วันอังคารที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ตอนที่ 3. ในฝันของฉันกับเธอ


 


 อิมเมจของ หนึ่งธิดา เจษฎาวัฒน์ จันทิมา และ วิทย์

 

 
 

ตอนที่ 3. ในฝันของฉันกับเธอ


 

หนึ่งสัปดาห์หลังจากนั้น วิทย์ยืนนิ่งสงบอยู่ในห้องนอนของหนึ่งธิดาอีกครั้ง เธอกำลังหลับอยู่บนเตียงนอนสี่เสามีมุ้งบางกางกั้นไว้อย่างกับเจ้าหญิงน้อยที่ต้องคอยทะนุถนอม เขาสืบเท้าเข้าหาปีนขึ้นเตียงช้าๆ คืนนี้เขาจะปลุกเธอเอง ปลุกในแบบที่เธอไม่เคยเจอ ในเมื่อเธอไม่กล้าที่จะยอมรับจุมพิตจากเขาเพราะคำสั่งของพี่ชาย เขาก็จะเป็นฝ่ายกระตุ้นและสอนให้เธอเรียนรู้ให้ได้ มนุษย์ไม่อาจฝืนธรรมชาติเธอต้องสนใจในสิ่งที่ธรรมชาติสร้างสรรค์ปั้นแต่งระหว่างชายหญิง

เขาจะกระตุ้นให้เธออยากเรียนรู้เรื่องเพศสัมพันธ์ จนกระทั่งกล้าที่จะแหวกคำสั่งของพี่ชายด้วยจิตปรารถนาและทะยานอยากของตนเองสุดท้ายเธอต้องยอมพลีกายให้กับเขา ถึงวันนั้นเมื่อเธอทำผิดพลาดและเขาทอดทิ้งเธอไปจริงๆ เธอจะเจ็บปวดยิ่งกว่าใครที่ฝ่าฝืนคำสอนสั่งของพี่ชาย

วิทย์ทอดร่างลงเคียงข้างหญิงสาว รู้สึกได้ว่าหัวใจเต้นกระหน่ำกับร่างแบบบางที่นอนหายใจเข้าออกเป็นปกติอยู่เคียงข้าง หนึ่งธิดาเป็นคนที่สวยหวานจับใจเป็นดอกไม้ที่พิสุทธิ์ไร้แมลงใดแผ้วพาน แม้จะยังไม่ชิมลิ้มรสแต่วิทย์ก็รู้ได้ว่าเธอหวานหอมจับใจ

เปลือกตาบางใสนิ่งสนิทคงจะจริงที่ว่าเธอไม่เคยฝัน หากเธอฝันดวงตามันจะกลิ้งกลอกไปมาคล้ายคนกำลังใช้ความคิด วิทย์กดจุมพิตบนเปลือกตาเธอเบาๆ เขาตั้งใจจะจูบซับไปทั้งใบหน้าของเธอก่อนจะประทับนิ่งและมอบจุมพิตที่เธอจะไม่มีวันลืมไปตลอดชีวิต แต่มันก็เป็นได้เพียงแค่คิดเมื่อเขาจุมพิตเปลือกตาเธอแล้วเธอสะดุ้งตื่นทันที  

“พ... พี่วิทย์!

“ครับพี่เอง คิดถึงพี่มั้ยน้องดา” วิทย์อมยิ้มกับสีหน้าตื่นตกใจยามเธอกระถดกายถอยหนีไปตั้งหลักเสียไกลลิบ เธอถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อเห็นชัดตาว่าใครเป็นคนเข้ามาปลุกเธอให้ตื่นนอน

“โธ่พี่วิทย์น้องดาตกใจหมดเลยค่ะ”

“ตกใจ? ทำไมต้องตกใจด้วย”

“ไม่รู้สิคะน้องดาแค่ตกใจเท่านั้นเอง น้องดาไม่คิดว่าจะฝันถึงพี่อีกมันนานมากแล้วนะคะที่น้องดาฝันถึงพี่น่ะ”

“นานที่ไหนกัน พี่อยู่ในฝันของน้องดาทุกคืนไม่ใช่หรือ?” วิทย์แสร้งอำเธอ

“ไม่ค่ะ น้องดาฝันถึงพี่วิทย์เพียงครั้งเดียว ซึ่งนั่นมันก็นานมากแล้ว”

“น่าเสียใจจังที่น้องดาไม่คิดถึงพี่อีก”

วิทย์ตีหน้าเศร้าเริ่มใช้มารยาล่อหลอกหนึ่งธิดา เขารู้ว่าหนึ่งธิดามีกระบวนการทางความคิดไม่ซับซ้อนและปากตรงกับใจรู้สึกอย่างไรเธอก็พูดออกไปอย่างนั้น เธอย่อมคิดว่าทุกคนพูดและคิดตรงไปตรงมาเช่นเดียวกับเธอ เธอไม่มีวันตามเล่ห์เหลี่ยมกลร้ายของผู้ชายอย่างเขาได้ทันแน่นอน

“อย่าเสียใจเลยค่ะพี่วิทย์ อย่างไรเสียวันนี้น้องดาก็ฝันถึงพี่อีกครั้งหนึ่งแล้วไม่ใช่เหรอคะ” เธอขยับกายเข้ามาใกล้ทั้งพยายามส่งยิ้มให้กับเขาด้วยความจริงใจ เธอไม่ระแวงเอาเลยว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอเห็นเป็นเพียงการปรุงแต่งเสแสร้งขึ้นเท่านั้น

“จะไม่ให้เสียใจได้อย่างไรพี่อุตส่าห์รอคอย แต่น้องดากลับไม่ฝันถึงพี่เลย พี่คอยจนคอยไม่ไหวต้องมาแอบปลุกให้น้องดาตื่นมาฝันเห็นพี่แบบนี้”

“โธ่... พี่วิทย์คะ คือช่วงที่ผ่านมาน้องดายุ่งๆ หลายเรื่องค่ะ น้องดาเลยไม่ได้คิดถึงพี่อีก แต่น้องดาไม่ได้ลืมพี่จริงๆ นะคะ”

วิทย์รู้สึกปวดใจหนึบเมื่อรับฟังคำปลอบของหนึ่งธิดา “ยุ่งอะไรกันนักกันหนาครับน้องดา?” วิทย์แสร้งตัดพ้ออย่างน้อยใจมากยิ่งขึ้น

“ก็... น้องดาต้องช่วยน้าอ่ำคนสวนปลูกต้นมะลิตั้งหลายสิบต้น ที่จริงน้องดาแค่ยืนมองแล้วก็ชี้จุดลงดินน่ะค่ะ”

หนึ่งธิดาหัวเราะแหะหะเมื่อเธอใช้คำว่า ช่วยปลูกแล้วเหมือนจะคิดขึ้นได้ว่าจริงๆ แล้ว เธอแค่ยืนกำกับการในตำแหน่งที่จะลงปลูกเท่านั้นแถมยังยืนอยู่ภายใต้เงาของร่มคันใหญ่ยักษ์อีกต่างหาก

“แค่ปลูกมะลิน้องดาก็ลืมพี่ได้แล้ว” วิทย์ยังคงแสร้งงอนต่อไป ในใจก็เดือดปุดๆ แค่ต้นมะลิก็ทำให้เธอลืมเขาลงได้แล้ว มันน่าเหยียบให้ตายติดดินนักต้นมะลิยังสำคัญกว่าเขาอีกหรือ?

“โธ่พี่คะอย่าคิดอย่างนั้นสิต้นมะลิมันน่ารักออกจะตายไป น้องดาอยากได้มานานแล้วนะคะ ปลูกรวมกันให้มันเป็นกอใหญ่ๆ อีกสองสามปีมันจะเป็นพุ่มที่ส่งกลิ่นหอมฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณนั้นเลยนะคะ”

คราวนี้เขารู้สึกงอนขึ้นมาแล้วจริงๆ เลยปีนลงจากเตียงเดินหนีเธอไปริมระเบียงสูดอากาศเข้าปอดลึกๆ ดับอารมณ์ขุ่นมัว พยายามควบคุมอารมณ์ของตนเองเขาต้องไม่ลืมหน้าที่ จะปล่อยให้อารมณ์แปลกประหลาดนี่ทำให้เสียแผนการที่ได้วางเอาไว้ไม่ได้ 

ช่วงที่ผ่านมาหลายวันนี้ เขาแสร้งห่างเธอไปหวังให้เธอดีใจที่ได้พบกับเขาอีกครั้ง แต่แผนการนี้มันกลับพังพินาศลงเพราะต้นมะลิเล็กๆ มันน่าหงุดหงิดเสียจริงยิ่งหงุดหงิดเขาก็ยิ่งเงียบ เงียบจนหนึ่งธิดาอึดอัดใจเมื่อต้องเดินตามมายืนเคียงข้างเขา

“พี่วิทย์คะ”

เงียบ... คือคำตอบที่ได้รับ ทำให้หนึ่งธิดาคาดเดาได้ว่าเขาคงไม่พอใจ แต่ความไม่พอใจของเขาสร้างความไม่เข้าใจให้กับเธอ สิบหกปีนับจากเธอกลายเป็นหนึ่งธิดา วิริยงค์กุล รอบกายเธอมีแต่คนคอยเอาอกเอาใจทำให้เธอได้สัมผัสกับอารมณ์และความรู้สึกของเพื่อนมนุษย์เพียงไม่กี่รูปแบบ

อารมณ์ที่เธอสัมผัสได้มากที่สุดคือความสงสารทุกคนจะมองเธอด้วยความสงสาร รองลงมาคือความสุขเธอสัมผัสอารมณ์นี้ได้จากบิดาและพี่ชาย อารมณ์ไม่พึงพอใจเช่นนี้นั้นเธอเคยสัมผัสแต่ทุกครั้งที่เธอได้สัมผัสมักจะเกิดขึ้นกับคนอื่น หลายครั้งที่บิดาแสดงออกต่อบรรดาพี่เลี้ยงของเธอหรือยามที่พี่ชายของเธอตวาดดุคนงานแต่นั่นมันก็น้อยครั้งมากที่เธอจะได้พบเห็น

แต่ในตอนนี้เป็นเธอเองที่ต้องรับสภาพกับความไม่พึงพอใจจากผู้ชายคนแรกและผู้ชายคนเดียวที่เธอสามารถฝันถึงได้ เพราะอะไร? เธอทำอะไรผิดหรือเขาจึงไม่พึงพอใจ คนเราจะแสดงอารมณ์แบบนี้ได้ก็ต่อเมื่ออีกฝ่ายหนึ่งกระทำการที่ไม่เหมาะสมออกมา หรือมิใช่? แล้วเธอทำอะไรที่ไม่เหมาะสมออกไป? เธอไม่เข้าใจเลยจริงๆ เธอไม่ได้ถูกเลี้ยงดูมาเพื่อให้เผชิญหน้ากับปัญหาเหล่านี้ คำว่าปัญหาคือสิ่งแปลกประหลาดในชีวิตของเธอเมื่อถึงเวลาที่ต้องรับมือกับ ปัญหาเธอจึงไม่สามารถทำอะไรได้เลย

“โธ่... พี่วิทย์คะหันมาคุยกับน้องดาหน่อยสิคะ”  

“พี่วิทย์คะ” เธอตัดสินใจเข้าไปใกล้เขาอีกนิด วางมือน้อยลงบนท่อนแขนแกร่งรับรู้ว่ากล้ามเนื้อภายใต้ผิวสัมผัสเกร็งตัวขึ้นเล็กน้อยแต่ยังคงเบือนหน้าหนีไม่ยอมหันกลับมาคุยด้วยอยู่ดี

“น้องดาขอโทษนะคะน้องดาไม่รู้จริงๆ ว่าพี่วิทย์ไม่ชอบอะไร น้องดาไม่รู้ด้วยว่าน้องดาทำอะไรผิด ถ้าพี่วิทย์ไม่ชอบอะไรพี่วิทย์บอกน้องดาสิคะ ถ้าทำได้น้องดาจะปรับปรุงตัวเองเสียใหม่ ต่อไปพี่วิทย์จะได้ไม่เคืองน้องดาอีกนะคะ”

“ถอนต้นมะลิทิ้งไปสิครับ” วิทย์แสร้งยื่นข้อเสนอ เขารู้สึกดีขึ้นตั้งแต่เธอเดินตามมาง้อ แต่อยากจะรู้เหมือนกันว่าเธอจะง้อเขาแบบไหนเท่านั้นเอง

“ทำไมต้องทำร้ายต้นมะลิด้วย มันผิดอะไรหรือมันไม่เกี่ยวอะไรด้วยเลยห้ามไปคิดร้ายกับมันเด็ดขาดเดี๋ยวมันจะเสียใจนะคะพี่วิทย์”

“เฮอะ! ห่วงต้นไม้แต่ไม่ห่วงจิตใจของพี่”

“โธ่... พี่วิทย์น้องดาขอโทษถ้าน้องดาทำให้พี่รู้สึกไม่ดีน่ะ”

เธอใช้สองมือเล็กๆ โอบรั้งลำแขนแข็งแกร่งของเขาเอาไว้หวังให้เขาหันกลับมาเผชิญหน้ากับเธอ หากเพียงแต่เขาฝืนกายเรี่ยวแรงน้อยนิดของเธอก็ไม่อาจรั้งเขากลับไปได้ แต่น้ำเสียงเศร้าสร้อยและความสงสารในจิตใจของเขาเองต่างหากที่ทำให้เขายอมหันกลับไปตามแรงดึงรั้งของเธอ

“น้องดาไม่ได้คิดถึงพี่เลยผ่านมาตั้งหลายวัน พี่ต่างหากที่เฝ้าคิดถึงน้องดาอยู่ฝ่ายเดียว”

วิทย์แสร้งหยอดคำหวานพร้อมเค้นแววตาส่งความหมายถึงคำว่ารักที่ตัวเองยังรู้สึกกระอักกระอ่วนใจกับบทบาทนี้ แต่ความรู้สึกก็อยู่ส่วนความรู้สึกไม่เกี่ยวข้องอะไรกับบทบาทการแสดง เขาถือเป็นนักแสดงขั้นเทพเพราะเวทีการแสดงของเขาคือฉากชีวิตจริง หากแสดงไม่สมบทบาทเขาก็ไม่อาจมีชีวิตรอดมาได้ถึงทุกวันนี้  

ยิ่งสังเกตเห็นสีผิวบนแก้มนวลใสของหนึ่งธิดาที่ซับสีเข้มมากขึ้นอย่างเอียงอาย เธอหลบตาหนีปล่อยสองมือที่เกาะกอดแขนเขาไว้แบบเขินๆ เขาก็แน่ใจว่าตนเองตีบทบาทการแสดงแตกกระจุยกระจายอีกครั้งหนึ่งแล้ว

“พี่พูดอะไรแบบนี้คะไม่เอาแล้วน้องดาไม่คุยกับพี่วิทย์แล้วละ”

เธอเลือกเดินหนีกลับเข้าห้อง หัวใจเต้นแรงขึ้นเร็วขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เธอมีอาการประหลาดที่เพิ่งจะพานพบเพียงสบตาสื่อความหมายคล้ายกับจะบอกว่าเธอสำคัญที่สุดสำหรับเขา หรืออาการแบบนี้ที่เรียกว่า รักหรือกิริยาแบบนี้ที่เรียกว่า โดนจีบพี่วิทย์เป็นผู้ชายที่มีเค้าหน้าดุหน้าตาท่าทางดูน่ากลัว แต่ยามเขาเปิดยิ้มน้อยๆ เขาก็ดูมีเสน่ห์จนทำให้ใจเธอเต้นรัวได้

ใช่ว่าเธอปรารถนาให้เขาหันมาจีบเธอ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเธอเองก็อยากมีใครสักคนที่หันมาให้ความสนใจบ้าง คนคนนั้นไม่ต้องหล่อ ไม่ต้องรวย ไม่ต้องเพียบพร้อมและดีงาม แค่มีความจริงใจและสนใจในตัวเธอจริงๆ เท่านั้นพอ ใช่ว่าปรารถนาเคียงคู่ เพราะเธอรู้และเชื่อฟังคำสั่งคำสอนของพี่ชายเสมอมา เธอรู้ว่าคนอาภัพอย่างเธอไม่มีใครอยากเคียงคู่กับเธอ

“น้องดา” วิทย์สาวเท้าตามร่างแบบบางของเธอไปติดๆ ไม่เคยคิดเลยว่าทั้งชีวิตจะมีวันนี้วันที่ต้องเดินตามก้นผู้หญิงต้อยๆ

“นี่มันเป็นฝันของน้องดา พี่วิทย์ต้องทำแต่สิ่งที่น้องดาอยากให้ทำสิ” หนึ่งธิดาทรุดกายนั่งลงก่อนจะตั้งคำถามเพื่อหาคำตอบให้กับความสงสัยของตนเอง

“น้องดาจับต้องพี่วิทย์ได้ น้องดาเจ็บจริงแถมพี่วิทย์ยังทำในสิ่งที่น้องดาไม่เคยคิดหรือไฝ่ฝันถึง นี่มันใช่ความฝันแน่หรือ? แต่ถ้าไม่ใช่ความฝันมันจะเป็นความจริงไปได้อย่างไร ในความเป็นจริงคนเราไม่สามารถหายตัวได้ อยู่ๆ พี่จะมาปรากฏตัวในห้องนอนของน้องดาได้อย่างไร พี่จะเข้ามาได้อย่างไร?”

วิทย์รู้ดีว่าความสงสัยเป็นพื้นฐานของการค้นหาคำตอบ เขายังไม่พร้อมให้เธอรับรู้ความจริง การอยู่ในโลกของความเป็นจริงมันไม่ง่าย เราเป็นอริต่อกันวันใดที่เธอรู้ว่าเขาจ้องจะล้างแค้นเธอ เธอไม่มีวันมานั่งญาติดีและส่งยิ้มให้เขาแบบนี้หรอก ถึงวันนั้นแทนที่จะรักเขาเธออาจเกลียดเขาด้วยซ้ำไป มนุษย์มีพื้นฐานของการเห็นแก่ตัวเป็นกฏข้อแรกเสมอ

“พี่ไม่ใช่คนหรอกครับน้องดา”

“เหรอคะ งั้นพี่วิทย์เป็นตัวอะไร?” หนึ่งธิดาหันมาอมยิ้มมองวิทย์ที่พูดขึ้นมาว่าตนเองไม่ใช่คน

“พี่เป็นยมทูตน้องดารู้จักมั้ย ยมทูตผู้มีหน้าที่นำส่งวิญญาณสู่ดินแดนแห่งความตายน่ะ”

ดวงตาของวิทย์ดุกร้าวคมกริบอาบไล้ด้วยเพลิงโทสะและความเคียดแค้นที่หนึ่งธิดาเห็นแล้วต้องผงะถอยหนีอย่างตกใจกลัว แววตาของวิทย์ทำให้เธอรู้สึกสะท้านไปทั้งดวงจิต มันดูโหดร้ายและสามารถทำได้ทุกๆ อย่าง ไร้ซึ่งความเมตตาปราณีคล้ายๆ กับรอบกายเขาจะมีรังสีพิฆาตที่เธอไม่อยากเข้าใกล้ ส่งให้เขาดูน่ากลัวและเป็นอันตราย

“หึๆๆ เจ้าก็เหมือนกันหนึ่งธิดา เมื่อถึงเวลาข้าจะดึงวิญญาณเจ้าออกมานำส่งสู่ที่ใหม่ที่เจ้าควรไป”

วิทย์เคลื่อนกายเข้าหาหนึ่งธิดาอย่างคุกคามปรารถนาอยากจับเธอหักคอให้เสียงดังกร๊อบ ยิ่งเห็นความหวาดกลัวและใบหน้างดงามที่ซีดเผือดบิดเบ้ปากอ้าตาค้างเบิ่งมองเขา น้ำตาไหลแต่กลับไม่มีเสียงใดเปล่งออกมา ไม่มีแม้แต่เสียงสะอื้น เธอคงตกใจจนช็อคตายหากเขายังขู่ขวัญเธอมากกว่านี้

“โอ๋... ร้องไห้เลยเหรอน้องดาคนดี”

วิทย์ดึงเอาตัวเธอมากอดลูบหลังปลอบประโลมใจเรียกขวัญ เธอสะอื้นร้องไห้โฮตกใจกลัวจนตัวสั่นพยายามดันกายหนีอย่างต่อต้านด้วยไม่อยากตกอยู่ในอ้อมกอดของเขา

“พี่แค่ล้อเล่นน้องดาตกใจเหรอ? พี่ขอโทษนะครับ... ขอโทษ”

เมื่อต้องกอดปลอบประโลมใจให้เธอหายกลัว วิทย์ก็ทุ่มเทสมาธิและทำทุกอย่างให้ดีที่สุด ได้แต่หวังว่าเธอจะไม่กลัวจนพาลไม่อยากเข้าใกล้เขาอีกไม่อย่างนั้นแผนการที่วางไว้คงยากขึ้นอักโข

“ฮือออ พี่วิทย์เป็นยมทูต พี่วิทย์จะมาเอาวิญญาณของน้องดาไปแล้ว รอก่อนได้มั้ย... ขอเวลาสิบห้านาทีนะคะ น้องดาขอไปกอดลาพี่เจษก่อนนะคะ ฮึกๆๆ”

วิทย์ไม่พูดอะไรอีก เขาไม่ปล่อยไม่นำพากับแรงต่อต้านราวมดน้ำหวานตัวเล็กของเธอ เขาระมัดระวังไม่เผลอออกแรงกอดกระชับมากเกินไปไม่เช่นนั้นมดน้อยตัวนี้เกิดบี้แบนติดอกเขาตายจะไม่ได้แก้แค้น มีเรี่ยวแรงต่อต้านอยู่เพียงเท่านี้คิดจะดิ้นหนีอ้อมกอดของเขาเชียวหรือหนึ่งธิดา

ตกลงว่าที่กลัวจนตัวสั่นอยู่นี่ไม่ได้กลัวตาย... แต่กลัวว่าจะตายไปโดยที่ยังไม่ทันได้บอกลาพี่ชายสินะ หึ... รักมันเข้าไป... รักให้มากๆ ถึงเวลาที่พี่ชายเธอเจ็บช้ำปางตายเธอจะได้เจ็บช้ำพอกัน

“โอ๋... พี่บอกแล้วไงว่าพี่แค่ล้อเล่นพี่ไม่ได้เป็นยมทูตเสียหน่อยครับ”

“ไม่ๆ อย่าเพิ่งฆ่าน้องดานะขอเวลาสิบห้านาที ส... สิบนาทีก็ได้ค่ะ”

“ลดราคาต่อรองฮวบฮาบแบบนี้ขาดทุนแย่เลย เอางี้ถ้าน้องดาหยุดร้องไห้พี่จะต่อเวลาให้อีกสองสามวัน”

เมื่อพูดกันดีๆ ไม่รู้เรื่องเพราะเธอไม่ยอมฟังอะไรและปักใจเชื่อไปแล้วว่าเขาเป็นยมทูต เขาก็มีแต่จะต้องไหลตามน้ำแล้วค่อยหาทางปรับความเข้าใจกับเธอเสียใหม่ในภายหลังว่าเขาเป็นคนไม่ใช่ยมทูต ปัญหาเฉพาะหน้าตอนนี้คือต้องหาทางให้เธอยอมรับฟังอย่างมีสติเสียก่อน

“จริงๆ นะอย่าหลอกน้องดานะ” หนึ่งธิดาถอนตัวออกสะอื้นเบาๆ พยายามหยุดร้องให้ไวที่สุดเพื่อเวลาที่ขยายเพิ่มขึ้นอีกสองสามวัน ก่อนตายเธอยังมีเรื่องต้องสั่งเสียพี่ชายอีกหลายเรื่องอยู่เหมือนกัน

“หยุดร้องหรือยังฮึ!

“ห... หยุดแล้วค่ะน้องดาไม่ร้องแล้วค่ะ”

หนึ่งธิดาปาดน้ำตาทิ้งลวกๆ อีกครั้ง พยายามกลั้นสะอื้นเต็มที่กะพริบตาถี่ๆ เพื่อไล่หยาดน้ำตาให้เหือดแห้งหายไปโดยไว เธอปักใจเชื่อไปแล้วว่าวิทย์เป็นยมทูต ก็หน้าตาของเขาช่างน่ากลัว ไหนจะรังสีพิฆาตที่เธอรู้สึกได้ เข้าใกล้เขาแล้วเธอรู้สึกอึดอัดเหมือนจะขาดอากาศหายใจ ตอนแรกเธอไม่เข้าใจว่าเพราะอะไรแต่ตอนนี้เธอเข้าใจแล้วเพราะเขาไม่ใช่คน เขาจึงมีรังสีการฆ่าและล่าอย่างที่ยมทูตควรจะมี ไม่เป็นยมทูตแล้วเขายังจะเป็นอะไรได้อีก? มิน่าเล่าถึงได้เที่ยวเข้าฝันคนอื่นเขาเสียเหมือนเกิดขึ้นจริงได้ขนาดนี้ ทั้งเจ็บจริงสัมผัสได้จริงๆ

“ดีมากหยุดร้องไห้แล้วก็เช็ดน้ำตาให้แห้งเสียด้วยพี่ไม่ชอบเห็นน้ำตา”

“ห... แห้งตั้งนานแล้วค่ะ”

“ยังจะเถียงอีกนะหนึ่งธิดา แพขนตาเธอยังเปียกเป็นก้อนอยู่นั่น” วิทย์แสร้งทำหน้าดุเสียงดุตำหนิคนดื้อ เขาปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นยมทูตเธอก็ไม่เชื่อแต่พอเขายอมรับว่าใช่ สั่งอะไรเธอก็ทำตามทุกอย่าง เอาวะ... เป็นยมทูตก็ได้หากทุกอย่างมันจะจัดการได้ง่ายเข้า

วิทย์ตกใจหน้าเกือบเหวอเมื่อเธอหาทางออกเรื่องแพขนตาเปียกชื้นได้น่าก้นตีมากๆ หนึ่งธิดาหันซ้ายหันขวาไม่เห็นกล่องทิชชู เธอเลยคว้าคอเสื้อชุดนอนที่เป็นแบบเสื้อชิ้นเกงเกงชิ้นขึ้นมาซับน้ำตาเป็นเด็กสิบขวบไปได้!

ธ... เธอไม่รู้หรือว่าลืมกันแน่! รูปร่างเธอมันไม่สิบขวบอีกแล้วอะไรๆ ที่โผล่พ้นขอบชายเสื้อสั้นเต่อขึ้นมามันเลยวัยมหาลัยไปนานแล้ว ทำเอาวิทย์แทบขาดอากาศหายใจตายก็ตอนที่สายตามันไม่ยอมฟังคำสั่งให้หันหน้าหนีอย่าได้ไปมองของขาวๆ วับแวมแถวๆ นั้น ดวงตาของเขามัน... ทรยศคำสั่งเรียบร้อยแล้ว

ไอ้ตาไม่รักดี!

“รู้ตัวบ้างหรือเปล่าว่าเป็นสาวแล้วน่ะฮึ... น้องดา”

“รู้สิคะน้องดายี่สิบหกแล้วนะคะพี่วิทย์”

“เหรอ! แล้วที่ยกคอเสื้อขึ้นเช็ดน้ำตาแบบนั้นไม่ใช่เด็กหรอกหรือน้องดา”

“ก็น้องดากลัวมันแห้งไม่ทันเดี๋ยวพี่วิทย์เปลี่ยนใจนี่คะ”

“เหตุผลนะ... คุ้มกันมั้ยกับที่ยกคอเสื้อขึ้นเช็ดน้ำตาจนแห้งได้ทันใจแต่ว่าโชว์พุงหราให้พี่ดูจนเห็นไปถึงเนินนมนั่นแล้ว” กระบวนการปากร้ายวิทย์ก็ไม่ได้เป็นรองใครนัก และทุกครั้งที่เขาพูดมันออกมาตรงๆ สามารถตีแสกหน้าให้คนฟังหงายหลังกันมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว รวมถึงครั้งนี้ด้วยที่เขาเผลอพูดไปแบบไม่ทันยั้งคิด พอนึกได้ก็สายเสียแล้ว

แบบนี้... ผู้หญิงที่ไหนจะปลื้มได้กัน?

“ห๊า!

หนึ่งธิดาตกใจหน้าร้อนวาบเธอรีบดึงชายเสื้อที่มันเผยอขึ้นปกปิดด้านล่าง แต่เพราะความเขินเกินพิกัดเธอเลยดึงชายเสื้อลงล่างสุดฤทธิ์ชุดนอนผ้ายืดที่สวมใส่ก็เลยยืดย้วยยานลงตามแรงดึงของเธอลงไป ไอ้ชายเสื้อที่เผยอขึ้นเมื่อครู่ก็เรียบสนิทแต่ไอ้ที่ปิดไม่มิดดันกลายกลับเป็นคอเสื้อด้านบนที่มันปาดกว้างอยู่แล้วคราวนี้เลยย้วยยืดตามแรงดึงลงมาจนเนินอกขาวผ่องโผล่โชว์เต็มหราแทงทะลุสองตาของวิทย์ให้กลืนน้ำลายอึกอย่างยากลำบากอีกแล้ว

“นี่ตั้งใจจะยั่วราคะพี่ใช่มั้ยน้องดา?” เสียงถามเข้มๆ ของคนตรงหน้าดึงให้หนึ่งธิดารีบเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างงงๆ ว่าหมายความถึงอะไรในเมื่อเธอก็ดึงชายเสื้อลงปิดช่วงล่างที่เขาว่าโป๊แล้ว

“อีกนิดเดียว ดึงชายเสื้อลงอีกนิดพี่ก็เห็นยอดอกเธอแล้วน้องดา”

สายตาของวิทย์ตวัดต่ำจากที่มองสบตาเธอเอาไว้เลื่อนไปจับอยู่ที่เนินอกขาวอวบอิ่มอย่างตั้งใจ เพื่อให้เธอได้รู้ว่าเธอทำพลาดอีกแล้ว และมันก็ได้ผลเมื่อหนึ่งธิดารีบก้มหน้าลงมองตามสายตาของเขาไปแล้วต้องร้องกรี๊ด รีบเบี่ยงตัวหนีไปกอดหมอนใบใหญ่ซุกหน้าเอาไว้ร้องครางฮือๆ ตัวแดงเป็นกุ้งต้มแสนอับอายอยู่คนเดียว

วิทย์ยกยิ้มมุมปากมองดูตัวนิ่มพันธุ์ใหม่ที่ชื่อว่าหนึ่งธิดาอย่างปลงๆ คนก็ออกจะเรียบร้อยหวานแหววแต่ทำไมเวลาโก๊ะขึ้นมาเธอก็โก๊ะได้สุดขั้วขนาดนั้น น่าอายจริงๆ แม่หญิงหนึ่งธิดา

“น้องดา”

“ฮือออ อย่าเข้ามานะพี่วิทย์ ไม่เอาแล้วน้องดาไม่อยากฝันต่ออีกแล้ว พี่ไปเสียทีน้องดาอยากตื่นแล้ว ฮือออ”

“อ้าว! แล้วกันสิ”

วิทย์เผลอหลุดหัวเราะออกมาจริงๆ กับมุมนี้ของเธอ เธอโก๊ะคนเดียวยังพอว่าเรื่องอะไรจะมาดึงเขาไปเกี่ยวข้องด้วย ที่สำคัญเธออายนั่นมันก็เพราะเธอทำตัวเธอเองล้วนๆ แล้วมาตัดสินจบปัญหาด้วยการเตะเขาออกจากความฝันของเธอเสียง่ายๆ แบบนี้ได้อย่างไรกัน

“เพราะพี่... เพราะพี่นั่นแหละทำน้องดาขายหน้าที่สุดเลย”

“อ้าว! เกี่ยวกับพี่ที่ตรงไหนกัน ทุกอย่างเพราะน้องดาทำตัวเองทั้งนั้นนะ”

“ก็ถ้าพี่วิทย์ไม่บังคับให้น้องดาเช็ดน้ำตาให้แห้ง น้องดาก็ไม่ต้องโป๊ให้พี่เห็นหรอกน่ะ ฮึ!

หนึ่งธิดาเงยหน้าขึ้นมาจากหมอนใบโตในอ้อมอกต่อว่าวิทย์เสียงแข็งอย่างไม่ยอมแพ้และไม่ยอมรับความจริง เป็นอีกมุมที่ทำให้วิทย์เห็นว่าเธอพร้อมจะโยนความผิดให้กับคนอื่นได้ ถ้าเรื่องนั้นมันน่าอายและน่าขายหน้าสำหรับเธอ ตกลงว่าเธอเป็นคนกล้าที่ไม่กลัวความตาย เป็นคนเหนียมอายที่หลบหน้าหนีได้ทันที และเป็นคนที่จะไม่ผิดหากเรื่องนั้นมันน่าละอายพอและอาจจะมีอีกหลายๆ มุมที่เขายังไม่รู้ไม่เห็น

“โอเค พี่ก็ไม่ได้ว่าน้องดาผิดนี่ครับ พี่ก็แค่อยากให้น้องดาระวังตัวให้มากขึ้นกว่านี้ รู้ตัวบ้างก็ดีว่าน้องดาเป็นสาวแล้วสวยหวานมากๆ เสียด้วย หากไม่ระวังตัวพอมันเป็นอันตรายต่อตัวน้องดาเองนะครับ คนดี... ของพี่”

แต่ คนดี... ของพี่ที่เขาตั้งใจเอ่ยออกมากำลังเบ้หน้าแบะปากอย่างไม่ชอบใจ เขารู้ว่าเธออยากจะอ้าปากเถียงและปัดคำนี้ให้ตกไปเพราะเธอไม่ยอมรับว่าเธอเป็น คนดี... ของพี่ บางครั้งสิ่งที่เธอคิดก็ส่องประกายผ่านแววตาของเธอจัดจ้าทีเดียว

“น้องดาเป็นคนดีของทุกคนไม่ใช่หรือ? นั่นก็รวมถึงพี่ด้วย หรือจะเถียงว่าพี่พูดผิด หรืออยากจะเป็นคนไม่ดีของพี่ถ้าเป็นแบบนั้นจริงจะโดนพี่ทำโทษนะ รู้มั้ยครับน้องดา” วิทย์ไม่เปิดโอกาสให้เธอได้คัดค้าน เธอต้องยอมรับในวันนี้ว่าเป็นคนดีของเขา แล้วเขาจะยึดเอาประโยชน์จากตรงนี้ไปใช้อ้างถึงได้ในวันหน้า

“พี่วิทย์ใจร้าย” เสียงหนึ่งธิดาตัดพ้อเบาๆ

“ที่ไหนกัน? พี่ใจดีต่างหาก ถ้าน้องดาไม่รู้พี่ก็จะบอกให้ว่าสิ่งที่น้องดาทำเมื่อครู่ เป็นชายอื่นน้องดาคงไม่ได้นั่งเอาหน้าซุกหมอนอยู่อย่างนี้หรอก ต้องให้พี่บอกมั้ยว่าน้องดาจะต้องอยู่ในท่าแบบไหนบ้างน่ะ?”

หนึ่งธิดากอดหมอนแน่นขึ้นก้มหน้ายอมรับว่าสิ่งที่เขาพูดเป็นความจริง ใช่แล้ว... เมื่อกี้เธอทำกิริยาล่อแหลมมากต่อหน้าผู้ชายคนหนึ่ง

“ทำไมพี่วิทย์ถึงปล่อยน้องดาล่ะคะในเมื่อครั้งก่อนพี่ยังจะจูบน้องดาอยู่เลย”

“ก็... นี่มันเป็นฝันของน้องดาไม่ใช่หรือ ในฝันของน้องดา น้องดาคงไม่หวังให้พี่ทำอะไรที่มันน่าหวาดเสียวแบบนั้นกับน้องดาจริงๆ หรอก เอ๊ะ.. หรือว่าอยากให้ทำครับ?”

“ป... เปล่านะคะพี่วิทย์”

สายตาคมปลาบกับแววตาแสดงออกถึงความรู้สึกอยากแนบชิดสนิทเนื้อกับเธออย่างเปิดเผยที่วิทย์สร้างขึ้นทำให้หนึ่งธิดาเผลอขยับตัวหนีอีกนิดหนึ่งอย่างหวาดกลัว

“ยมทูตทำอะไรได้บ้างคะ?”

“จะสนใจไปใย แค่เพียงเราร่วมกันสร้างความฝันให้สวยงาม น้องดาจะสนใจไปทำไมว่าพี่ทำอะไรได้บ้างหรือเพราะคำว่ายมทูตน้องดาจึงไม่อยากร่วมกันสร้างความฝันกับพี่”

“เปล่านะคะ แค่มีพี่ในฝันของน้องดา น้องดาก็ว่ามันดีนักหนาแล้วอย่างน้อยน้องดาก็มีเพื่อนนะคะ”

“งั้น... ยิ้มซิ เอาแบบยิ้มกว้างๆ”

“พี่วิทย์อยากเห็นลิ้นไก่น้องดาหรือยังไงกันถึงสั่งให้ยิ้มกว้างๆ น่ะ”

“เปล่า... แค่อยากเห็นฟันผุๆ ของน้องดาต่างหากเล่า”

วิทย์หัวเราะตาเป็นประกายมีสิ่งใหม่ที่เขาได้เรียนรู้ หากอยากได้ความจริงใจและไว้วางใจจากหนึ่งธิดาเขาต้องปล่อยวางความแค้นลงและหยิบยื่นความจริงจากใจของเขาส่งให้กับเธอไปก่อน เมื่อไหร่ที่เขาได้รับความไว้วางและเชื่อใจจากเธอมาแล้ววันนั้นเขาจะก้มลงและเก็บเอาความแค้นขึ้นมาใหม่เพื่อประหัตประหารให้เธอตายทั้งเป็น

ตลอดสองสัปดาห์หลังจากนั้นวิทย์เข้ามาหาหนึ่งธิดาทุกคืน เธอเชื่อว่าทุกครั้งที่พบกันมันคือความฝันและเขาเป็นยมทูตเป็นผู้มีอำนาจทำอะไรก็ได้ในฝันของเธอ เพราะเธอไม่อาจหาคำตอบให้กับทุกเหตุการณ์ที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้จึงเหมารวมว่าทุกอย่างเหนือธรรมชาติเกิดจากอำนาจของยมทูต

เขาไม่โทษว่าเธอโง่เง่าที่คิดว่าเรื่องของเรามันแค่ฝันไป ในหลักของความเป็นจริงก็คือหนึ่งธิดาอยู่แต่ในโลกแคบๆ แม้จะมีอินเตอร์เน็ตใช้งานแต่เธอไม่มีวันจะรู้หรอกว่าเขาทำอะไรได้บ้าง การสืบหาข้อมูลและเข้าถึงตัวเธอไม่ใช่เรื่องยากหรือเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติตามความคิดของเธอ การที่เขาสามารถเข้ามาถึงห้องนอนของเธอได้โดยไม่มีใครรู้ก็ไม่ใช่เรื่องเหนือธรรมชาติ แต่เธอคิดว่าใช่... เพราะคนธรรมดาไม่อาจผ่านด่าน รปภ. มากมายเข้ามาได้

การดูแลรักษาความปลอดภัยของที่นี่หย่อนยานมาก รปภ. แต่ละคนไร้ประสิทธิภาพแค่จับสังเกตช่วงจังหวะให้ดีก็สามารถผ่านได้สบาย ทุกคนหลับการ์ดก็พากันแอบหลับเช่นกัน อย่างนั้นจะจ่ายเงินจ้าง รปภ. มาทำไมตั้งมากมายหากแต่ละคนมันคิดกันเองได้และสรุปกันเองได้ว่าควรหลับและตื่นพร้อมนายจ้างเช่นนี้

หลังจากที่เขาเข้าไปหาเธอทุกคืนมาสองสัปดาห์ เขาก็หยุดพฤติกรรมนั้นและคอยสำรวจดูปฏิกิริยาตอบสนองของหนึ่งธิดา สี่วันที่เขาแอบดูเธอ เธอหงอยเหงาลงไปและไม่สดใสเท่าที่ควร เธอคิดถึงเขาแน่นอน! คืนนี้เธอเข้านอนเร็วมาก คงกำลังรีบหลับเพื่อจะได้รีบฝันถึงเขาอยู่นั่นเอง

วิทย์กระตุกยิ้มแววตาร้ายกาจเริ่มส่งประกายแห่งความหวัง เขายอมรับว่าโดยส่วนตัวเขาชื่นชอบหนึ่งธิดาไม่น้อย เธอเป็นคนน่ารักนิสัยดีพูดคุยด้วยแล้วเกิดความสบายใจ จิตของเธอเย็นดุจน้ำนิ่งราบเรียบประหนึ่งผิวกระจก น่ารักสดใสมองโลกในแง่ดี น่าเสียดาย... เสียดายที่เธอเป็นผู้ครอบครองหัวใจของวัตร มิเช่นนั้นเขาอาจจะรักเธอได้จริงๆ

วิทย์ค่อยๆ แฝงตัวเร้นกายเงียบหายไปกับความมืดยามราตรี เขาไม่เข้าไปหาเธอแต่จงใจปล่อยเธอไว้กับความเหงา เศร้า และเดียวดายให้ความรู้สึกทุกข์ทรมานค่อยๆ กัดกินจิตวิญญาณของเธอจนถึงจุดที่สุดจะทนได้ ให้เธอคิดถึงเขาจนแทบคลั่งตาย ให้เธอได้รู้ว่าหัวใจของเธอขาดเขาไม่ได้ ถึงเวลานั้นอะไรที่เขาอยากได้รับรองว่าหนึ่งธิดาจะทูลถวายให้จนหมดสิ้น

“ไม่เข้าไปจริงๆ อ่ะพี่” นนท์เอ่ยถามเมื่อเห็นลูกพี่วิทย์เดินดุ่มออกมาจากคฤหาสน์หลังใหญ่

“ยังก่อน ไม่ใช่ตอนนี้ ยังไม่ถึงเวลา”

“งั้น... จะไปไหนต่อดีพี่?”

“กลับเบญจรัศม์เลยแล้วกัน”

“ครับพี่ แต่ว่า... นานๆ ทีไปบ้านผมชนแก้วกันมั้ย?”

วิทย์อมยิ้มอย่างรู้ทัน หลายวันแล้วที่นนท์ไม่ได้กลับบ้าน ช่วงนี้นนท์ต้องตามติดเขาอย่างกับเงาตามตัว นอนมันยังต้องตามเข้าไปนอนด้วยบนเตียงเดียวกัน เขาอยู่ไหนนนท์ก็อยู่นั่น เขาต้องอยู่ในสายตาของมันตลอดเวลาอยากทำอะไรก็เชิญทำได้เต็มที่แต่ต้องอยู่ในสายตาของมันเท่านั้นเอง

“ก็ไปสิป่านนี้น้องเนื้ออุ่นจะหลับหรือยังก็ไม่รู้นะ”

“ยังหรอกครับ ช่วงนี้ติดละครหลังข่าวนั่งดูเป็นเพื่อนแม่ได้ทุกคืนกว่าจะหลับได้ก็ปาไปห้าทุ่มแล้ว ดีแต่ว่าตื่นสายได้ เข้าเรียนเมื่อไหร่คงต้องจับให้นอนแต่หัววัน ไม่งั้นคงได้ไปโยเยที่โรงเรียนแน่ๆ”

“แวะซื้อทองหยิบทองหยอดไปฝากน้องเนื้ออุ่นก่อนนนท์ ของโปรดนี่นะ”

นนท์เปิดยิ้มซาบซึ้งกับน้ำใจของพี่วิทย์ที่มีให้กับครอบครัวของเขาเสมอ รับรองได้ว่าไม่ใช่แค่ทองหยิบทองหยอดหรอกที่พี่วิทย์จะหิ้วไปฝากคนที่บ้านเขา ของฝากของพ่อนัทกับทิพย์เมียเขาก็ต้องมีกันครบแน่นอน น้องเนื้ออุ่นติดลุงวิทย์แจ แกชอบกินขนมไทยๆ ไม่ได้ชอบขนมฝรั่งอย่างเค้ก คุกกี้หรือจำพวกเบเกอรี่ที่ทิพย์เปิดบ้านเป็นร้านเบเกอรี่ขายคู่กับกาแฟและน้ำปั่น

ทิพย์ไม่เคยอยู่บ้านเฉยๆ แม้เขาจะห้ามปรามอย่างไรทิพย์ก็ไม่ฟัง เธอมองว่าช่วยกันทำมาหากินจะได้ไม่หนักหนาเป็นภาระอยู่ที่ใครคนใดคนหนึ่ง เขาก็เลยต้องจำยอมแต่จำกัดให้มันเป็นแค่ร้านขนมเล็กๆ ห้ามขยายใหญ่โตแม้จะเห็นชัดแล้วว่าทิพย์ทำได้จริงๆ กิจการของทิพย์ดีวันดีคืน

นี่ก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่เขาต้องตกลงทำความเข้าใจกับทิพย์ เขาน่ะไม่มีทางคัดง้างกับทิพย์ได้หรอก เหตุผลเขาน่ะมีแน่นอนแต่พอมาเถียงกับทิพย์เหตุผลของเขามันขาดน้ำหนักไปเสียทุกข้อเลย แต่เพราะได้พี่วิทย์ช่วยไว้พี่วิทย์สอนให้เขาอ้างถึงลูกบอกว่าลูกยังเล็กอยากให้ทิพย์เป็นคนดูแลอบรมลูกด้วยตัวเองหากมีเวลาเหลือค่อยไปทำขนมขาย ทิพย์ถึงได้ยอมอ่อนข้อให้

แต่อีกหน่อยคงไม่ใช่แล้ว น้องเนื้ออุ่นสองขวบกว่าจะสามขวบขึ้นเรียนอนุบาลในปีหน้า เหตุการณ์คงพลิกผันทิพย์ต้องขยายกิจการร้านขนมของเธอแน่นอน เขายังคิดหาหนทางขัดขวางให้เธอหยุดขยายกิจการไม่ได้ ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งกลุ้ม... เฮ้อ... กลุ้ม!

“จะเครียดอะไรนักหนาวะไอ้นนท์?”

เพราะนนท์เผลอถอนหายใจไปหลายเฮือกขณะขับรถมุ่งหน้ากลับบ้าน ทำให้ลูกพี่วิทย์เกิดความรำคาญจนต้องออกปากถามทั้งๆ ที่วิทย์เองก็เอนหลังหลับตาครุ่นคิดวางแผนการเรื่องของตนเองอยู่เหมือนกัน

“ก็... น้องเนื้ออุ่นจะเข้าเรียนแล้วพี่ ผมยังไม่รู้จะหาข้ออ้างไหนไปหยุดเรื่องขยายร้านเบเกอรี่ของทิพย์เลย ผมไม่อยากให้ทิพย์ทุ่มเทเวลาไปที่ร้านขนมนั่นมากไปกว่าครอบครัวนะพี่ ถ้าทิพย์ทำจริงจังผมว่าทิพย์คงมีเวลาให้ผมกับลูกน้อยลงแน่ๆ”

“เฮอะ! ง่ายจะตาย หาเรื่องใหม่ให้ทิพย์ต้องไปใส่ใจเสียก็หมดเรื่อง”

“โธ่พี่... มันหากันได้ง่ายเสียเมื่อไหร่เล่าไอ้เรื่องใหม่นี่น่ะ”

“เหรอ? ไม่มีน้ำยางั้นสิ”

“อะไรของพี่? ผมงงแล้วนะนี่ มันเกี่ยวอะไรกับมีน้ำยาไม่น้ำยาด้วย”

“อ้าว! ก็ถ้าไม่มีน้ำยาก็ไม่ป่องสิ แสดงว่าเกือบสามปีมานี่น้ำยาแกแห้งแล้วสิถึงไม่ป่องเสียที”

“บ้าพี่! แห้งที่ไหนแค่ไม่ค่อยได้ใช้เท่านั้นเอ๊งงง”

“เอ้า... ค้อนเข้าไป ค้อนเข้าไป เดี๋ยวก็คอหักตายหรอกไอ้นนท์” วิทย์หัวเราะหึเมื่อเห็นนนท์ส่งค้อนมาให้

“ก็พี่ว่าผมไร้น้ำยานี่”

“ก็หรือไม่จริงห๊ะ?”

“จริงที่ไหน? ทิพย์สนใจแต่น้องเนื้ออุ่นไม่ค่อยมีเวลาให้ผมต่างหากเล่า”

“น้องเนื้ออุ่นกลายเป็นอุปสรรคขวางกลางเตียงว่างั้น”

“ใครว่า... ผมปูฟูกนอนพื้น สองคนแม่ลูกยึดเตียงไปครองเรียบร้อยตั้งนานแล้ว”

“ก็หัดอุ้มลงมาเชือดที่พื้นตอนน้องเนื้ออุ่นหลับ ทำไม่เป็นหรือไงไอ้นนท์!

“เอ่อ... ก็สงสารทิพย์ เธอเหนื่อยเลี้ยงลูกมาทั้งวันแล้ว”

“เหรอ... งั้นก็สงสารต่อไป รับรองน้องเนื้ออุ่นเข้าเรียนแล้วทิพย์ได้ขยายร้านแน่ๆ”

“ไม่อ่ะ ไม่เอาพี่!” นนท์ส่ายหน้าหวือเริ่มคิดจริงจังกับคำแนะนำของลูกพี่หนึ่งเดียวในหัวใจทันที

“งั้นก็เลิกสงสารลากยัยทิพย์ลงมาจัดการให้ป่องให้ได้ รับรองถ้าท้องนะ... ไม่ได้ขยายร้านแน่ๆ”

“โอเคเลยพี่งั้นคืนนี้ผมจัดการชัวร์”

“เออ!... อย่าให้พ่อนัทตกใจนึกว่าแผ่นดินไหวได้นะแกไอ้นนท์”

วิทย์หัวเราะกับท่าทางเขินๆ ของนนท์ เขารู้มานานแล้วว่าไอ้คนขี้อายพูดน้อยเอาแต่ยิ้มอย่างนนท์เวลาร้อนขึ้นมามันก็แรงใช่ย่อยเสียที่ไหนกัน วันแรกที่เขาวางยาปลุกอารมณ์เพศให้นนท์กับทิพย์กินก่อนหาทางจับยัดเข้าห้องเพราะทนไม่ได้ที่เห็นสายตาของนนท์เวลามันมองกมลทิพย์ตาละห้อยด้วยหัวใจรัก เหมือนเห็นหมามองปลากระป๋องได้แต่มองๆ เลียๆ อดกินเพราะหาทางเปิดกระป๋องเองไม่เป็น เขาก็เลยต้องจัดการเปิดกระป๋องให้มันเสียเอง

สุดท้ายต้องลงมือวางยานอนหลับพ่อนัทอีกที ก็ใครจะไปรู้ว่าไอ้นนท์มันบ้าฟัดกมลทิพย์เสียบ้านแทบพัง เขายังต้องลี้ภัยไปหาทางออกของตัวเองเหมือนกัน ใครจะไปทนได้ในสถานการณ์ร้อนระอุแบบนั้น

ไอ้นนท์มันแรงจริงๆ ยังนึกสงสารกมลทิพย์รู้สึกเหมือนโยนซาลาเปาให้หมาบ้าน้ำลายยืดฟัดก็ไม่ปาน หลังจากคืนนั้นเมื่อนนท์ปรับความเข้าใจกับกมลทิพย์ได้ ไอ้นนท์ก็ได้เมียมาคนหนึ่งสมใจมันละ เขาเลยกลายเป็นเทพอุ้มสมแบบโหดๆ จำทนกับสายตาอาฆาตแค้นของกมลทิพย์อยู่นานที่ไปอุ้มสมให้รักกันแบบโหดสะบัด

“พี่ก้อออ... คนมันยังหนุ่มยังแน่นพ่อเข้าใจหน่า”

“ไอ้บ้ากาม”

นนท์หัวเราะนัยน์ตาเป็นประกายกับความหวังใหม่ที่จะทำให้เมียพุงป่องท้องลูกคนที่สองหวังให้ทันก่อนน้องเนื้ออุ่นจะเข้าเรียน ทุกวันนี้เงินที่นนท์หามาจุนเจือครอบครัวมีมากพอที่จะเลี้ยงดูทุกคนได้อย่างสบายทั้งยังแบ่งส่วนเก็บไว้เป็นทุนรอนในอนาคต จึงไม่อยากให้กมลทิพย์ต้องขวนขวายทำกินอะไรอีก อยากให้เธอทุ่มเทชีวิตเลี้ยงดูลูกให้เต็มที่เพราะนนท์รู้ดีว่ากมลทิพย์นั้นเป็นคนฉลาดส่วนตนเองเป็นประเภทซื่อบื้อ หากได้กมลทิพย์มาเป็นต้นแบบของลูกย่อมดีกว่าให้ลูกพาซื่อติดเชื้อบื้อจากพ่อแบบมัน

“พี่วิทย์ว่าผมโง่มั้ยที่ไม่อยากให้ทิพย์ทำร้านเบเกอรี่ทั้งๆ ที่รู้ดีว่ามันจะทำกำไรได้มากมาย”

“ไม่หรอกพี่เห็นด้วยที่จะให้ทิพย์อยู่บ้าน ดูแลลูก ดูแลนนท์และครอบครัว”

“นั่นสิครับน้องเนื้ออุ่นจะได้ไม่ออกมาซื่อบื้อเหมือนกับผม”

“อ้าว... คิดไปโน่น! ไอ้ที่พี่สนับสนุนนี่เพราะว่าพี่วางอนาคตไว้ให้นนท์แล้วต่างหาก วันหน้านนท์ต้องมาดูแลกิจการ วี.พี. ซีเคียวริตี้ การ์ด แทนพี่ ไม่ใช่แค่เหนื่อยแต่จะว่างน้อยลงด้วย พี่ถึงอยากให้ทิพย์ดูแลทางบ้าน นนท์จะได้ทำงานอย่างสบายใจ นนท์ต้องโตขึ้นต้องรับผิดชอบมากขึ้นกิจการของพี่ทั้งหมดพี่จะส่งต่อให้นนท์ดูแลแทน”

“โอ๊ยพี่! ไม่เอาหรอกผมทำไม่ได้”

“ได้สิ พี่เชื่อว่านนท์ทำได้แค่ต้องฝึกเพิ่มนิดหน่อย ไม่ต้องกลัวพี่สอนให้นนท์ทุกอย่างอยู่แล้ว”

“โธ่พี่... ผมทำ... มะ-”

ทำ-ได้” วิทย์ตัดบทเสียงหนักทำเอานนท์อึกอักไม่กล้าปฏิเสธสิ่งใดอีกได้แต่อ้อมแอ้มรับคำในที่สุด

“ผมทำก็ได้”

“เออสิวะ... ต้องทำได้อยู่แล้ว เชื่อพี่น่ะไม่ต้องกลัว พี่จะฝึกให้นนท์เอง เชื่อพี่แล้วนนท์จะไม่ผิดหวังหรอก”

“ครับพี่” นนท์ได้แต่แอบค้อนลูกพี่ เล่นบังคับกันขนาดนี้ตอบเป็นอื่นได้ที่ไหนกัน ขืนตอบอาจมีตบตามมาเอาได้น่ะสิ ยิ่งฉายาพี่วิทย์คือ มือไวใจพิฆาต อยู่ด้วย

“ดี... งั้นคืนนี้ลงมือเลย”

“หาพี่! ฝึกกันตั้งแต่คืนนี้เลยเรอะ!” นนท์อ้าปากหวอยังไม่ทันบอกได้บอกเมียก็มีอันจะโดนพรากจากอกเมียอีกแล้วหรือนี่?

“ไอ้บ้านนท์! ที่บอกให้จัดการคืนนี้น่ะเมียแกโน่น ไปจัดการปั๊มเสียให้ติดลูกโดยไวเลย ไอ้นี่หนิ!

“โธ่พี่... ทำเอาผมใจหายใจคว่ำนึกว่าต้องโดนพรากจากอกเมียเสียตั้งแต่คืนนี้เลย”

“โอ๊ย... ถึงจะฝึกหนักแค่ไหนแกก็มีเวลากลับมาซบอกเมียได้ทุกคืนนั่นแหละน่ะไอ้นนท์”

นนท์ยิ้มกริ่มเมื่องานนี้พี่วิทย์ยืนยันว่าได้กลับบ้านทุกคืนเขาก็เบาใจ งานหนักแค่ไหนเขาไม่เคยเกี่ยงแค่ขอเพียงยังมีเวลากลับมาเห็นหน้าเมียบ้างเป็นใช้ได้ เขาน่ะไม่ได้สนใจกิจการการ์ดของพี่วิทย์หรอกไม่เคยโลภมากอยากได้อะไร พี่วิทย์ให้ทำอะไรนนท์คนนี้ก็ทำตามอย่างว่าง่ายอยู่แล้ว

ก็รู้ว่ากิจการของพี่วิทย์ก้าวหน้ารวดเร็วแค่ไหน การ์ดทุกคนที่พี่วิทย์ฝึกมาล้วนเป็นการ์ดชั้นยอดที่เคร่งครัดในระเบียบวินัย เป็นการ์ดมือดีที่ถูกส่งไปอารักขาคนรวยๆ มากมายไม่เคยมีใครกล้าแหยมกับการ์ดระดับพระกาฬของพี่วิทย์เพราะนั่นมันหมายถึงการท้าทายพี่วิทย์โดยตรง ทุกคนในวงการนี้รู้ดีว่าไม่ควรเสี่ยงกับพี่วิทย์

แม้แต่พวกมีสีหรือมีอิทธิพลเป็นเจ้าพ่อดำมืดยังไม่กล้ายุ่งกับพี่วิทย์ ถ้าเด็กของพี่วิทย์เป็นอะไรไป คนที่ลงมือถึงขั้นหายไปจากวงสังคมเสียเฉยๆ มาหลายรายแล้ว เขาเองก็รู้ว่าพี่วิทย์ไม่ได้มีแค่การ์ดสีขาวแต่มีการ์ดสีดำที่ทำงานเฉพาะบางอย่างเท่าที่พี่วิทย์สั่งอยู่ด้วย พวกการ์ดสีเขียว สีฟ้า หลากสีก็หลากหลายหน้าที่ออกไป

เขาน่ะ... สีขาวชัดเจน พี่วิทย์ถึงวางตัวให้เป็นคนสืบทอดกิจการ การ์ดทุกคนยอมรับในตัวเขายอมรับในน้ำใจใสบริสุทธิ์และสีขาวสะอาดของเขา เพียงพี่วิทย์เลือกเขาการ์ดทุกคนก็จะเลือกเขาด้วยเช่นกัน

“ยิ้มอะไรไอ้บ้ากามนนท์ แหม... พอบอกว่าได้กลับบ้านซบอกเมียทุกคืนยิ้มระรื่นเชียวนะแก”

“บ้ากามกับเมียไม่ผิดครับพี่ น่านิยมและยกย่อง”

“เออ... ไอ้คนมีอุดมการณ์”

นนท์หัวเราะดังลั่นรถกับคำกระแนะกระแหนของลูกพี่วิทย์ หลังซื้อของฝากนนท์ก็ปล่อยให้ลูกพี่นั่งมองสองฟากถนนดูวิวทิวทัศน์ที่เริ่มเปลี่ยนจากตึกรามบ้านช่องอาคารพานิชย์และความเจริญแบบคนเมืองไปยังสภาพชุมชนคนชั้นกลางถึงชั้นล่าง เริ่มมีผืนดินว่างให้เห็นสลับกับป่าละเมาะและอาคารบ้านเรือน บอกให้รู้ว่าอีกไม่นานจะเข้าเขตบ้านของนนท์แล้ว

วิทย์คุ้นชินกับเส้นทางสายนี้เป็นอย่างดีเพราะเขามาที่บ้านนี้บ่อย แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนกับครั้งไหนๆ วิทย์รู้สึกได้ว่าหัวใจมันเต้นในจังหวะแปลกๆ สองตาเขาจับจ้องภาพเบื้องหน้าซึ่งเป็นปากซอยเข้าบ้านของนนท์อย่างไม่วางตา ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องจับจ้องมองพื้นที่ตรงนั้นแน่วแน่ รู้แต่ว่าสัญชาตญาณส่วนลึกสั่งให้ทำเช่นนั้น 

วิทย์รู้ดีว่าเป้าหมายสายตาของเขาคือบ้านคนทรงเจ้าเข้าผี ป้าปริกคือชื่อเจ้าของร่างทรง สามทุ่มกว่าเกือบสี่ทุ่มบ้านแกยังคงเปิดไฟสว่าง แม้เขาจะไม่เชื่อเรื่องเหลวไหลไร้สาระอย่างเรื่องจิตวิญญาณแต่เขาก็ไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องขัดขวางทางทำมาหากินของชาวบ้าน

“เฮ้ย นนท์หยุดรถ!

เสียงวิทย์ตะโกนดังก้องกับอาการตื่นตะลึงตะปบเกาะข้างกระจกรถ ทำเอานนท์เบรครถดังเอี๊ยดหัวแทบทิ่มพวงมาลัยตาย มันเกิดอะไรขึ้น? แต่นนท์ก็ไม่กล้าเปิดปากซักเรื่องอะไรสุ่มสี่สุ่มห้า ได้แต่นั่งนิ่งและปาดเหงื่อที่ผุดขึ้นมาอย่างกระทันหัน พี่วิทย์ทำท่าอย่างกับว่าเห็นใครยืนอยู่ตรงหน้าบ้านป้าปริก ทั้งๆ ที่เขา... ไม่เห็นเงาแมวสักตัว

เรื่องอย่างนี้ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่และนนท์เคยลองดีมาแล้ว นนท์แกล้งขู่สำทับพ่อเรื่องวิญญาณของแม่ออกบ่อยๆ สุดท้ายเจอป้าปริกตามไปถึงบ้านเพียงเพราะแม่ให้มาห้ามอย่าให้เขาลามปามกับพ่อมากนัก ไม่อยากจะเชื่อแต่ว่า... รายละเอียดทุกอย่างที่ป้าปริกพูดมีแต่เราเท่านั้นที่รู้ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อละนะ!

“วัตร... วัตร!

นนท์นิ่งอึ้งมองพี่วิทย์ถลาลงจากรถวิ่งเข้าบ้านป้าปริกไปแบบไม่มีใครอันเชิญ ซ้ำเรียกหาพี่วัตรที่ตายไปสิบหกปีเต็มแล้ว เหมือนกับว่าลูกพี่วิทย์เห็น.... สยองขนาดนี้นนท์ไม่ขอตามละนะครับคุณท่านราชาให้พี่วิทย์แกเข้าไปคนเดียวของแกเถอะบ้านป้าปริกสุ่มสี่สุ่มห้าเข้าไปได้ที่ไหนกันเล่า

นนท์ได้แต่เฝ้ามองตามหลังลูกพี่วิทย์ที่วิ่งหายลับเข้าประตูบ้านป้าปริกที่อยู่ๆ ก็เปิดอ้าออกรอรับร่างพี่แกอย่างกับประตูร้านสะดวกซื้อที่เปิดทันทีที่ลูกค้าเข้าใกล้ ยิ่งทำให้นนท์ยกมือท่วมหัวสวดมนต์ขอคุณพระคุ้มครองพี่วิทย์เสียงสั่นทันที โดนเข้าให้แน่แล้วลูกพี่เขา... หวังว่าคงไม่ส่งผลร้ายจนจับไข้หัวโกร๋นไปหรอกนะ แต่พอคิดดูอีกทีหรือว่าที่ต้องหนีกระเจิงอาจเป็นสัมภเวสีผีเฮี้ยนก็ได้ ใครจะไปรู้ว่าระหว่างวิญญาณที่ผ่านการตายมาแล้วกับพี่วิทย์ที่ส่งวิญญาณร้ายๆ ลงนรกนับร้อยๆ ราย ใครจะแน่กว่ากัน?

นนท์เชื่อเรื่องฤกษ์ตกฟาก คนบางคนเกิดมาตกฟากมหาโจรก็จะมีดวงชะตาเข้มแข็งมีพลังจิตที่รุนแรง ส่วนลูกพี่วิทย์แม้ดวงชะตาไม่ถึงขั้นฤกษ์ตกฟากมหาโจร แต่ฤกษ์พิฆาตนี่พี่แกอาจจะเหยียบลงไปแบบเต็มๆ ก็ได้ เขาเชื่อว่าพี่วิทย์จิตแข็งพอ แต่หากผ่านชั่วโมงพี่แกยังไม่ออกมาสงสัยว่าต้องอันเชิญขุนปืนสะท้านฟ้าบุกเข้าไปหาร่างพี่วิทย์กันบ้างละงานนี้ แม้ลูกปืนจะสู้ผีไม่ได้แต่คนทรงเป็นกายเนื้อมีเลือดมีกระดูกโดนลูกปืนเข้าไปก็ตายเท่านั้นเอง อาถรรพ์ของปืนมันมีจริงนะ... นนท์เชื่ออย่างนั้น

ร่ำๆ จะลงจากรถควงปืนตามเข้าไปอยู่แล้วนนท์ถึงได้เห็นลูกพี่วิทย์เดินแบบจะลอยออกมา หน้าตาแกตอนนี้เห็นแล้วนนท์อยากถ่ายรูปไว้ดูหลายๆ วัน มันออกจะเหวอเหมือนคนเบลอๆ และค่อนข้างจะตกใจไม่น้อยขึ้นรถได้พี่วิทย์ก็นิ่งอยู่พักใหญ่ก่อนจะถอนหายใจเฮือกยาวๆ

“พ... พี่ไม่เป็นไรนะ”

“เออ... แค่ตกใจนิดหน่อย”

“ถึงขั้นพี่บอกว่าตกใจคงไม่นิดหน่อยมั้งครับพี่” คนจิตแข็งยังบอกว่าตกใจขืนคนจิตอ่อนอย่างนนท์ตามเข้าไปออกมาเป็นได้เป็นบ้าเท่านั้นเอง

“ไม่มีอะไรหรอกนนท์ไปเถอะ”

“พี่วิทย์แน่ใจนะ หายเข้าไปนานมากเจอป้าปริกหรือเปล่าครับพี่”

“เจอ!

“มีอะไรครับพี่จะเล่าให้ผมฟังได้มั้ย?”

“ไม่มีอะไรหรอกนนท์ แค่วัตรเขาอยากมาลาพี่แต่ไม่รู้ว่าจะสื่อสารกับพี่ได้ยังไง จิตพี่แข็งเกินไปพี่มองไม่เห็นวิญญาณของวัตร วันนี้เราผ่านบ้านป้าปริกในเขตบ้านนั่นมีอาคมส่งให้วิญญาณของวัตรมีพลังมากพอ พี่เลยเห็นเขา เขาแค่... อยากมาลา”

“ม... หมายความว่าไงพี่?” ขนลุกขนตั้งเลยไอ้คุณนนท์เอ๋ย!

“วัตรต้องไปเกิดใหม่แล้ว พี่เพิ่งรู้ว่าวิญญาณของวัตรอยู่ข้างๆ ตัวพี่เสมอ เขาเห็นทุกอย่างที่พี่ทำเพื่อเขา วัตรเขาเลยอยากบอกลา อยากบอกบางอย่างกับพี่ก่อนไป”

“พี่คุยกับพี่วัตรเขาแล้วหรือครับ?” หัวใจนนท์เต้นตึกตักจนแทบกระดอนออกทางปากเมื่อสำนึกได้ว่าพี่วัตรน่ะ... ผีนะ

“ไม่ได้คุยตรงๆ หรอก แต่ป้าปริกช่วยได้”

“อ๋อ... ใช้แกเป็นร่างทรง”

“ไม่นนท์ พี่ไม่เชื่อหากพูดกับวัตรผ่านร่างทรง ป้าปริกแกเลยให้พี่ได้คุยกับวัตรผ่านมโนภาพในจิตของพี่เอง”

“อะไรนะครับพี่วิทย์”

“ป้าปริกแกให้พี่ทำสมาธิแล้วแกก็พยายามดึงวัตรเข้ามาในจิตพี่คล้ายๆ กับตอนเราฝันแต่ทุกอย่างนั่นมันเกิดขึ้นจริงโดยไม่ต้องหลับ วิธีนี้จะใช้ได้กับคนจิตแข็งเท่านั้นไม่งั้นอาจกลายเป็นบ้าได้”

“ค... ครับ”

สีหน้าของพี่วิทย์เจ็บช้ำเหลือเกิน นนท์เองนั้นไม่เข้าใจว่าเพราะอะไร การที่พี่วัตรตัดสินใจไปเกิดใหม่มันก็ดีอยู่แล้วไม่ใช่หรือ? ดีกว่าจะเป็นวิญญาณเร่ร่อนคอยวนเวียนอยู่รอบๆ ตัวพี่วิทย์เป็นไหนๆ แล้วทำไมพี่วิทย์ยังคงทำสีหน้าแบบกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ไม่อยากให้พี่วัตรไปเกิดใหม่หรืออย่างไรกัน?

“ถึงเวลาพี่วัตรเขาก็ต้องไป พี่รู้ใช่ไหมว่าไม่ควรรั้งไว้น่ะ”

“วัตรไม่ได้ไปไหน วัตรแค่บอกว่าอยากจะเกิดใหม่เป็นลูกของพี่เท่านั้น”

“เหอ... เป็นลูกของพี่วิทย์เนี่ยนะ!” เอาล่ะสิ! พี่วิทย์เคยมีผู้หญิงกับเขาเสียที่ไหนกัน แล้วอีแบบนี้จะไปหาแม่พันธุ์ที่ไหนมาทำแม่ให้พี่วัตรกันล่ะ?

“เออสิ! พี่บอกให้มันไปเกิดใหม่เป็นลูกคนรวยๆ ก็ไม่ยอมไป”

“มันเลือกที่เกิดกันได้ด้วยหรือพี่?”

นนท์เกาหัวแกรกๆ มีแต่คนบอกว่าเลือกเกิดไม่ได้ นี่พี่วิทย์กำลังจะบอกให้เขาเข้าใจเสียใหม่ว่าคนเราเลือกเกิดกันได้ งั้นที่เขาได้ยินได้ฟังได้รับการสั่งสอนมามันก็ผิดหมดน่ะสิ ถ้าหากว่าดวงวิญญาณสามารถเลือกเกิดเองได้น่ะ

“พี่ก็ไม่รู้หรอกนนท์แต่เจ้าวัตรมันยืนยันว่าทำได้ ป้าปริกแกก็บอกว่าวัตรไม่ใช่สัมภเวสีแต่เป็นดวงวิญญาณบริสุทธิ์ที่เข้าขั้นผู้มีบุญเพราะแกเห็นวิญญาณของวัตรเป็นสีขาวเปล่งแสงระยิบระยับเพราะกรรมดีที่กระทำสั่งสมกันมาแต่ชาติปางก่อน ก่อนตายชาตินี้วัตรยังตั้งจิตอนุโมทนาและยอมพลีอวัยวะให้หากวันนั้นวัตรจองเวรและไม่ยอมให้อวัยวะของตนเองกับใคร ป่านนี้วัตรคงไม่ต่างอะไรกับสัมภเวสีที่มีแต่ความเคียดแค้นชิงชัง แต่ก็นั่นละนะ... เจ้าวัตรมันกระทำแต่กรรมดีมาตลอดชีวิตขนาดจะตายมันยังยอมพลีร่างกายให้อย่างไม่คิดจองเวร”

นนท์หมดคำถามได้แต่ขับรถมุ่งหน้าไปยังบ้านของตนเอง เขาเชื่อว่ายังมีอีกหลายเรื่องที่พี่วัตรคุยกับพี่วิทย์ไม่อย่างนั้นจะกินเวลาเป็นชั่วโมงได้อย่างไร แต่หากพี่วิทย์พอใจที่จะบอกเล่าแค่นี้เขาก็จะฟังแค่นี้ เรื่องนี้คงต้องรีบรายงานให้ท่านทราบ ไม่แน่ว่าสองพี่น้องวิริยงค์กุลอาจรอดพ้นบ่วงกรรมนี้หากพี่วัตรออกปากไว้เองว่ายอมอโหสิกรรมและอนุโมทนาอวัยวะให้ทุกคนที่รับจากร่างของเขาไป

หลายวันหลังจากนั้นวิทย์ก็ต้องคิดหนักเมื่อเจอแรงกล่อมจากท่านราชา เขารับฟังคำพูดของท่านเงียบๆ เพราะยังไม่สามารถปล่อยวางได้อย่างเช่นวัตร ความแค้นในจิตใจของเขามันยังคงอยู่และรู้ตัวเองดีว่าตนเองนั้นเป็นคนที่ปักใจกับเรื่องใดแล้วเปลี่ยนใจได้ยาก ความจริงก็ยังคงเป็นความจริงหัวใจของวัตรยังอยู่ในร่างกายของหนึ่งธิดา หัวใจที่เขามีสิทธิ์เต็มที่ในเมื่อวัตรยกให้เขาแล้วมันเป็นของเขา! วัตรจะเที่ยวใจดียกให้คนอื่นอีกไม่ได้ เขาไม่ยอม!

“วิทย์”

“ครับท่าน”

โอ้... พระเจ้า วันนี้ท่านจะกล่อมเขาเพิ่มรอบพิเศษก่อนนอนหรืออย่างไรกันนี่?

“เธอคงจะเบื่อคำพูดคนแก่อย่างฉัน”

“เปล่าครับท่าน ผมรู้ว่าท่านพูดทุกอย่างกับผมเพราะท่านหวังดี”

“ทุกอย่างขึ้นอยู่กับเธอว่าจะปล่อยวางได้แค่ไหน”

“ผมจะพยายามครับ”

“หมายถึงจะยอมปล่อยสองพี่น้องนั่นไปไม่ทรมานพวกเขาแล้วใช่ไหมวิทย์!” เสียงของท่านเริ่มตื่นเต้นอย่างมีความหวังกับประโยคนี้ที่เขายอมเอ่ยเป็นครั้งแรก

“ผมอยากลงโทษพวกเขาบ้าง”

“อย่างไรวิทย์?”

“ผมจะสอนให้พวกเขารู้รสชาติของการสูญเสียของรักเสียบ้าง ผมถือว่าแค่นั้นเป็นโทษทัณฑ์ที่เบาที่สุดแล้ว”

“อย่างนั้นก็พอได้อยู่นะ แต่สัญญานะว่าจะหยุดเมื่อสอนให้พวกเขารู้จักกับรสชาติของการเสียของรักแล้ว”

“สัญญาครับท่าน”

“งั้นฉันก็วางใจ แล้วเรื่องนนท์จะเอาอย่างไรต่อไป”

“ก็ไม่จำเป็นต้องตามผมแจแล้วนี่ครับท่าน”

“เอางั้นก็ได้ แต่ระวังตัวหน่อยนะวิทย์อย่าลืมว่าฉันเป็นห่วงเธอ”

“ครับท่าน ผมเป็นอะไรไปวัตรก็ไม่ได้เกิดใหม่สิครับ” วิทย์พูดจาติดตลกที่ทำเอาท่านราชาพลอยหัวเราะไปด้วย เมื่อพูดถึงจุดประสงค์ของวัตรที่อยากเป็นลูกของวิทย์

“เรื่องนี้ก็สำคัญไว้ฉันจะหาแม่ให้วัตรเองนะวิทย์”

“ยังไม่ใช่ตอนนี้หรอกครับท่าน”

“ก็ได้ๆ รอให้เรื่องของเธอกับวิริยงค์กุลเรียบร้อยก่อนก็ได้ แล้วเราค่อยมาพูดถึงเรื่องแม่ของวัตรกัน”

ท่านราชาหัวเราะอย่างสบายใจที่คลี่คลายเรื่องนี้ลงได้โดยไม่ต้องคิดวางแผนอะไรให้มันมากความ ไม่คิดเลยจริงๆ ว่าวิญญาณของวัตรจะบริสุทธิ์ได้ถึงเพียงนี้เป็นอีกหนึ่งวิญญาณที่พิศุทธิ์เหลือเกิน 

 

เมื่อหาบทสรุปให้กับชีวิตที่เหลือนับจากนี้ได้แล้ววิทย์ก็เริ่มใคร่ครวญแผนการล้างแค้นอีกครั้งหนึ่ง เรื่องแม่ของวัตร วัตรเองก็เลือกแล้วว่าอยากเกิดเป็นลูกของใคร มันน่าจับหักคอเสียนักที่เจ้าวัตรดันเลือกคนที่เขาไม่อยากตอบรับ แม้มันจะเลือกได้ดีและเธอคนนั้นก็เหมาะแล้วที่จะเป็นแม่ของมันอย่างที่สุด

ห้าทุ่มกว่าวิทย์ก็ขับรถออกจากบ้านแอบเข้าไปในวิริยงค์กุล เขาไม่ได้มาหาหนึ่งธิดานานมากแล้ว เกือบสองอาทิตย์ที่เขามัวแต่ยุ่งวุ่นวายกับการตัดสินใจว่าควรจะจบเรื่องนี้แบบไหนดี นี่เป็นการกลับมาอีกครั้งหลังจากสรุปความต้องการของตนเองได้ เขายืนมองร่างแบบบางที่นอนหลับสนิทอยู่บนเตียงนอนสี่เสาแสนน่ารักของเธอ เขาต้องยอมรับว่า ณ เวลานี้ใจเขาปรารถนาเธอแต่เพราะเรื่องของวัตรคืออุปสรรคที่ทำให้เขาเลือกเธอไม่ได้  

วิทย์ทอดกายลงนอนเคียงข้างพลิกร่างของหนึ่งธิดามากอดเอาไว้ก่อนกดจูบแก้มเธอเบาๆ รับรู้จังหวะของหัวใจที่เต้นถี่ขึ้นเรื่อยๆ ของตนเองกับอาการค่อยๆ ตื่นรู้ของหนึ่งธิดาในอ้อมกอด

“พี่วิทย์”

หนึ่งธิดาเบิกตากว้างอย่างแสนดีใจก่อนจะโผเข้ากอดเขาแน่นซุกร่างเข้ามาอย่างลืมไปหมดแล้วว่าเธอต้องเว้นระยะห่างกับเขาตามนิสัยรักนวลสงวนตัว แสดงว่าเธอคิดถึงเขามากเกินกว่าจะระวังตนเอง

“ครับพี่เอง คิดถึงพี่มั้ยน้องดาคนดี”

“คิดถึงค่ะ น้องดาคิดถึงพี่วิทย์ที่สุดเลย พี่หายไปไหนทำไมไม่มาหาน้องดาเลยน้องดาคิดถึงพี่ทุกวันเลยนะคะ”

แววระริกไหวในสายตาของหนึ่งธิดายืนยันคำพูดของเธอได้ดีว่าเธอคิดถึงเขามากมายเพียงใด เรี่ยวแรงน้อยนิดที่กอดรัดร่างกายเขากลับมานั่นก็เช่นกันแม้มันจะสั่นๆ แต่มันก็บอกร่างกายเขาได้ดีว่าเธอเองก็ตื่นเต้นและยินดีจะอยู่ในอ้อมกอดของเขาอย่างไม่มีเงื่อนไข เธอยิ้มเต็มหน้าหัวใจของวิทย์แทบชาด้านและลืมคำสาบานที่จะแก้แค้นไปชั่วขณะ

“พี่มีงานนะครับ”

“ค่ะ น้องดาก็เฝ้าบอกตัวเองเหมือนกันว่าหากพี่วิทย์ว่างพี่วิทย์จะมาหาน้องดา แล้วตอนนี้พี่ว่างแล้วใช่มั้ยคะ”

“ครับ”

เสียงเขาเริ่มจะสั่นพร่าอาการทางเรือนกายเริ่มตอบรับกับการเบียดตัวเข้าหาของเธอ หนึ่งธิดาแอบซุกลงกับซอกคอเขาอย่างแสนคิดถึง

“น้องดาดีใจนะคะดีใจที่พี่วิทย์มาหาน้องดาแล้ว”

“ครับ... น... น้องดา”

การควบคุมตนเองไม่เคยเป็นเรื่องยากสำหรับเขามาก่อน แต่ตอนนี้มันกลับยากที่หยุดฝ่ามือไว้กลางแผ่นหลังของเธอ มันยากที่จะควบคุมไม่ให้ออกแรงกอดกระชับเรือนร่างของเธอ ความร้อนรุ่มมากมายกำลังก่อกำเนิดความต้องการทางเรือนกาย เขากำลังต้องการเธอ!

ไม่... อย่าทำลายเธอ!

จะเป็นไรไปเล่า?

ไม่ได้ ไม่สมควร

ครอบครองตีตราจองให้เธอหมองช้ำไปจนตาย

อย่าทำอย่างนั้น

เอาเลย... อย่ากลัว

ไม่!

“พี่วิทย์คะไม่สบายหรือเปล่าตัวร้อนเชียว?”

หนึ่งธิดาฝืนกายออกเงยหน้าขึ้นมองวิทย์ด้วยแววตาห่วงใยเมื่อเห็นอาการแปลกๆ คล้ายเขากำลังต่อสู้กับความรู้สึกบางอย่างอยู่ในใจ เธออังหลังมือกับหน้าผากกว้างใหญ่ของวิทย์เบาๆ หัวคิ้วขมวดเข้าหากันกับอุณหภูมิร่างกายที่จัดได้ว่าเข้าขั้นไม่สบาย หลังมือนุ่มนิ่มเคลื่อนไล้ลงสู่ข้างแก้มความร้อนของมันยังคงไม่ลดลงไม่ว่าจะเป็นส่วนไหนของกายเขา

“พี่วิทย์ ค... คะ”

เธอต้องหยิบยาให้เขาแต่เมื่อสบสายตากับเขาเธอก็ต้องสะดุ้ง แววตาของเขาวาวหวามมันเต็มไปด้วยอาการเรียกร้องและแรงปรารถนา เขาไม่ได้ป่วย... แต่... เขากำลังมีความต้องการทางเพศ แม้เธอจะอ่อนเดียงสาและไม่เคยเห็นสายตาแบบนี้จากผู้ชายคนไหน แต่ในทันทีที่พบเจอเธอก็แปลความหมายแอบแฝงในสายตานั้นได้

“กลัวพี่หรือ?”

วิทย์ตั้งคำถามพร้อมแววตาที่เต็มไปด้วยการตัดพ้อเมื่อเห็นอาการกระถดกายถอยหนีของหนึ่งธิดา เธอรู้ว่าเขาต้องการอะไร รู้ชัดและกำลังตอบคำขอของเขาด้วยว่าเธอไม่ต้องการเช่นเดียวกับเขา เธอบอกปฏิเสธเขาด้วยภาษากาย คนอย่างเขาไม่เคยคิดฝืนใจข่มเหงรังแกผู้หญิง เขาเลือดเย็นได้ฆ่าคนได้แต่ขืนใจผู้หญิงเขา... ทำไม่ได้

วิทย์ดีดตัวลุกขึ้นนั่งเขาเข้าใกล้เธอไม่ได้อีกแล้ว การอยู่แนบชิดกับเธอมันอันตรายเกินไป ไม่ใช่หนึ่งธิดาคนเดียวที่คิดถึงและปรารถนาจะพบหน้าเขา เขาเองก็คิดถึงและปรารถนาจะพบหน้าเธอเช่นกัน ถึงนาทีนี้เขาแน่ชัดในใจของตนเองแล้วว่าเขามีความรู้สึกรักใคร่ในตัวของหนึ่งธิดา

แต่ความรักไม่ใช่บทสุดท้ายของการแก้แค้น ไม่ว่าจะรักหรือไม่รักแผนการของเขาจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง เพียงแต่ตอนนี้เขาไม่พร้อม เขาต้องกลับไปตั้งหลักใหม่รอให้หัวใจมันแกร่งขึ้นและมีภูมิต้านทานต่อต้านคำว่ารักมากขึ้นแล้วเขาจะกลับมาประจันหน้ากับเธอใหม่อีกครั้ง

วิทย์หมุนตัวกำลังจะหันหลังจากไป นั่นทำให้หัวใจของหนึ่งธิดาตกวูบเธอกลัวว่าหากเขาไปแล้วจะไม่กลับมาอีก เธอจะยอมให้เขาจากไปไม่ได้ความรู้สึกสูญเสียกำลังเล่นงานให้เธอตัดสินใจทำในสิ่งที่ไม่สมควรกระทำ เธอผวาเข้าไปหาเขาทันที

“พี่วิทย์คะ” หนึ่งธิดาเกาะกอดเบื้องหลังของวิทย์เอาไว้ “อย่าไปนะคะอยู่กับน้องดาก่อน พี่เพิ่งจะมาไม่ใช่หรือ?”

“ปล่อยพี่น้องดา อย่าทำอย่างนี้มันอันตราย”

“แต่พี่เป็นผู้ชายคนเดียวที่จะไม่ล่วงเกินน้องดา”

“ไม่ใช่ตอนนี้ ปล่อยพี่ก่อนเถอะ”

“ไม่... ไม่... น้องดาไม่ปล่อย หากน้องดาปล่อยพี่จะจากไปและไม่กลับมาอีกแล้วใช่ไหม?”

เธอใจหายวาบกับอาการนิ่งเงียบของเขา เธอรู้เพียงแต่ว่าเธอจะสูญเสียเขาไปไม่ได้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นนับจากนี้เธอจะไม่เสียใจเด็ดขาด เขาเป็นสิ่งเดียวที่หัวใจเธอประจักษ์ชัดแล้วว่าต้องการและอยากให้เขาอยู่ใกล้ๆ ในช่วงเวลาสุดท้ายที่ชีวิตยังคงเหลืออยู่นี้

“พี่วิทย์ขาอยู่กับน้องดานะ” เธอโน้มตัวไปด้านหน้ากดจุมพิตลงบนแก้มสากระคายเนิ่นนานแม้จะรู้ว่าน่าอายแต่เธอก็ต้องพูดออกไป “น้องดายอมให้ได้ทุกสิ่งขอเพียงพี่วิทย์จะไม่ทิ้งน้องดาไปนะคะ”

“หนึ่งธิดา เธอไม่รู้หรอกว่ากำลังพูดอะไรออกมา” สะกดกลั้นความต้องการของตนเองเป็นเรื่องยากแต่เขายังมีสติพอให้ควบคุมจิตใจตนเองได้ “ปล่อยพี่เสียที อย่าทำอย่างนี้มันอันตรายกับตัวเธอเองนะ”

“น้องดารู้ค่ะ น้องดาตรองดีแล้ว น้องดาปรารถนาให้พี่อยู่กับน้องดา ไม่ว่าพี่จะต้องการอะไรน้องดาพร้อมจะมอบให้นะคะ เพียงแค่พี่ยอมอยู่เคียงข้างน้องดา น้องดาให้พี่ได้ทุกอย่างนะคะ”

“แน่ใจนะว่าจะไม่เสียใจในภายหลัง” วิทย์หันกลับมาโอบกอดเธอไว้แววตาเจิดจ้าแฝงรอยปรารถนาจนแทบจะกลืนกินร่างกายของเธอลงไป

“ไม่มีอะไรที่ต้องเสียใจ น้องดาไม่เสียใจที่มอบทุกสิ่งทุกอย่างให้พี่วิทย์”

ความอดทนอดกลั้นขาดสะบั้นลงทันทีวิทย์ตระหนักได้ว่าตนเองต้องการหนึ่งธิดาอย่างที่ไม่เคยต้องการใครมาก่อน ความปรารถนาเต้นเร่าอยู่ในทุกอณูเนื้อ มือหนาใหญ่ลากไล้อยู่ข้างแก้มนวลใสบางเบาทะนุถนอม ในเมื่อเธอต้องการเขาหัวใจเราต้องการกันและกันจึงไม่มีเหตุผลอะไรที่เขาจะต้องยับยั้งชั่งใจอีกแล้ว

เรียวปากบางๆ ระริกสั่นหวั่นไหวแต่เธอก็ไม่ถอยหนีไปไหน ความอุ่นซ่านแผ่ลามเลียจากริมฝีปากกระจายวงกว้างออกไปครอบคลุมทั้งดวงจิต วิทย์ปรารถนาที่จะลุกล้ำและกัดกินเธออย่างตะกละตะกรามแต่ความเป็นจริงเขากลับถนอมรัก สัมผัสเธออย่างแผ่วเบานุ่มนวลกลัวเธอแตกสลายในน้ำมือตนเอง

เรียวลิ้นเล็กๆ แฝงรอยตื่นกลัวรอรับเขาอย่างประหม่าหวั่นกลัว เขารู้สึกดีอาบเอิบตื้นตันไปทั้งดวงจิตกับการตอบรับที่เงอะงะและไม่ประสาของเธอ เป็นหน้าที่ของเขาที่จะสอนเธอและจูงมือเธอออกมาเที่ยวเล่นในอีกโลกหนึ่งที่เต็มไปด้วยความสุขจากโลกีย์วิสัย

“น้องดาจะเปลี่ยนใจตอนนี้ก็ยังทันนะครับ”

“น้องดา ม... ไม่เปลี่ยนใจค่ะ”

ใช่แล้ว... หนึ่งชีวิตที่คงอยู่ในโลกแคบอย่างเธอมีอะไรให้ต้องหวงแหน เมื่อปรารถนาจะรัก เมื่อค้นพบความรักมีอะไรจะต้องกลัว พี่เจษเพียงห่วงเธอกลัวเธอเสียใจ แต่เธอไม่กลัว เธอรู้เพียงแต่ในวันนี้หากไม่มีเขาเธอก็ไม่อยากมีวันพรุ่งนี้อีกแล้ว เธออาจตายได้ทุกนาทีใครจะรู้ว่านี่อาจเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้อยู่กับเขา เช่นนั้นแล้วเธอยังต้องกลัวอะไร?

“พี่วิทย์ขาบอกน้องดาทีน้องดากำลังฝันไปอยู่ใช่ไหม มัน... ไม่ใช่ความจริงใช่ไหม?” เสียงเธอสั่นไหวคลอเคล้าไปด้วยกลิ่นไอของความวาบหวามเมื่อริมฝีปากหนาหยักคมเริ่มร่ายมนต์ร้ายกาจที่เรียกว่าพิศวาสกามารมณ์ต่อเธอ

“หากเป็นจริง น้องดาจะหยุดหรือไม่?”

“น้องดา... กลัวนะคะ”

“กลัวอะไรหรือคนดีของพี่”

เธอไม่รู้ สมองของเธอไม่ทำงานเสียแล้วทุกอย่างมันขาวโพลน จิตใจรับรู้เพียงสัมผัสที่เขาเร่งเร้าและป้อนปรนเปรอให้

“พี่ขาหยุดคุยกันก่อนนะ... คะ พี่...”

หนึ่งธิดาสะดุ้งวาบตัวสั่นได้แต่ส่งเสียงร้องประท้วงเมื่อริมฝีปากร้ายกาจของเขาเริ่มสำรวจร่างกายของเธอ มันทำให้เธอหายใจไม่ออกรู้สึกอึดอัดรู้สึกเหมือนจะขาดใจตาย แต่ในขณะเดียวกันความซาบซ่านวาบหวิวที่เธอไม่เคยสัมผัสก็กระตุ้นในเธอตอบรับและต้องการสัมผัสจากเขามากขึ้นและมากขึ้น

“พี่... ขา... น้องดา... น้องดา... พี่ขา”

วิทย์ได้ยินทุกคำที่เธอพยายามเรียกและพยายามพูดเพื่อสื่อสารออกมาให้เป็นประโยคที่พอจะเข้าใจได้ แต่เธอกลับพูดได้แค่ไม่กี่พยางค์สลับกับเสียงครางแผ่วหวิวตอบรับสัมผัสที่เขามอบให้

“อย่าคิดมากปล่อยใจไปกับพี่ แค่มีเราเรื่องอื่นอย่าได้ไปใส่ใจเลยนะคนดี”

วิทย์เปิดโอกาสให้เธอได้หายใจเต็มปอดตามคำร้องขอ เขามองร่างงดงามกึ่งเปลือยที่บิดกายไปมาอยู่ในอ้อมกอดของเขา เขามองเห็นสีหน้าที่เต็มไปด้วยอารมณ์พิศวาสของเธอ เขารู้ว่าเธอขาดสติสัมปชัญญะไปนานแล้วเพราะเธอเป็นฝ่ายเต็มใจเรียนรู้วิถีแห่งรักนี้เอง

“อา... พี่... อย่ารังแกน้องด... า!

สองตางดงามหวานเชื่อมที่จ้องมองเขาอย่างหลงไหลเปลี่ยนไปเป็นเปิดค้างอย่างแสนตกใจเมื่อนาทีแห่งรักเดินทางมาถึง เธอเริ่มถอยหนีสีหน้าบ่งบอกถึงความเจ็บปวดพยายามร้องขอความเห็นใจให้เขาหยุดอย่าได้ทำร้ายเธออีก

เขาไม่ได้ทำร้ายเธอเราไม่มีใครเป็นฝ่ายทำร้ายใครใช่เธอที่เจ็บปวดคนเดียวเสียเมื่อไหร่กัน เขาก็เจ็บและปวดไม่น้อยไปกว่าเธอเพียงแต่เขาเรียนรู้มาก่อนเธอ เรียนรู้ว่าควรจัดการกับนาทีต่อจากนี้อย่างไรถึงจะดีที่สุด

เขาต้องสั่งสอนเธอชักนำให้เธอก้าวข้ามผ่านนาทีที่โหดร้ายนี้เพื่อให้ได้พบพานกับนาทีที่วิเศษกว่านับร้อยนับล้านเท่า และเขารู้ว่าเธอจะสามารถอดทนผ่านนาทีนี้ไปได้ เราจะจูงมือไปด้วยกันไม่มีวันปล่อยมือของกันและกันตลอดไป เพราะมันเป็นวิถีของปุถุชนที่คนทุกคนต้องเรียนรู้และนาทีนี้เป็นนาทีของเรา

นาทีที่แสนหวาน นาทีที่แสนหลงไหล อยากให้หัวใจของเราทั้งสองแนบชิดเคียงใกล้กันแบบนี้ตลอดไป แต่เขารู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ เธอ... ไม่มีวันหลุดพ้นไปจากคำว่า ต้นเหตุแห่งความตายของวัตรได้เลย แม้วัตรจะยอมอโหสิกรรมให้กับทุกคนแต่ความเจ็บช้ำนานปีของเขาไม่อาจจางหายไปได้ง่ายๆ ความแค้นที่ฝังรากลึกไม่อาจถอนทิ้งได้เพียงชั่วข้ามวัน เพราะรากเหง้าแห่งความอาฆาตแค้นกัดกินใจเขามาเนิ่นนานนับสิบหกปีแล้วนั่นเอง

รักอยู่ส่วนที่เรียกว่ารัก

แค้นก็ยังคงอยู่ในส่วนที่เรียกว่าแค้น

มันไม่อาจผสานรวมกันและอยู่ในตัวเธอได้ เวลานี้เขารักเธอเขาก็จะรักให้ถึงที่สุด ผ่านช่วงนี้ไปเธอคือเหยื่อที่รอการชำระแค้นเหตุการณ์ตอนนี้ไม่ได้ทำให้อะไรเปลี่ยนแปลงไปได้ ความตั้งใจของเขาไม่เปลี่ยนแม้เป้าหมายที่เขาบอกท่านไว้จะเปลี่ยนไปแล้วก็ตามที อย่างไรเสียเธอต้องอกหักและสูญเสียความรักหนึ่งเดียวที่เธอได้มอบไว้ให้กับเขา

หากเธออยู่รอดได้เขาก็จะปล่อยเธอไป แต่หากเธอไปไหนไม่ได้เธอก็จะเจ็บปวดจนกว่าความตายจะมาเยือนตรงหน้าเธอ เพราะชีวิตเขาไม่มีวันจบลงที่ตรงนี้ เราไม่มีอนาคตร่วมกันไม่มีวันเดินไปพร้อมๆ กัน

วัตรเลือกแม่ขอตนเองแล้วและมันไม่ใช่เธอ...หนึ่งธิดา
 
จบตอนที่ 3

 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น