจยอมก้าวขึ้นไปนั่งจนได้ เจษฎาวัฒน์อมยิ้มอีกครั้งเมื่อเห็นสีหน้าลำบากใจของจันทิมายามเธอหันไปมองปุ่มกดล็อคตรงประตูรถของเขา

ไม่ได้ตาฝาดแต่เขาเห็นเม็ดเหงื่อเล็กๆ ผุดพรายตามไรผมของเธอจริงๆ

เธอกลัวอะไร? กลัวเขาจะล็อครถแล้วทำมิดีมิร้ายกับเธออย่างนั้นหรือ ยิ่งเห็นเธอจ้องมองปุ่มล็อครถเขาก็ยิ่งขำ เออเนาะ... รถหรูมันก็แบบนี้แหละไม่เหมือนแท็กซี่หรอกที่จะปลดล็อคประตูแล้วก้าวลงไปได้หน้าตาเฉย ปุ่มล็อคของรถเขาพอกดล็อคมันก็เรียบสนิทกับพื้นผิวไม่มีทางปลดล็อคเปิดลงไปเดินเองได้ถ้าเขาไม่กดปลดล็อคให้ มิน่า... เธอถึงกลัวจนเหงื่อซึมได้ขนาดนั้น กลัวที่จะขึ้นนั่งรถคันหรูของเขาเพราะเหตุนี้เองน่ะหรือสาวน้อยจันทิมา

“ที่พักอยู่แถวไหนครับทีม่า”

เจษฎาวัฒน์ตั้งใจชวนคุยให้ดูเป็นกันเองมากขึ้น พยายามใส่ท่าทางและน้ำเสียงให้เธอไว้วางใจเขาออกรถและทิปให้กับ รปภ. ด้วยธนบัตรสีม่วงจน รปภ. โค้งให้ยิ้มแก้มแทบแตกไม่บอกก็รู้ว่ามาคราวหน้าเขาจะได้ที่จอดรถพิเศษที่ดีแค่ไหน น้ำใจตอบแทนกันได้เสมอ เจษฎาวัฒน์หันมาส่งยิ้มให้จันทิมาน้อยๆ ไม่อยากแกล้งต่อจนเธอจิตตกมากไปกว่านี้ดูๆ ไปเธอก็ออกจะน่ารักน่าเอ็นดู เขาก็ไม่ใช่คนใจร้ายนี่นะจะมัวแต่แกล้งเธอให้ตกใจกลัวอยู่ได้อย่างไรกัน ขืนทำ... วันหน้าเธอคงไม่กล้าขึ้นนั่งรถเคียงข้างเขาอีกเป็นแน่

วันหน้าอย่างนั้นหรือ?

เขาอดขำความคิดของตนเองเสียมิได้นี่เขากำลังวางแผนการถึงวันข้างหน้าเรื่องผู้หญิงน่ะหรือ ไหนว่าเข็ดขยาดผู้หญิงเสียแล้วเพียงแค่พบจันทิมาที่ไม่ปรารถนาจะเข้าใกล้เขาเขากลับลืมเรื่องเจ็บปวดหัวใจเพราะสาวคนรักเสียได้

MBK ค่ะแถวรัชดาภิเษกติด...” จันทิมาทำหน้าที่อธิบายตำแหน่งที่พัก

“เส้นทางซับซ้อนไม่น้อยนะครับ ทำไมทีม่าไม่เลือกที่พักติดถนนใหญ่ล่ะครับจะได้เดินทางสะดวกหน่อย” เจษฎาวัฒน์ขมวดคิ้วเมื่อระบุเป้าหมายลงเครื่องนำทางในรถแล้วเห็นเส้นทางที่ตัวเองต้องไปซับซ้อนวกวน

“ก็เหมาะสมกับราคาค่าเช่าต่อเดือนค่ะ ที่พักติดถนนใหญ่ราคาก็แพงขึ้นทีม่าเลือกที่นี่เพราะทีม่ามีรถอยู่แล้วเพียงแต่ตอนนี้รถทีม่าเข้าอู่น่ะค่ะ” จันทิมาเริ่มเป็นมิตรขึ้นทำให้เจษฎาวัฒน์ค่อนข้างพอใจกับปฏิกิริยาโต้ตอบในทางที่ดีของเธอ

“สภาพแวดล้อมเป็นไงครับ”

“ก็ดีค่ะ ทีม่าพอใจนะคะถึงห้องจะไม่ใหญ่แต่ก็มีระบบรักษาความปลอดภัยดีมีที่จอดรถให้ก็โอเคแล้วค่ะ”

จันทิมาหันมายิ้มให้นิดนึงอย่างเผลอลืมตัวเมื่อเขาเป็นมิตรและแสดงทีท่าว่าไม่ได้สนใจเธอมากไปกว่าน้องของเพื่อน เธอไม่รู้เลยว่ารอยยิ้มที่ส่งให้ไปจะทำให้ใครบางคนถึงกับอึ้งเกิดอาการโลภมากและอยากได้รอยยิ้มนั้นอีกหลายๆ ครั้ง

“ก็... ดีครับ ทีม่ารู้จักกับน้องตาลนานหรือยังครับ” เจษฎาวัฒน์งัดมุขธรรมดาๆ ขึ้นมาใช้ในนาทีที่สมองของเขาคิดอะไรไม่ออกเพราะรอยยิ้มของเธอ

“ไม่นานค่ะ พี่ตาลเพิ่งมาทำหน้าที่ด้านจัดหาเวชภัณฑ์ยาส่วนทีม่าเป็นตัวแทนยาเราเลยเจอกันบ่อยๆ พี่ตาลใจดีช่วยสั่งยาเพิ่มยอดขายให้ทีม่าค่ะ”

คราวนี้จันทิมาเปิดยิ้มเสียกว้างเมื่อเอ่ยถึงหมอตาลฉัตร แม้รอยยิ้มของเธอจะไม่ได้ส่งให้กับเจษฏาวัฒน์แต่เจษฎาวัฒน์ทึกทักรอยยิ้มนั้นเป็นของเขาไปเรียบร้อยแล้ว

“ครับ น้องตาลเป็นพวกใจดีเธอน่ารักเสมอ จำได้ว่าตอนมอสามน้องตาลบอกว่าโตขึ้นจะไปประกวดเป็นนางงามเพราะนางงามต้องใจดีแต่พี่แอบคิดว่าจะเป็นได้เร้อ... มีนางงามที่ไหนหุ่นอย่างกับกุ้งแห้งบ้างเล่า”

เจษฎาวัฒน์ทำหน้าทะเล้นใส่จันทิมานิดๆ เป็นเชิงล้อเลียนหมอตาลฉัตรให้เธอได้หัวเราะตอบกลับมา เห็นรอยยิ้มของเธอแล้วเจษฎาวัฒน์ก็บอกกับตัวเองได้ทันทีเลยว่าในหัวใจของเขาเหลือเพียงตัวเลือกเดียวแล้ว คือเธอ... จันทิมา

“พี่ตาลไม่ได้กุ้งแห้งเสียหน่อย” จันทิมาโต้กลับแทนหมอตาลฉัตรยิ้มๆ

“พี่ก็ไม่รู้นี่ว่าโตขึ้นน้องตาลจะไม่กุ้งแห้งน่ะ”

เจษฎาวัฒน์เลี่ยงที่จะใช้คำว่าอวบกับหมอตาลฉัตรมันคงดูไม่ดีนัก หากจะซื้อใจจันทิมาต้องไม่ทำอะไรให้เธอเคืองขุ่นใจได้ไม่งั้น เฮอะ... เขาไม่อยู่ในสายตาของเธอตั้งแต่แรกอยู่แล้วมีหวังเขาได้หายหัวไปจากโลกใบน้อยของเธอแน่นอนหากเผลอไปพูดอะไรให้เธอไม่พอใจเข้า

“ทีม่าจะฟ้องพี่ตาลแหละ” จันทิมาหัวเราะคิกคักอย่างอารมณ์ดีมากในตอนนี้

“อ้าว... อย่านะครับ เดี๋ยวพี่โดนผ่ายับนะครับ” เจษฎาวัฒน์แกล้งทำเป็นกลัวเสียหนักหนาทำให้จันทิมายิ่งชอบใจใหญ่ลืมนึกไปเสียถนัดใจว่าเมื่อครู่ยังไม่อยากเข้าใกล้เขาอยู่เลย

“ไม่บอกก็ได้แต่ถ้าวันหน้าคุณเจษแกล้งทีม่าอีก ทีม่าจะฟ้องพี่หมอตาลให้หมดเลยว่าพี่เจษเคยพูดอะไรเอาไว้”

“โอ๊ยตาย... แย่แล้วสิเรา” แล้วสองเสียงก็ร่วมด้วยช่วยกันหัวเราะอย่างสบายใจ

“ทีม่าครับเรียกพี่ว่าพี่เจษได้มั้ย”

“จะสมัครเป็นพี่ชายทีม่าเหรอคะ? ”

จันทิมาเอียงคอถามเสียน่ารัก เธอไม่ติดใจนักหรอกหากจะมีพี่ชายเพิ่มขึ้นอีกสักคน แต่คนที่ติดใจน่ะนั่งทำหน้าปั้นยากอยู่ข้างๆ เธอต่างหากก็เขาไม่ได้อยากเป็นพี่ชายแต่จะบอกว่าขอเป็นแฟนตั้งแต่แรกเจอก็คงไม่ได้ พี่ชายก็พี่ชายค่อยๆ เปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่นทีหลังก็ยังได้ ได้แต่บอกตัวเองว่าอย่าใจร้อน

“ปิดรับสมัครหมดเขตหมดโปรไปหรือยังครับทีม่า” เจษฎาวัฒน์ทำท่าล้อเลียนเธออีกครั้ง

“เป็นพี่ชายทีม่าน่ะเหนื่อยนะคะ”

“พี่รับได้... ถ้าวันไหนไม่ไหวค่อยเปลี่ยนโปรแล้วกันนะ” แน่นอนว่าเขาต้องขอเปลี่ยนโปรโมชั่นใครจะอยากเป็นพี่ชายของเธอไปจนตาย เขาต้องขอย้ายไปอยู่โหมดแฟนแน่นอนอยู่แล้ว

“ค่าเปลี่ยนโปรแพงนะเอ้อ ไม่สามสิบบาททุกโปรหรอกนะคะ”

“โอ้ย... สู้ไหวค่ะ” แพงแค่ไหนเขาก็จะสู้ คนถูกใจไม่ใช่จะพบเจอกันง่ายๆ ยิ่งเป็นคนถูกใจที่ไม่แคร์เขาเลยแบบนี้ยิ่งต้องคว้าและยื้อเอาไว้ให้ได้

“งั้นก็โอเคค่ะแต่อย่าแกล้งทีม่านะทีม่าฟ้องพี่ตาลจริงๆ นะ”

“โอ๊ะ... มีขู่ด้วยแฮะ บอกแล้วไงครับไม่แกล้งหรอกนะ (ถ้าไม่จำเป็น)”

เจษฎาวัฒน์แอบใส่ข้อความวงเล็บปิดท้ายไว้นิดหน่อยโดยไม่ให้เธอได้รับรู้ก่อนจะยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กับตัวเองอย่างแสนสบายใจ วันนี้มีอะไรดีๆ เยอะเลย

 

ทุกเย็นเมื่อมีการเปลี่ยนกะของการ์ดจากทุกพื้นที่ หัวหน้าการ์ดที่รับผิดชอบงานจะต้องเชื่อมต่อออนไลน์เข้ามาส่วนกลางเพื่อรายงานสภาพการในแต่ละวันอย่างละเอียดยิบ มีเพียงการ์ดบางคนเท่านั้นที่รับคำสั่งพิเศษจะรายงานตรงถึงวิทย์ ในจำนวนนั้นรวมไว้ด้วยการ์ดที่คอยติดตามหนึ่งธิดาและจันทิมา เมื่อวิทย์รับฟังรายงานประจำวันของหนึ่งธิดาจบ เขาก็หงุดหงิดอารมณ์เสียอย่างที่สุดจนต้องขบกรามแน่น

วันนี้หนึ่งธิดาเธอมีนัดตรวจสุขภาพฟันทุกอย่างมันควรจะเป็นปกติถ้าเพียงแต่ในรายงานนั้นจะไม่ระบุชัดว่ามีทันตแพทย์หนุ่มที่เพิ่งเข้าประจำการให้ความสนใจหนึ่งธิดาอย่างเปิดเผย ยิ่งรายงานช่วงหลังระบุว่าหนึ่งธิดายิ้มรับและพูดคุยด้วยอย่างเป็นกันเองยิ่งทำให้อารมณ์ของวิทย์เดือดลุกเป็นไฟ หมายมั่นปั้นมือว่าคืนนี้ตอนเข้าฝันเธอคงมีเรื่องให้สะสางกันยาวแน่นอน

“ว่าไงนนท์!

เสียงตวาดถามเข้มจัดของลูกพี่วิทย์ทำเอานนท์สะดุ้งเมื่อถึงคิวเขารายงานความเคลื่อนไหวของเจษฎาวัฒน์บ้าง เขาพลาดไปแล้วที่ไม่ชิงรายงานสถานการณ์ของตนเองให้ลูกพี่วิทย์ทราบก่อนการ์ดของหนึ่งธิดา ตอนนี้พี่วิทย์อารมณ์เสียแล้วเขาต้องแย่แน่ๆ

“ค... ครับพี่”

“ครับ เคริ๊บอะไร! มีอะไรก็รีบๆ พูดมาให้ไวเลย”

นนท์ถอยห่างไปอีกสองก้าวอย่างระวังภัยเพราะเขารู้อยู่เต็มหัวใจว่าหากเขารายงานทุกอย่างที่เกิดขึ้นในวันนี้ออกไป อารมณ์ของลูกพี่ใหญ่คงได้เดือดพล่านยิ่งกว่าเดิมอีกหลายสิบเท่า มันน่าขันนะในวันสบายๆ ก็สบายเสียเหลือเกินพอวันแดงเดือดก็เดือดพร้อมกันทีเดียวหลายจุด

“คือ... วันนี้นายเจษฎาวัฒน์มีนัดที่บริษัทคู่ค้า ทุกอย่างก็ปกติมีการเจรจาเรื่องเม็ดเงินลงทุนแต่ก็ไม่ได้ทำสัญญาอะไรยังคงเป็นการพูดตกลงกันในเรื่องของหลักการและความเป็นไปได้ในการร่วมลงทุน พอใกล้เที่ยงเขาก็ออกจากบริษัทคู่ค้าและทานอาหารกลางวันที่ร้านอาหารชื่อดังแล้ว... แล้ว... คือ...”

อาการอึกอักของนนท์พร้อมทั้งเหลือบสายตาขึ้นมองหน้าเขาอย่างชั่งใจทำให้วิทย์นึกสงสัย วันนี้เขาส่งนนท์ให้คอยตามเจษฎาวัฒน์ไปทุกที่เพราะรู้อยู่แล้วว่าเจษฎาวัฒน์มีนัดกับคู่ค้าเพื่อเจรจาเรื่องธุรกิจการร่วมทุน นนท์จึงเหมาะกับงานนี้ที่สุดเพราะนอกจากจะส่งนนท์ไปเป็นการ์ดคอยตามคุ้มครองให้เจษฎาวัฒน์แล้วยังมีผลพลอยได้อีกประการที่เขาไม่ได้บอกนนท์เอาไว้ นั่นคือเขาอยากให้นนท์ได้เรียนรู้วิธีการและหลักการบริหารจากต้นแบบที่ดีอย่างนายเจษฎาวัฒน์

แม้จะไม่ชอบใจเจษฎาวัฒน์แต่วิทย์ก็ต้องยอมรับว่าเจษฎาวัฒน์นั้นมีรูปแบบของการบริหารและปกครองคนที่เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร นนท์ควรเรียนรู้และเก็บเกี่ยวประสบการณ์เพื่อเอามาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ยามนนท์เข้ามานั่งบริหาร วี.พี. ซีเคียวริตี้ การ์ดในวันข้างหน้า เขาจึงจงใจส่งนนท์ไปติดตามเจษฎาวัฒน์โดยตรง แต่หลังจากนั้นมันเกิดอะไรขึ้นทำไมนนท์ถึงได้อึกอักและไม่สะดวกใจที่จะรายงานเขาสักเท่าไหร่นัก

“คืออะไร?” ดวงตาดุเข้มคมผสมอารมณ์โกรธของวิทย์ในตอนนี้ไม่มีใครอยากจะเข้าใกล้เขานักรวมถึงนนท์ด้วย

“คือที่ร้านอาหาร... มันเป็นความบังเอิญเมื่อเขาไปทานอาหารที่เดียวกับรุ่นน้องสมัยเรียนมัธยมและดูเหมือนพวกเขาจะมีความสัมพันธ์ทางใจที่ไม่ธรรมดาคล้ายเป็นแฟนเก่าเป็นรักครั้งแรกวนกลับมาเจอกัน”

“ใคร... สำคัญใช่มั้ย?”

วิทย์ซักถามค่อนข้างให้ความสนใจ เจษฎาวัฒน์ผู้เพียบพร้อมเริ่มมีจุดอ่อนให้เขาเล่นงานได้แล้วกระมัง หากรุ่นน้องผู้หญิงคนนั้นสำคัญพอเขาจะใช้เธอมาเป็นหมากเพื่อเล่นงานเจษฎาวัฒน์ให้ปางตาย  

“ครับ ผมว่าเจษฎาวัฒน์ให้ความสำคัญกับเธอค่อนข้างมาก แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือรุ่นน้องที่ว่า นั่น... เอ่อ...”

“ใคร!

“คุณหมอตาลฉัตร มิ่งสุวรรณ แฟนพันตำรวจโทพราหมณ์ครับผม”

วิทย์นิ่งขึงไปทันที หมอตาลฉัตรแฟนพี่พราหมณ์อย่างนั้นหรือ? นั่นมันสลักระเบิดดีๆ นี่เองขืนไปแตะเธอเข้าไม่ว่าเขาหรือใครก็กระจุยได้ทั้งนั้น คนอย่างพี่พราหมณ์ให้ได้ทุกอย่างกับเพื่อน ยกเว้นอย่างเดียว... หมอตาลฉัตร อย่าสะเออะเข้าไปยุ่งกับเธอเชียวหากยังอยากตายดีครบสามสิบสองประการ เป็นอันว่าเขาหมดสิทธิ์สอยเธอมาใช้เป็นหมากในกระดานนี้

“หากเราส่งข่าวเรื่องนี้ให้พี่พราหมณ์รู้แกว่าจะจะเป็นอย่างไรนนท์?”

“เอ่อ... คือ... คงจะไม่ดีหรอกครับพี่วิทย์”

“แกอยู่ข้างใครกันแน่ห๊ะ... ไอ้นนท์”

อารมณ์ของลูกพี่วิทย์ที่เริ่มดีขึ้นมานิดหน่อยกลับไปอยู่ในโหมดบูดสนิทเหมือนเดิมทำให้นนท์รู้สึกผวาขนคอตั้งอยากถอยหลังอีกสักก้าวสองก้าว ฉายา มือไวใจพิฆาต ของพี่วิทย์ไม่ใช่จะได้มาเปล่าๆ ปลี้ๆ แต่มันได้มาเพราะว่าไวจริงหนักจริงและล้มช้างได้จริงๆ

“อย่าเพิ่งปรี๊ดพี่เก็บแรงไว้ก่อนเรื่องมันยังไม่จบแค่นั้น”

“ก็ให้ไวเลยไอ้นนท์!

“เอ่อ... คือ... พอดีด้วยเหตุบังเอิญอีกเหมือนกันตอนนั้นคุณหมอตาลฉัตรเธอนัดทานข้าวกับ... เอ่อ... กับ”

“ไอ้นนท์! จะเอ่อ... อีกนานมั้ยห๊ะ!

วิทย์ตบโต๊ะปังจนนนท์สะดุ้งถอยหลังกรูดแอบถอนหายใจเฮือกเมื่อลูกพี่แค่ตบโต๊ะเฉยๆ ไม่ได้กรากเข้ามาตบเอาหัวเขาเข้าไปด้วยนับว่ายังปราณีเขาอยู่มากในเวลาที่ลูกพี่อารมณ์เสียขนาดนี้

“ตกลงว่าหมอตาลฉัตรนัดทานข้าวอยู่กับใครห๊ะไอ้นนท์!

“เอ่อ... อุ่ย...” นนท์สะดุ้งอีกรอบพอเขาอ้าปาก เอ่อ... ลูกพี่วิทย์ก็มองจ้องเขม็ง จ้องเสียจนนนท์เสียววาบรีบพูดปากคอสั่นไม่มีอันเอ่อ... แอ่... อีกเลย

“ทีม่า-จันทิมาครับพี่วิทย์แล้วอีตาเจษฎาวัฒน์คนนั้นตอนแรกก็ทำท่าสนใจหมอตาลฉัตรดีอยู่หรอก แป๊บเดียวเองมันหันมาสีจันทิมาแทนถึงขั้นเดินตามต้อยๆ แล้วถอยรถจู๊ดตื้อไปส่งเธอถึงหน้าอพาร์ทเม้นท์ทีเดียวครับ”

นนท์หอบหายใจเมื่อพูดยาวเหยียดไม่เว้นวรรคเพื่อจับจังหวะหายใจเพราะอาจไม่ได้หายใจอีกนานถ้าพาลชักช้ามัวแต่ เอ่อ... อ่า... ให้ลูกพี่วิทย์ขัดใจอีกรอบ

“ว่าไงนะ! ทีม่า ห... เหรอ?”

วิทย์เผลอตัวครางออกมาเบาๆ ด้วยนึกไม่ถึงว่าเจษฎาวัฒน์จะโคจรมาพบกับจันทิมาได้ ที่สำคัญคือไอ้เจ้านั่นมันดันสนใจว่าที่แม่ของลูกเขาเสียด้วยนี่สิ เป็นเรื่องแล้ว!

“ครับพี่วิทย์”

นนท์ยังหวาดๆ ยิ่งพี่วิทย์มีท่าทีอึ้งๆ ลืมโกรธเป็นปลิดทิ้งยิ่งไม่น่าไว้ใจเพราะมันอาจจะปรี๊ดขึ้นมาตอนไหนก็ได้ เมื่อทุกคนต่างก็รู้กันทั้งเบญจรัศม์แล้วว่าพี่วิทย์หมายมั่นปั้นมือหาทางเก็บสาวจันทิมาเข้ากรงหัวใจจับเป็นตัวประกันไว้ผลิตลูกหลานแบบต่อเนื่อง

“แล้วท่าทางของทีม่าเป็นอย่างไรบ้างตอบรับไอ้เจษหรือเปล่า?”

วิทย์เริ่มหายใจไม่ทั่วท้องอาการหวงของพุ่งปรี๊ดจนใจสั่น ตอนการ์ดรายงานมีหมอหนุ่มมาจีบหนึ่งธิดาเขาโกรธจนควันลอยกรุ่น เจอข่าวจันทิมาโดนเจษฎาวัฒน์ตามจีบซ้ำความโกรธของเขามันก็หายวับกลับจะมีท่าทีอึ้งๆ ตะลึงอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน หากเทียบกันไปแล้วระหว่างวิทย์คนนี้กับมหาเศรษฐีหมื่นล้านแสนล้านอย่างเจษฎาวัฒน์ไม่มีผู้หญิงคนไหนโง่เลือกเขาหรอก เขารู้ดี

“ไม่ครับ ท่าทางของจันทิมาเหมือนอยากจะหนีหน้านายเจษฎาวัฒน์มากกว่าจะอยากเข้าใกล้นะครับพี่”

“งั้นหรือ?”

ใจหายในตอนแรกก่อนจะใจชื้นขึ้นในตอนปลายที่ได้รับรู้ว่าท่าทีของจันทิมายังคงปกติดี ไม่ได้หลงไปกับน้ำเงินของมหาเศรษฐีอย่างนายคนนั้นทำให้วิทย์ค่อยผ่อนลมหายใจออกมาได้บ้าง

“แต่ฝั่งเจษฎาวัฒน์ออกอาการชัดเจนมาก เข้าขั้นคลั่งไคล้เลยก็ว่าได้ คงไม่เคยเจอผู้หญิงคนไหนที่ไม่แคร์เขามาก่อน คงเกิดความรู้สึกอยากเอาชนะ ผมว่าจันทิมาเธอน่าเป็นห่วงแล้วนะครับพี่ จะทนลูกตื๊อลูกจีบจากมหาเศรษฐีอยู่ได้สักกี่วันกัน พี่คงต้องรีบหาทางขวางนายเจษฎาวัฒน์ก่อนที่นายคนนั้นจะคว้าหัวใจของจันทิมาไปครองนะครับ”

“......”

นนท์นิ่งมองอาการอึ้งๆ เอ๋อๆ แบบแปลกๆ และประกายความหึงหวงจากสายตาคมดุแต่กลับปั้นสีหน้าออกอาการคิดหนักคล้ายกำลังตัดสินใจเลือกทำหรือไม่ทำบางประการ เห็นแล้วรู้สึกได้ว่าในสมองของลูกพี่เขาตอนนี้คงมีแผนการนับร้อยนับพันตีกันให้วุ่นวาย

คนเจ้าแผนการสักวันจะจอดสนิทเพราะแผนการมากมายของตนเองนั่นแหละ นนท์เริ่มเห็นด้วยกับกมลทิพย์ผู้เป็นภรรยาที่เคยเอ่ยคำค่อนแคะลูกพี่วิทย์เอาไว้นานแล้ว

“พี่รู้แล้วนนท์ว่าจะเล่นงานนายเจษฎาวัฒน์ให้เจ็บปางตายแบบไหนดี” แววตาเหี้ยมๆ กับเสียงหัวเราะหึๆ ฉายประกายคมกล้าของลูกพี่วิทย์ทำเอานนท์นึกเสียวสันหลังแทนนายเจษฎาวัฒน์ยิ่งนัก

“พี่จะทำอะไรครับ”

“จะส่งเสริมให้มันได้รักกับจันทิมาปล่อยให้มันรักเธอให้มากๆ รักจนหมดหัวใจแล้วเวลาที่ต้องเสียของรักไปมันจะได้รู้ว่าเจ็บยิ่งกว่าตายนั้นเป็นเช่นไรไงล่ะนนท์”

“มัน... เสี่ยงเกินไปนะครับพี่” นนท์อ้อมแอ้มคัดค้านแอบเหลือบตามองดูท่าทีของลูกพี่วิทย์

“พี่เชื่อมั่นในตนเองนนท์”

เขารู้ว่านนท์กำลังห่วงเรื่องอะไร เจษฎาวัฒน์มีดีอยู่หลายอย่างการเปิดโอกาสให้เจษฎาวัฒน์ทำคะแนนกับจันทิมาอย่างเต็มที่มันอันตรายเกินไป มันเสี่ยงที่จันทิมาจะยอมเปิดใจและรักเจษฎาวัฒน์ในที่สุด แต่วิทย์คนนี้ก็อยากจะเสี่ยง เสี่ยง... ให้มันรู้ดำรู้แดงกันไปเลยกับเสน่ห์ของจันทิมา

เอาเลย... มาวัดกันดูสักตั้งเขาอยากให้สองคนนั่นรักกันจริงจัง ยิ่งรักเจษฎาวัฒน์จะยิ่งเจ็บเจียนตายเมื่อต้องเสียจันทิมาให้กับเขา ส่วนหนึ่งธิดาเธอก็จะเจ็บไม่น้อยหน้ากว่าพี่ชายเมื่ออยู่ๆ ได้ทราบว่าสามีของเธอเป็นฝ่ายแย่งชิงคนรักจากพี่ชายและสลัดเธอทิ้งอย่างไร้เยื่อใย ไม่ว่าอย่างไรจันทิมาต้องเป็นแม่ให้เจ้าวัตรลูกชายของเขา

กระสุนนัดเดียวได้นกหลายสิบตัวดีจริง!

“อย่าเสี่ยงดีกว่าครับพี่ เรื่องของหัวใจไม่สามารถควบคุมกันได้หรอกนะครับ”

“เออ... รู้แล้ว จัดการเรื่องทางนี้ต่อให้ทีนะ เรียนท่านด้วยว่าคืนนี้พี่ไม่กลับเบญจรัศม์”

วิทย์ขยับกายเอี้ยวตัวหยิบกุญแจรถคู่ใจก่อนจะลุกขึ้นเดินหายออกไปจากห้อง ทิ้งให้นนท์ยืนเกาหัวแกรกๆ กับคำสั่งทิ้งท้าย ให้นนท์จัดการเรื่องงานต่อนั้นไม่ใช่ประเด็นอะไรเพราะนนท์จัดการได้อยู่แล้ว แต่ไอ้เรื่องต้องสงสัยว่าพี่ชายเขาจะไปหาสาวคนไหนนี่สิประเด็น...

ก็คนมันอยากรู้

จะว่ามุ่งไปหาหนึ่งธิดาก็คงไม่ใช่ในเมื่อนี่มันยังอยู่ในช่วงเย็นๆ ตะวันยังสูงโด่งจะไปเข้าฝันใครได้กัน จะว่ามุ่งไปหาจันทิมาก็ไม่น่าจะใช่ เมื่อพี่แกเล่นสั่งความให้รายงานท่านว่าคืนนี้ไม่กลับบ้าน อย่างพี่วิทย์น่ะหรือจะไปค้างกับสาวจันทิมาเป็นได้โดนตบหน้าหงายออกมาเท่านั้นเอง จันทิมาคนสวยยังไม่เปิดใจรับผู้ชายคนไหน ไม่ว่าจะเป็นใครทั้งนั้น ยิ่งจริงจังพี่วิทย์ต้องระวังพฤติกรรมที่แสดงออกต่อจันทิมา

แล้วตกลงพี่เขาไปหาใคร... หรือว่าจะไปหามันทั้งคู่?

เฮ้ย... หรือว่าจะจริง!

งั้นช่วงเย็นพี่วิทย์ก็ต้องไปหาสาวจันทิมาก่อนดึกๆ ค่อยไปเข้าฝันหนึ่งธิดาต่อ... เหวยยยย พี่ชายเขาเจ้าประคุณรุนช่องเอ๊ย... ไม่อยากคิดเลยหากว่าวันหน้าเกิดพี่แกจะชวดหมดอดได้ขึ้นมาทีเดียวทั้งสองคนจะมีสภาพเช่นไร?

ความมั่นใจมันเอามาใช้อะไรไม่ได้กับเรื่องของหัวใจและความรักอยากจะบอกให้พี่ชายรู้ยิ่งนัก แต่... นาทีนี้นนท์ไม่กล้าหรอกครับ!

 

 
จบตอนที่ 4

 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น