อิมเมจของ หนึ่งธิดา เจษฎาวัฒน์ จันทิมา และ วิทย์
ตอนที่ 2. เงื่อนงำ
“อย่า... ร... ร้อง... ลูกผู้ชายตายได้แต่ต้องไม่ร้องไห้ ต้องไม่อ่อนแอให้ใครได้เห็น
ร... รู้มั้ยลูกรักของพ่อ”
เสียงกระท่อนกระแท่นจากเรือนกายที่อ่อนล้า อากัปกิริยาที่อ่อนแรง ลมหายใจที่รวยรินบ่งบอกได้ดีว่าพ่อ...
ซึ่งเป็นผู้ชายเพียงคนเดียวในโลกใบนี้ที่รักเขาที่สุดกำลังจะจากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับมาอีกแล้ว
“พ่อ... อย่าตายนะ ฮึกๆ” เด็กชายอำนวยในวัยสิบขวบปาดน้ำตาทิ้งอย่างที่พ่อต้องการแต่ก็ยังไม่วายร้องขอในสิ่งที่พ่อทำให้ไม่ได้
“หึ... นวยเอ๊ย... เจ้าโตแล้วนะ รู้แล้วไม่ใช่เรอะความตายเป็นธรรมดาของโลกใบนี้
ทุกคนเกิดมาแล้วย่อมต้องตาย พ... พ่อก็เหมือนกันเวลาของพ่อมาถึงแล้ว พ่อ... ม...
ไม่เคยเสียใจเลยที่มาถึงวันนี้จนได้”
ผู้เป็นพ่อรวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลือทั้งหมดส่งยิ้มน้อยๆ
ให้แก่บุตรชายตรงหน้าและจ้องมองแววตาของลูกรักไว้เขม็ง ใช่ว่าเขาจะอยากตายแต่ความตายไม่มีใครห้ามได้และในวันนี้มันก็ได้มาถึงวาระสุดท้ายของเขาแล้ว
การจากไปของเขาไม่ก่อให้เกิดความทุกข์ระทมในจิตใจของเขามากนัก เขาได้สั่งสอนสิ่งที่ควรจะสั่งสอนทั้งหมดให้กับผู้เป็นลูกชายแล้ว
ลูกของเขาจะสามารถเติบโตขึ้นเป็นต้นไม้ใหญ่ที่สมบูรณ์แบบโดยไม่มีใครรู้ว่าเด็กคนนี้เป็นเชื้อพันธ์มาจากต้นเก่าที่กำลังโค่นล้มลงอย่างเขาแน่นอน
“แต่ผมยังไม่อยากให้พ่อตายเลย” เด็กน้อยตาแดงก่ำน้ำตาไหลรินแม้จะไม่มีเสียงสะอื้นไห้แต่อย่างใดแล้ว
“จำไว้ว่าพ่อจะอยู่กับลูกเสมอ พ...
พ่อไม่ได้ตายทุกสิ่งทุกอย่างที่พ่อสอนลูก มั... น คือตัวตนของพ่อ ลูกต้องก้าวผ่านมันไปให้ได้
ก... ก้าวออกไปยืนกลางแสงสว่างเจิดจ้าให้ได้.... อ...
ย่าให้ใครรู้ว่าลูกเป็นใคร... จ... ง อยู่ต่อไปเพื่อตัวของลูกเอง ทำทุกอย่างเพื่อชีวิตของลูก...
จำเอาไว้ว่าพ่อจะแอบอยู่ในตัวของลูกเสมอ... และพ่อ... รักลูกที่สุด...
ขอบใจนะนวย... ขอบใจที่ยอมเกิดมาเป็นลูกของพ่อ ลู... ก
เกิดมาเพื่อสอนให้พ่อได้เรียนรู้ถึงคำว่า ‘รัก’ ทำให้พ่อได้รู้จักกับมันเมื่อพ่อมีลูก”
เด็กน้อยร้องไห้น้ำตาไหลนองอาบสองข้างแก้ม ทุ่มตัวลงกอดร่างใหญ่ของพ่อไว้โดยไม่สนใจเลยว่าตัวเองจะแปดเปื้อนเลือดของพ่อมากมายเพียงใด
เลือดที่ยืนยันได้ดีว่าในอีกไม่ช้าพ่อของเขาจะตายจากไป เงินทั้งหมดที่พ่อหาได้พ่อเปิดบัญชีธนาคารในชื่อของเขา
มันถือว่ามากหากมองกันที่ค่าเงินในยุคนั้น แต่ถึงอย่างไรเงินจำนวนนั้นเขาก็ไม่เคยเอามันออกมาใช้
เขาตั้งใจเก็บเอาไว้เพื่อนเป็นสายสัมพันธ์สุดท้ายที่เขาสามารถมีไว้ระลึกถึงพ่อได้
พ่อย้ำหนักย้ำหนาว่าเมื่อพ่อตายให้เขาจงอยู่ต่ออย่างชาญฉลาด ต้องไม่ให้ใครรู้ว่าเขาเป็นลูกของพ่อ
พ่อสั่งเสียให้เขาทำอีกหลายอย่าง พ่อบอกให้เขาไปนั่งที่สถานีตำรวจพร้อมเอกสารสำคัญที่ต้องติดตัวเอาไว้
ให้แอบซ่อนบัญชีธนาคารให้ดีๆ
แล้วทำทีเป็นว่าถูกพ่อที่มีอาชีพเก็บขยะนำมาทิ้งไว้เพราะทนเลี้ยงลูกต่อไปไม่ไหว ตำรวจจะส่งตัวเขาไปที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าและมีชีวิตใหม่ที่จะไม่มีอะไรเกี่ยวโยงไปถึงพ่อได้อีกเลย
พ่อตายหลังจากนั้นไม่นานและเขาก็ต้องทำตามคำสั่งเสียของพ่อ
พ่อสั่งว่าเมื่อพ่อตายเขาต้องเผาพ่อไปพร้อมกับบ้านหลังนี้เพื่อทำลายทุกอย่างที่นี่ให้หมดไป
เขายอมทำตามคำสั่งของพ่อด้วยเหตุผลเพียงประการเดียวแต่มันไม่ใช่เหตุผลอย่างที่พ่อบอกเอาไว้
เขาไม่เคยกลัวที่จะประกาศให้คนทั้งโลกได้รู้ว่าเด็กชายอำนวยเป็นลูกของพ่ออำนาจ
แต่ที่เขายอมเผาพ่อไปพร้อมกับบ้านหลังนั้นเพื่อเหตุผลเดียว เขาจะส่งวิญญาณของพ่อด้วยมือของเขาเองเพื่อให้พ่อไปสู่สุขคติให้พ่อหลับอย่างไร้กังวลดีกว่าจะให้ใครสักคนตามมาพบเจอและเอาร่างของพ่อไป
เขาจะจดจำพ่อไว้จนวันตาย
พ่ออำนาจ วงค์ฌิตพ่อของเด็กชายอำนวย พงษ์คำโต
ทุกอย่างเป็นไปอย่างที่พ่อสั่งเสียกระทั่งเขาได้เข้าไปอยู่ในบ้านเด็กกำพร้าจิตอารีย์
ใช้ที่นี่เป็นบ้านหลังที่สองของเขาและเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ไม่ยอมให้ใครได้รู้ว่าเขาเป็นใคร
มาจากไหนและเกี่ยวพันอย่างไรกับพ่อ ตามที่พ่อสั่งเสียไว้ทุกประการ
เพราะเขาไม่มีแม่เกิดมายังไม่รู้เลยว่าแม่หน้าตาเป็นอย่างไรรู้แต่ว่าในใบสูติบัตรแม่เขาชื่อว่า
‘มาลี พงษ์คำโต’ แต่พ่อบอกเอาไว้แล้วว่าเธอไม่ใช่แม่ของเขาหรอก เธอเป็นเพียงผู้หญิงคนหนึ่งที่ได้ตายไปแล้วและพ่อแอบอ้างเอาชื่อของเธอมาใช้เป็นชื่อของแม่เขาในใบสูติบัตร
ส่วนแม่ที่แท้จริงนั้น... อย่าได้ไปใส่ใจเลย พ่อบอกว่าจงมีแต่พ่อคนเดียวก็พอ ขนาดมีพ่อแต่ชื่อของพ่อก็ไม่เคยไปปรากฏในใบสูติบัตรของเขาเช่นกันหลักฐานทุกอย่างของ
ด.ช. อำนวย มีขึ้นเพื่อให้ยืนยันได้ว่าเขาเป็นเด็กชายชาวไทยเท่านั้น
เราอยู่กันสองคนพ่อลูกมาสิบปีเต็มก่อนที่วันจำพรากจะมาถึง เขาร้องไห้เสียใจนักแต่พ่อกลับยังคงยิ้มได้ทั้งๆ
ที่พ่อเจ็บเจียนตาย เขาไม่เคยเข้าโรงเรียนไม่เคยเรียนหนังสือ เขามีพ่อเป็นครูเพียงคนเดียวที่สั่งสอนสรรพวิชาให้แก่เขาและเพราะระดับมันสมองที่ดีเลิศทำให้เขาสามารถเรียนรู้ทุกอย่างที่พ่อสอนได้ในระดับที่เรียกว่าดีเยี่ยม
ทุกเวลานาทีคือชั่วโมงเรียนเขาเรียนรู้ทุกอย่างจากพ่อ ทั้งหลักการดำเนินชีวิตหลักคิดหลักการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนในรูปแบบของเด็กที่เกิดมาเพื่อเป็นลูกของมือปืน!
ใช่... พ่อเขาเป็นมือปืน มือปืนที่ดันมีลูกและต้องทำทุกอย่างเพื่อลูก เพราะคำคำเดียว
‘พ่อรักลูกที่สุด’ พ่อกลัวการล้างแค้นของคู่อริ พ่อกลัวพวกมันจะรู้ว่าเขาเป็นลูกของพ่อแล้วพวกมันจะมุ่งมาฆ่าลูกเพื่อแก้แค้นคืนในภายหลัง
การโยงใยลูกเข้ามาหาพ่อจะทำให้ลูกของพ่อเป็นอันตรายและพ่อไม่เคยอยากให้ลูกของพ่อเดินตามรอยเท้าของพ่อที่เรียกว่า
‘มือปืน’ แต่ที่พ่อไม่รู้คือคุณสมบัติที่ตกทอดมาจากพ่อที่เด่นชัดที่สุดในตัวเขาคือ
คุณสมบัติที่เรียกว่าเกิดมาเพื่อฆ่าเขาก็เหมือนกันกับพ่อ การฆ่าถือเป็นเรื่องธรรมดาในสายตาของเรา
พ่อบอกว่าในวงการมือปืนทุกย่างก้าวเหยียบย่ำอยู่บนความตาย วันนี้เราฆ่าเขาวันหน้าเขาก็จะวกกลับมาฆ่าเรา
เป็นกงกรรมกงเกวียนที่ไม่เคยหยุดหมุน พ่อรู้ดีว่าสักวันพ่อก็คงไม่พ้นต้องตายด้วยลูกปืนเช่นกัน
พ่อโดนยิงเข้าจุดสำคัญแต่พ่อยังตะเกียกตะกายกลับบ้านมาด้วยร่างกายบอบช้ำ พ่อกัดฟันทนเจ็บกลับบ้านมาสั่งเสียลูกชายที่รักเป็นครั้งสุดท้าย
เด็กกำพร้าคือเด็กที่ไม่มีญาติ ไม่มีพ่อ ไม่มีแม่ ไม่มีใครอุปการะดูแล จึงต้องย้ายตัวเองเข้ามาอยู่ในความดูแลของสถานสงเคราะห์
ยึดเอาที่นั่นเป็นบ้านของตนเอง ‘บ้านจิตอารีย์’ ก็เป็นหนึ่งในสถานสงเคราะห์ เป็นบ้านเด็กกำพร้าที่เด็กชายอำนวยได้เข้ามาอาศัยและพักพิงยึดเอาไว้เป็นบ้านหลังที่สองของเขา
ที่บ้านจิตอารีย์ อำนวยได้พบกับวัตรเด็กกำพร้าที่มีอายุน้อยกว่าสองปี
วัตรเป็นเด็กน่ารักมีหัวใจรักที่พิสุทธิ์ เด็กทั้งสองจึงสนิทสนมกันมากและอำนวยคิดเสมอมาว่าวัตรคือญาติสนิทเพียงหนึ่งเดียวที่เขาจะมีและยึดถือไว้ทุกวินาทีนับจากที่ได้พบกัน
กระทั่งอายุสิบแปดปีเต็มอำนวยก็ออกจากบ้านเด็กกำพร้าเพื่อออกมาเผชิญโลกด้านนอกเพียงลำพัง
เขามีเวลาสองปีในการเตรียมบ้าน เตรียมที่อยู่ เตรียมอาชีพเพื่อรอรับวัตรในวันที่วัตรอายุครบสิบแปดปีและออกมาจากบ้านเด็กกำพร้ามาอยู่ด้วยกัน
ในวันที่รับวัตรมาอยู่ด้วยเขาได้เปลี่ยนตัวเองจากนายอำนวย พงษ์คำโต กลายเป็นนายวิทย์
พงษ์อำนาจ
เมื่อชื่อที่พ่อตั้งให้นั้นดันไม่ถูกใจเจ้าวัตรน้องชายที่รักของเขา มันดันอยากให้เขาชื่อวิทย์ด้วยเหตุผลง่ายๆ
คือมันชื่อวัตรเลยอยากให้ชื่อเขาคล้องจองกับตัวมัน เราสองคนก็ตั้งนามสกุลขึ้นใหม่โดยเอาคำว่า
‘พงษ์’ จากนามสกุลของแม่มารวมกับคำว่า ‘อำนาจ’ จากพ่อ กลายเป็นความหมายใหม่ว่าลูกหลานนับจากนี้คือวงวานว่านเครือของพ่ออำนาจ
เลยมีนายวิทย์ และนายวัตร พงษ์อำนาจสองคนในวันนั้น
แต่พวกเรามีชีวิตอยู่ข้างนอกบ้านเด็กกำพร้าได้เพียงไม่นาน หัวใจดวงที่สองของเขาก็ต้องมีอันสลายหายไปอีกครั้งหนึ่ง
เมื่อวัตรถูกฆ่า... แย่งชิงอวัยวะภายในไปจนแทบหมดตัว พวกมันเอาอวัยวะสำคัญของวัตรไปจนหมดสิ้นไอ้พวกเลวชาติฆ่าคนเพื่อแย่งชิงอวัยวะไปสนองตอบต่อคนมีเงินที่ยังไม่อยากตาย
พวกมันสมควรตายอย่างยิ่ง!
สองปีเต็มหลังจากวัตรตายวิทย์ก็กลายสภาพจากอดีตลูกมือปืนกลายเป็นนักฆ่าเต็มตัว
เขาเดินเข้าไปหากลุ่มอิทธิพลใหญ่ในกรุงเทพและทำสัญญากับหัวหน้ากลุ่มด้วยการอาสากำจัดคู่อริของกลุ่มนั้นให้ด้วยตนเอง
แลกกับการฝึกทักษะให้เขากลายเป็นนักฆ่าที่สมบูรณ์แบบ และขอสนับสนุนกำลังอาวุธรวมทั้งข่าวสารให้กับเขา
เขาไม่ใช่มือปืนอย่างที่พ่อเคยเป็นแต่เขาเป็นนักฆ่า เขาถนัดกับการฆ่าที่ไม่ยึดติดกับปืนเหมือนพ่อ
เขาสามารถใช้อาวุธสังหารได้ทุกชนิดอย่างเชี่ยวชาญ
จำนวนคนนับร้อยๆ ชีวิตถูกไล่ฆ่าทีละคนสองคนในเวลาสองปีหลังจากวัตรตาย เขาฆ่าทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการตายของวัตรไม่ละเว้น
เด็ก สตรี และคนชรา เขาไม่เคยปราณีกับครอบครัวของคนชั่วพวกนี้ ทุกชีวิตล้วนสังเวยให้กับความแค้น
สุดท้ายแล้วความแค้นที่สูญเสียวัตรไปกลับไม่สูญสลาย วิทย์คนเก่าตายไปพร้อมๆ กับวัตร
คงเหลือแต่วิทย์คนใหม่ที่เงียบขรึมและซึมเศร้าอยู่อย่างเดียวดายไร้ญาติขาดมิตรไม่มีแม้กระทั่งเพื่อนสักคนเดียว
วิทย์กลับเข้าไปอำลากลุ่มอิทธิพลที่ให้การสนับสนุน แต่กฎย่อมเป็นกฎ เมื่อขึ้นขี่หลังเสือแล้วใช่ว่าจะลงจากมันมาได้ง่ายดาย
สมาชิกที่ต้องการออกจากกลุ่มต้องยอมพลีร่างกายรับกระสุนจากหัวหน้าสาขาคนละนัด
นัดสุดท้ายคือคมกระสุนของผู้เป็นนายใหญ่
หัวหน้าสาขาให้ความเป็นมิตรกับวิทย์ตลอดมา ทุกคนรู้ดีว่าวิทย์เลือกเส้นทางนี้เพราะความแค้นที่สูญเสียน้องชาย
เมื่อกลุ่มอิทธิพลนั้นถูกกำจัดไปวิทย์ก็ไม่อยากฆ่าใครอีก ทุกคนจึงเลือกยิงแต่จุดที่ไม่อันตราย
กระทั่งคนสุดท้าย หัวหน้าแกงค์ผู้มีสิทธิ์หยิบยื่นความตายให้กับวิทย์คนสุดท้าย
“หลังจากนี้จะทำอะไรหรือวิทย์”
“ผมไม่มีอนาคตไม่ว่าจะกลับออกไปแบบมีลมหายใจหรือไม่ ผมไม่เคยสนใจเชิญหัวหน้าได้ตามสบายครับ”
“ฉันไม่อยากฆ่าแกหรอกวิทย์ สัญญากับฉันว่าต่อไปนับจากนี้ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามแกจะไม่ทำร้ายและทำลายแกงค์ของฉัน
ฉันก็พร้อมจะเปิดโอกาสให้แกหายใจต่อไปได้เรื่อยๆ”
“ผมไม่เคยคิดร้ายกับใครก่อนครับหัวหน้า ผมจะร้ายเฉพาะกับคนที่ร้ายต่อผม ตราบใดที่แกงค์ไม่คิดร้ายกับผมเราก็คือมิตรต่อกันเสมอไปครับ”
“ดี... งั้นจงมีชีวิตต่อไปและรับรู้ไว้ด้วยว่าเราทุกคนที่นี่เป็นมิตรของแกหากต้องการความช่วยเหลือจงกลับมา”
“ครับหัวหน้า”
เสียงปืนนัดสุดท้ายดังขึ้น วิทย์ก้มตัวลงไหว้หัวหน้าสาขาทุกคนและกลับออกจากแกงค์ไปในที่สุด
เขาเดินสะเปะสะปะไปเรื่อยๆ แต่บาดแผลเลือดเต็มกายยังไม่ได้รับการเยียวยา แม้จะไม่ใช่จุดสำคัญแต่หากไม่รักษามันก็คือตายนั่นเอง
วิทย์ไม่ใส่ใจบาดแผลเหล่านั้นเขายังคงก้าวต่อไปจนกระทั่งก้าวไม่ไหวและล้มลงหมดสติไปในที่สุด
เขาบอกตัวเองได้แค่ว่าตายก็ได้ในเมื่อไม่รู้จะอยู่ต่อไปเพื่ออะไรอีกแล้วเช่นกัน
แต่ความตายคงไม่ใช่หนทางที่สวรรค์จะหยิบยื่นให้กับคนอย่างวิทย์ เมื่อหลายวันต่อมาเขาก็ฟื้นขึ้นที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งด้วยเมตตาจากชายที่ชื่อราชา
เขาให้การรักษาช่วยเหลืออย่างเต็มที่เท่าที่จะทำได้ นับจากนั้นวิทย์ก็อยู่ข้างกายของราชา
เบญจรัศม์ตลอดมา สิบสี่ปีแล้วที่วิทย์ติดตามท่านราชาและทำงานทุกอย่างในฐานะมือขวาคนสนิท
ราชาเป็นผู้ชายเพียงคนเดียวที่หัวใจบอบช้ำของวิทย์ให้การยอมรับในฐานะบุรุษที่ดีที่สุดในโลกหล้า
ราชาคือคนที่ดีที่สุดในทุกๆ ด้าน
วิทย์จึงไม่เสียใจที่จะยอมตายและศิโรราบให้กับผู้ชายคนนี้ เขาเคารพรักท่านดั่งพี่ชายในสายเลือด
ซึ่งราชาเองก็รักเขาอย่างน้องชายเช่นกัน
สิบสี่ปีหลังจากเริ่มต้นชีวิตใหม่ วิทย์ก็ทำหน้าที่เป็นการ์ดรักษาความปลอดภัยให้กับราชาและก่อตั้งบริษัทที่เรียกว่า
วี.พี. ซีเคียวริตี้การ์ดขึ้นมา เขาคัดเลือกและสอนเด็กในหน่วยงานด้วยมือของตนเอง จากนักฆ่าผันตัวมาเป็นบอร์ดี้การ์ดและลบลืมความทรงจำเก่าๆ
ไปจนหมดสิ้นมีเพียงประการเดียวที่ลบลืมไม่ลงคือเรื่องของวัตร
เรื่องของวัตรยังคงเป็นปัญหาคาใจของวิทย์อยู่ วิทย์ตามเก็บอวัยวะของวัตรคืนมาจนครบหมดแล้ว
ใครที่แย่งชิงอวัยวะของวัตรไปวิทย์คนนี้ก็ตามหาและทวงคืนกลับมาเสียทุกราย
มีเพียงชิ้นเดียวที่ยังตามกลับมาไม่ได้ไม่ว่าวิทย์จะพยายามค้นหาเพียงใดมันก็ยังไม่ปรากฏออกมาว่าใคร...
คือผู้ที่ได้ครอบครองเอาไว้
หัวใจของวัตรคืออวัยวะชิ้นสุดท้ายโดนแย่งชิงเอาไป
‘พี่วิทย์... หัวใจผมเป็นของพี่เป็นของพี่คนเดียว ผมยกให้พี่ ฮ่าๆ’
รอยยิ้มของวัตรยังคงกระจ่างเต็มตาของวิทย์เสมอ รอยยิ้มที่วิทย์ชอบผลักหัววัตรออกไปแบบหมั่นไส้ยิ่งนักกับสายตารักใคร่มากมายที่วัตรใช้มองมายังเขาแทบจะตลอดเวลากับคำว่า
‘รัก’ ที่มอบให้เขาจากหัวใจ
ในเมื่อหัวใจวัตรเป็นของเขา เขาบอกได้เลยว่าไม่เต็มใจที่จะยกมันให้ใคร ดังนั้นใครก็ตามที่ฉกชิงเอาหัวใจของวัตรไปต้องคืนกลับมาให้เขา
นอกจากหัวใจของวัตรแล้วเขาจะชิงเอาหัวใจของทุกคนที่เกี่ยวข้องกับมันเป็นของแถมติดมือกลับมาด้วย! เขาจะฆ่าไม่ให้เหลือเลยสักคนเดียวอย่าให้รู้เชียวว่าหลบอยู่ที่ไหนไอ้คนที่แย่งชิงเอาหัวใจของวัตรไป
‘คนที่จะผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ คือคนที่ไม่สามารถรักษาด้วยวิธีอื่นได้แล้วครับพี่วิทย์
เพราะฉะนั้นเราต้องรู้ว่าใครบ้างที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคหัวใจจนอยู่ในข่ายที่ต้องผ่าตัดในช่วงก่อนหน้าที่พี่วัตรจะหายตัวไป
ผมคาดว่าคนป่วยที่ต้องการเปลี่ยนหัวใจต้องเป็นคนไทยแน่นอน’
วิทย์ทอดร่างลงนอนเหยียดกายบนโซฟาตัวใหญ่ ยกมือเกยหน้าผากอย่างเหนื่อยล้าห้วงความนึกคิดพยายามใคร่ครวญถึงทุกคำพูดของหมอวิทยาศัลยแพทย์มือดีในยุคสมัยนี้
เพื่อหาจุดเชื่อมต่อที่เขาจะใช้ขยายผลการค้นหาหัวใจของวัตร
‘ผมไม่คิดว่าจะเป็นชาวต่างชาติพวกเขาไม่เสี่ยงเดินทางเพื่อมาผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจในประเทศไทยหรอกครับ
สู้ส่งตัวพี่วัตรไปที่ประเทศปลายทางเลยจะง่ายกว่า แต่นี่พี่วัตรตายในเมืองไทยแสดงว่าการผ่าตัดต้องเกิดขึ้นในเมืองไทย
หัวใจไม่ใช่อวัยวะที่แช่แข็งได้มันต้องเปลี่ยนถ่ายกันตอนนั้นเดี๋ยวนั้นเลยครับพี่’ ในประเด็นนี้วิทย์ยอมรับว่าคิดไม่ถึงจริงๆ
และความเห็นของหมอวิทยามีหลักการควรแก่การเชื่อถือได้มากที่สุด
‘พี่วิทย์จะต้องเริ่มต้นค้นหาเสียใหม่ ที่ผ่านมาพี่หาจากข้อมูลการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจโดยตรง
ซึ่งผมกลับมองว่าหากพี่ซื้อหัวใจจากตลาดมืดมันเป็นไปไม่ได้ที่จะกระทำการอย่างโจ่งแจ้งและมีหลักฐานให้พี่ตามหาได้
พี่ต้องหาจากผู้ป่วยโรคหัวใจใครก็ได้ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิงเอาที่อาการของเขาต้องอยู่ในโรงพยาบาลก่อนหน้าที่พี่วัตรจะตายอย่างน้อยสองอาทิตย์
โดยเฉพาะถ้าเรารู้ว่าโรงพยาบาลไหนเป็นแหล่งผ่าตัดมันจะยิ่งง่ายเข้าครับพี่’
ในตอนนั้นวิทย์ฉิวหมอวิทยาเป็นที่สุดที่พูดออกมาได้ง่ายๆ ก็ถ้าวิทย์รู้ว่าโรงพยาบาลไหนที่มันกล้าผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจของวัตรไป
วิทย์คนนี้คงบุกเผาโรงพยาบาลนั้นไปนานแล้วไม่ต้องรอจนถึงวันนี้หรอกหมอวิทยา
‘พี่วิทย์ใจเย็นก่อนครับ พี่ลองดูข้อมูลพวกนี้สิ... จากผลการชันสูตรพลิกศพ
พี่วัตรเสียชีวิตก่อนพบศพมาแล้วสี่ถึงหกชั่วโมงนั่นหมายความว่าการผ่าตัดหัวใจออกจากร่างพี่วัตรต้องเกิดขึ้นตอนบ่ายสามถึงหกโมงเย็นของวันเดียวกันนั้น
ที่สำคัญจากจุดที่พบศพของพี่วัตรตำรวจสันนิสฐานแล้วว่าเคลื่อนย้ายศพมาทางถนน พี่ลองวิเคราะห์ดูสิครับว่าระยะเวลาสี่ถึงหกชั่วโมงจากจุดที่พบศพ
หากใช้เส้นทางรถยนต์โรงพยาบาลไหนอยู่ในรัศมีที่เข้าข่ายเป็นไปได้บ้าง หากโรงพยาบาลนั้นเป็นโรงพยาบาลเล็กๆ
ไม่มีเครื่องมือสำหรับผ่าตัดใหญ่ได้ก็ตัดออกไปขอบเขตการค้นหาจะแคบเข้ามาครับพี่’
วิทย์ถึงกับอุทานตัวชากับรายละเอียดปลีกย่อยที่เขามองข้ามผ่านมานานนับสิบสี่ปี
เขารีบคว้าโน้ตบุคขึ้นมาคีย์คำสั่งต่างๆ ลงไปมากมายเพื่อเรียกหาโปรแกรมแผนที่และรีบเร่งทำการคำนวณเส้นทาง
ระบุความเร็วในการเคลื่อนย้ายศพ ทดเวลารถติดเข้าไป เมื่อเงื่อนไขทุกอย่างประกอบเข้าด้วยกัน
ระบบคอมพิวเตอร์ก็ทำการคำนวนรัศมีความเป็นไปได้จากจุดที่พบศพและระบุโรงพยาบาลในเขตนั้นขึ้นมาหลายสิบแห่ง
‘ดูนี่หมอ! นี่เป็นโรงพยาบาลที่ระบบคำนวณว่าเป็นไปได้ในช่วงเวลานั้น’
‘โรงพยาบาลนี้ นี้ นี้
แล้วก็นี้ด้วยเป็นโรงพยาบาลขนาดเล็กทุกวันนี้ยังไม่อาจรองรับการผ่าตัดใหญ่ได้อย่าว่าแต่เมื่อสิบหกปีก่อนเลยครับพี่
ส่วนโรงพยาบาลนี้แม้จะรองรับการผ่าตัดใหญ่ได้แล้วแต่วิทยาการเมื่อสิบหกปีก่อนที่นี่ไม่มีทางผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจได้แน่...
ส่วนโรงพยาบาลนี้ถ้าผมจำไม่ผิดมันเพิ่งก่อตั้งมานานราวๆ สิบสี่ปี ใช่...
สิบสี่ปีแน่นอนผมจำได้ว่าเพิ่งไปร่วมฉลองงานครบรอบสิบสองปีของโรงพยาบาลนี้เมื่อเกือบสองปีก่อนครับพี่วิทย์’
สุดท้ายก็เหลือโรงพยาบาลเดียวที่น่าสงสัยว่าจะเป็นที่ผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจของวัตรได้!
‘มีความเป็นไปได้สูงมากครับ เพราะโรงพยาบาลแห่งนี้ขึ้นชื่อว่าทำทุกอย่างเพื่อเงิน
เคยโดนเพ่งเล็งเรื่องผิดจรรยาแพทย์อยู่ก็หลายครั้งแต่ก็รอดตัวไปได้เพราะหลักฐานไม่แน่นหนาพอ
ผมเองก็ไม่เคยคบหากับศัลยแพทย์จากที่นี่เพราะเรามีมุมมองที่ต่างกันครับพี่วิทย์’
‘แต่พี่อย่าเพิ่งแน่ใจนักนะครับ ลองเข้าไปสืบหาประวัติการใช้ห้องผ่าตัดของที่นั่นดูก่อน
หากมีการผ่าตัดใหญ่ในช่วงเวลาบ่ายสามถึงหกโมงเย็นในวันนั้นจริง
พี่ค่อยสืบข้อมูลทีมแพทย์ที่ลงผ่าตัดว่ามีใครบ้าง ผมสามารถบอกพี่ได้ว่าทีมแพทย์นั้นมีความสามารถเพียงพอในการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจหรือไม่’
‘การเปลี่ยนหัวใจช่วงเวลาที่ทำการผ่าตัดจริงๆ ตั้งแต่ลงมีดจนกระทั่งเย็บแผลนั้น
ใช้เวลาห้าชั่วโมงเศษๆ
แบ่งเป็นช่วงที่เอาหัวใจออกจากร่างประมาณสามชั่วโมงต้องใช้ทีมแพทย์อย่างน้อยสองทีมทีมหนึ่งผ่าตัดเอาหัวใจออกจากร่างพี่วัตรอีกทีมผ่าตัดเอาหัวใจออกจากร่างผู้ป่วยและทำการผ่าตัดหัวใจพี่วัตรเข้าสู่ร่างผู้ป่วยจนกระทั่งเย็บแผลประมาณสองชั่วโมงเศษๆ’
‘การเตรียมการผ่าตัดหัวใจจนถึงผ่าได้จริงเมื่อสิบหกปีก่อนนั้นต้องกินเวลาอย่างน้อยยี่สิบชั่วโมง
นั่นคือเจ็ดโมงเช้าของวันก่อนหน้านั้นผู้ป่วยต้องพร้อมรอที่เตียงผ่าตัดแล้ว หากพี่พิจารณาจุดนี้ประกอบเข้าไปด้วยมันก็ง่ายที่จะระบุตัวผู้ต้องสงสัยได้
พี่วิทย์ระวังนิดหนึ่งนะครับอาจมีการบิดเบือนข้อมูลว่าผ่าตัดใหญ่อย่างอื่นแต่เราเชื่อได้ว่าระยะเวลาช่วงนั้นใช่การผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจครับ
และหากคนไข้คนนั้นมีประวัติโรคหัวใจอยู่ด้วยก็เป็นที่แน่ชัดครับว่าเป็นเขา อ้อ...
จุดสำคัญอีกจุดที่พี่ต้องไม่พลาดคือคนไข้รายนั้นต้องมีเลือดกรุ๊ปเดียวกันกับพี่วัตรครับ’
วิทย์ทะลึ่งตัวลุกขึ้นนั่งตาวาววับเมื่อนึกทบทวนมาถึงจุดนี้เขาก็พบเงื่อนงำที่จะคลำทางต่อไปได้แล้ว
“จริงสินะก่อนผ่าตัดต้องเตรียมผู้ป่วยล่วงหน้า แค่เราตรวจสอบว่าก่อนวันที่กำหนดผ่าตัดมีผู้ป่วยแอดมิดกี่คน
หลังผ่าตัดมีผู้ป่วยแอดมิดต่ออีกกี่คน ในจำนวนนั้นใครมีกรุ๊ปเลือดตรงกับวัตรบ้างแล้วค่อยเจาะประวัติอีกทีว่ามีอาการโรคหัวใจหรือไม่
หลังผ่าตัดมีประวัติรับยากดภูมิคุ้มกันหรือไม่ มันก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรนี่นะ”
รอก่อนเถอะไอ้ตัววายร้ายรับรองมึงได้เจอกับวิทย์คนนี้แน่ๆ
‘วิวัฒน์ วิริยงค์กุล’ ไม่ว่าอย่างไรวิทย์ก็ไม่อาจลบลืมชื่อนี้ได้
สัญชาตญาณบอกให้เขาไม่ปล่อยประเด็นนี้ให้หายไปแม้จะค้นพบเงื่อนงำใหม่ให้ต้องไปสืบค้นหา
แต่ความรู้สึกของเขากลับบอกว่ามันต้องมีสายสัมพันธ์เชื่อมต่อกันไม่เช่นนั้นการสอดไส้ประวัติการรักษาทำไมจึงเจาะจงใส่ในแฟ้มประวัติของนายวิวัฒน์ด้วย
จากการสั่งค้นหาข้อมูลพบว่าวิวัฒน์ วิริยงค์กุลเป็นบุคคลที่ร่ำรวยมากๆ
คร่ำหวอดอยู่ในธุรกิจเงินทุนหลักทรัพย์และเครือธนาคารยักษ์ใหญ่ มีบุตรชายแค่เพียงคนเดียวคือนาย
‘เจษฎาวัฒน์ วิริยงค์กุล’ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหารสูงสุดของธุรกิจในเครือวิริยงค์กุลมาได้สองสามปีแล้ว
วิทย์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงในเครื่องแต่งกายทะมัดทะแมงสีดำสนิท คืนนี้เขาตั้งใจจะบุกค้นบ้านวิริยงค์กุล เพื่อทำการเก็บข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง
มันอาจจะมีเงื่อนงำอะไรบางอย่างแอบซ่อนอยู่ที่บ้านหลังนั้น ปืนคู่ใจกระบอกเดิมเมื่อครั้งเขาตามล่าคนที่ฆ่าวัตรถูกหยิบขึ้นมาใช้งานอีกครั้ง
เขาเคยใช้ปืนกระบอกนี้ยิงเจาะทะลุผ่านหัวใจไอ้ตัวเลวร้ายมานับร้อยศพ คนอื่นๆ ในครอบครัวของพวกมัน
เขาตัดสินใจฆ่าด้วยการปาดลำคอ ตำรวจจึงเข้าใจว่าฆาตกรคดีนี้มีสองรายคือ ‘มือฆ่าทะลุหัวใจ’
และ ‘มือฆ่าปาดลำคอ’
ในความเป็นจริงแม้ไม่มีอาวุธใดๆ เขาก็ฆ่าสังเวยทุกชีวิตเพื่อวัตรได้เสมอ แต่เขาเลือกสังเวยพวกมันด้วยหัวใจและใบมีด
ก่อนฆ่าเขาแจ้งสาเหตุการตายให้พวกมันทุกคนได้รับทราบ ครอบครัว ลูก เมีย ญาติพี่น้องของพวกมันจะถูกปาดคอตายไปทีละรายให้พวกมันได้เห็นและได้อ้อนวอนร้องขอชีวิตของคนที่มันรัก
แต่เขาก็ไม่เคยใจอ่อนละเว้นชีวิตให้ใครเลย ทุกชีวิตต้องตกตายเพื่อสังเวยให้แก่วัตร
เขาแค้นที่พวกมันกล้าทำลายคนที่เขารักลงได้เพื่อ ‘เงิน’ สุดท้ายก่อนตายพวกมันก็ได้รู้ว่าเงินมากมายที่พวกมันกอบโกยมาจากความทุกข์ทรมานและคร่าสังหารชีวิตของคนอื่นไม่ช่วยอะไรเลย
ตายไปแล้วก็นำเอาเงินที่มันพยายามหามาทั้งชีวิตไปด้วยไม่ได้สักสตางค์แดงเดียว
วิทย์ก้าวออกจากห้องแฝงตัวไปตามเงามืดมุ่งหน้าสู่โรงเก็บรถ ดึกมากแล้วบริเวณคฤหาสถ์เบญจรัศม์จึงค่อนข้างเงียบสงบ
การ์ดเดินตรวจตราบ้างเป็นบางเวลา ระบบรักษาความปลอดภัยที่เขาออกแบบนี้ช่วยให้การ์ดเดินเวรยามน้อยลง
เขาใช้เทคโนโลยีเข้าแทนที่แรงงานมนุษย์แต่ถึงกระนั้นแรงงานมนุษย์ยังคงต้องมีอยู่
“พี่วิทย์ครับ” วิทย์หันกลับไปทางเสียงเรียกเบาๆ
นึกแปลกใจว่าดึกปานนี้ยังมีใครไม่เข้านอน
“ดึกขนาดนี้แล้วยังไม่กลับบ้านอีกหรือนนท์”
ถามไถ่นนท์ไปอย่างนั้นเองเมื่อวิทย์นึกรู้อยู่แล้วว่านนท์เริ่มติดตามเขาตามคำสั่งของท่านราชา
วิทย์ไม่รอคำตอบของนนท์ยังคงมุ่งหน้าไปหารถคู่ใจก่อนจะโยนกุญแจรถให้กับนนท์ที่คว้ารับได้ฉับไวพอกัน
นนท์เป็นคนเก่งในเชิงหมัดมวย ศิลปะป้องกันตัวทุกรูปแบบแม้แต่ปืนผาหน้าไม้นนท์ก็ทำได้ดี
นนท์เป็นคนที่มีฝีมือน่ากลัวที่สุดคนหนึ่งเท่าที่เขาเคยฝึกสอนมา
แต่นนท์เป็นนักฆ่าไม่ได้ นนท์ไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นผู้ฆ่าหรือเป็นผู้ล่า
นนท์เหมาะที่จะเป็นสิงห์เจ้าป่าที่เกิดมาเพื่อปกปักรักษาทุกชีวิตในปกครองให้อยู่ดีมีสุข
นนท์เหมาะที่สุดแล้วกับคำว่าบอดี้การ์ด
สิ่งที่นนท์ขาดไปคือเล่ห์เหลี่ยมเพราะภายในจิตใจของนนท์เต็มไปด้วยความดีงาม ไม่เหมือนกับเขา
เขาไม่ดีงามเช่นนนท์สำหรับเขาแล้วผิดคือผิดถูกคือถูกไม่มีคำว่าสงสารหรือเห็นใจให้คนที่กระทำความผิด
ท่านราชารู้จุดอ่อนของเขา รู้ว่าวิทย์คนนี้ลึกๆ
แล้วแพ้พ่ายให้กับความดีงาม ยิ่งดีงามวิทย์จะยิ่งพ่ายแพ้ ท่านจึงเลือกส่งนนท์มาเป็นคนคอยติดตามเขาหวังจะให้เขาเย็นลงก่อนที่จะกระทำเรื่องเลวร้ายลงไป
นนท์ขึ้นประจำที่คนขับรอจนกระทั่งวิทย์ขึ้นนั่งเคียงข้างเรียบร้อยค่อยนำรถออกจากโรงจอดเงียบๆ
ไม่ถามอะไรให้มากความรู้ว่าเขาจะบอกเส้นทางให้เองเมื่อถึงเวลา
“ขับไปตามที่เนวิเกเตอร์บอกนำทางนะนนท์” วิทย์เลือกใช้ระบบนำทางในรถ
เขาชอบเทคโนโลยีในรถของเขาจึงมีทุกอย่างที่ล้ำสมัยเสมอ
“ท่านบอกอะไรนนท์บ้าง”
“ทุกอย่างครับ ท่านบอกผมหมดแล้วบอกกระทั่งสิ่งที่พี่วิทย์กำลังจะทำต่อไปด้วย”
“งั้นหรือ แล้ว... นนท์จะห้ามพี่ไหม?”
“ผมเชื่อว่าทุกอย่างที่พี่ทำ พี่คิดดีแล้วและถ้าพี่คิดว่ามันสมควรแล้วผมมีหน้าที่ทำตามที่พี่สั่งให้ทำครับ”
“หึ... นนท์... ชีวิตเป็นของแกนะไม่ใช่ของพี่” คำตอบของนนท์ทำให้วิทย์รู้สึกผ่อนคลายเปิดยิ้มมุมปากได้
“ครับ แต่ผมแค่เชื่อมั่นในตัวพี่ ผมรู้ว่าชีวิตผมวางอยู่ในมือพี่ได้อย่างปลอดภัย”
“แบบนี้ท่านก็ส่งมาผิดคนสิแทนที่จะช่วยกันห้ามดันยอมทำตามที่พี่สั่งทุกอย่าง”
“ท่านไม่ได้สั่งให้ผมคอยห้ามนี่ ท่านแค่ให้ผมคอยตามพี่และดูแลพี่ให้ปลอดภัย
พี่ไปคนเดียวท่านเป็นห่วง”
“อืม...”
วิทย์รู้สึกแน่นไปทั้งหน้าอกขอบตาร้อนผ่าวกับคำตอบที่ได้รับ ท่านไม่ได้ขัดขวางความตั้งใจของเขา
ถึงท่านจะไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เขาคิดจะทำ แต่ท่านก็ยังส่งนนท์มาคอยระวังหลังให้กับเขา
ท่านของเขา... ช่างประเสริฐยิ่งนัก ยิ่งประเสริฐเขาก็ยิ่งลำบากใจที่จะทำอะไรรุนแรง
จังหวะและเวลามันต่างกันแล้ว เมื่อสิบหกปีก่อนเขาตัวคนเดียวจึงไม่ต้องคิดอะไรและไม่เกิดความลำบากใจอะไรเลย
ไม่ต้องคิดหน้าคิดหลังคิดจะฆ่าก็ฆ่า แต่ทุกวันนี้เขาต้องคิดให้มากหากจะลงมือฆ่าอีกครั้ง
เขาต้องฆ่าแล้วไม่ทำให้นนท์เดือดร้อน ฆ่าแล้วท่านของเขาจะไม่พลอยติดร่างแหไปด้วย
ฆ่าแล้วตัวเขาเองก็ต้องอยู่รอดปลอดภัยเช่นกันเพราะหากเกิดอะไรขึ้นกับเขาท่านจะไม่อยู่นิ่งเฉยให้เขาถูกลงทัณฑ์
การ์ดทุกคนที่เขาฝึกมาจะไม่อยู่นิ่งเฉยทุกคนล้วนพร้อมที่จะลงมือทำอะไรก็ได้เพื่อช่วยเหลือเขา
สิบสี่ปีที่เขาติดตามท่านราชาชีวิตเขาผูกพันกับผู้คนมากขึ้นแม้จะไม่แน่นแฟ้นเท่ากับที่เคยผูกพันกับวัตร
แต่ในวันนี้เขามีพี่ มีเพื่อน มีน้องและอีกหลายคนไม่ใช่ตัวคนเดียวอีกแล้ว
“เรื่องนี้นนท์ได้บอกใครบ้าง ทิพย์ว่าอย่างไร?” วิทย์เอ่ยถามถึงกมลทิพย์ผู้เป็นภรรยาของนนท์
“ผมไม่ได้บอกใครเลยครับ กับทิพย์แค่บอกว่ามีงานสำคัญที่ต้องเฝ้าติดตามตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง
คงกลับบ้านน้อยลง”
“ขอโทษนะนนท์ที่พี่ทำให้ชีวิตนนท์ต้องลำบากเพราะพี่”
“ผมไม่ได้ลำบากอะไรเลย หน้าที่ย่อมต้องเป็นหน้าที่ หากว่าพี่อยู่ข้างนอกผมมีหน้าที่คอยติดตามพี่
หากว่าพี่อยู่กับท่านก็เป็นเวลาพักของผม แค่พี่ขยันอยู่กับท่านบ่อยๆ
หน่อยก็แล้วกัน ผมจะได้มีเวลากุ๊กกิ๊กกับเมียเพิ่มขึ้น ฮ่าๆ”
เสียงนนท์หัวเราะทำให้วิทย์พลอยยิ้มออกมาได้ จริงของนนท์เขาไม่ได้ออกสืบตลอดเวลาเสียหน่อย
หากเขาอยู่กับท่านนนท์ก็เป็นอิสระที่จะกลับบ้าน แค่เขาต้องพยายามหักห้ามใจปล่อยเวลาให้เป็นของนนท์บ้างอย่าได้ร้อนเป็นไฟตามแกะรอยทั้งวันทั้งคืน
ไม่อย่างนั้นนนท์จะเป็นคนที่น่าสงสารที่สุด
“อย่างมโหราฬเลยพี่วิทย์! แบบนี้พี่จะไปค้นหาอะไรเจอภายในคืนเดียวกัน?”
นนท์นิ่งอึ้งกับเนื้อที่กว้างใหญ่ไพศาลภายใต้กำแพงรั้วสูงลิบหนาทึบที่ยาวไกลหายลับไปกับความมืดเบื้องหน้า
บ้านวิริยงค์กุลเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้เนื้อที่บ้านของเบญจรัศม์เลยทีเดียว
“ถ้าดุ่มๆ เข้าไปแบบสิบนิ้วก็คงใช้เวลานานเป็นเดือนถึงจะเจอข้อมูลที่ต้องการ
แต่ถ้าเรามาอย่างมีเป้าหมายผ่านการวางแผนอย่างดีคืนเดียวมันมากไปด้วยซ้ำนนท์”
วิทย์เอ่ยตอบแบบสบายๆ เงยหน้าขึ้นดูกำแพงรั้วสูงจนลิบตา
“หมายถึงพี่รู้แผนผังของบ้านหลังนี้หมดแล้วงั้นสิ”
นนท์หันมามองครูฝึกชั้นหัวกะทิที่ปั้นแต่งเขามากับมืออย่างทึ่งจัด ในด้านฝีไม้ลายมือแม้นนท์จะถูกยกย่องให้เป็นการ์ดอันดับหนึ่งแต่นั่นต้องไม่นำไปเทียบกับฝีมือของครูฝึกอย่างพี่วิทย์
ในด้านความซับซ้อนของแผนการถ้าพี่วิทย์คือระดับปรมาจารย์นนท์คนนี้ก็อยู่แค่ระดับอนุบาลหนึ่งวัดลิงขบเท่านั้น
นนท์คิดเสมอว่าสมองของตนเองไร้รอยหยักมันจะทำทุกอย่างตามกรอบและแนวทางที่ถูกยอมรับจากสังคมว่าดี
รวมถึงทุกอย่างที่พี่วิทย์ที่นนท์เคารพรักบอกว่าดีแล้วเท่านั้น
“เออสิวะไอ้นนท์! บ้านใหญ่โตเป็นคฤหาสน์ขนาดนี้ระบบรักษาความปลอดภัยต้องแม่นยำ
การวางอุปกรณ์ป้องกันต้องเป๊ะ พวกคนรวยเขาไม่มานั่งสั่งการเองหรอกว่าจะวางอะไรไว้ที่จุดไหน
มันต้องมีหน่วยงานที่ดูแลเรื่องพวกนี้ให้กับเขา เราก็แค่เจาะฐานข้อมูลของหน่วยงานพวกนั้นออกมา
แผนผังของบ้านก็จะอยู่ในมือเราจำไว้นะนนท์
อย่าเสียงทายกับสิ่งที่เราสามารถควบคุมได้”
วิทย์เปิดระบบจำลองบ้านวิริยงค์กุลแบบสามมิติที่ตนให้คนในหน่วยงานเจาะระบบดึงแผนผังของบ้านออกมาทบทวนเป็นครั้งสุดท้าย
เขาสะดุดใจกับห้องริมสุดทางปีกขวาฝั่งตรงข้ามห้องรับรองแขกซึ่งมีพื้นที่ใช้สอยใหญ่โตค่อนข้างกว้างขวางกินบริเวณเท่ากับห้องรับรองแขกใหญ่ๆ
สองห้องรวมกัน มันถูกระบุเจาะจงว่าเป็นของหนึ่งธิดา ซึ่งเขาไม่รู้ว่าหนึ่งธิดาคือใครเมื่อบ้านนี้มีบุตรชายเพียงคนเดียวคือเจษฎาวัฒน์
หนึ่งธิดาอาจเป็นเมียเก็บในบ้านของเจษฎาวัฒน์
ห้องใหญ่ทางปีกซ้ายระบุชัดว่าเป็นห้องของเจษฎาวัฒน์ ถัดมาก็เป็นห้องทำงาน ห้องหนังสือ
ฝั่งตรงข้ามจัดเป็นส่วนสันทนาการไล่เรื่อยไปถึงห้องรับรองแขก ชั้นที่เขาสนใจคือส่วนของชั้นที่สาม
ห้องนอนใหญ่สุดทางปีกซ้ายระบุเด่นชัดว่าเป็นห้องของวิวัฒน์ วิริยงค์กุล
“ผมไปด้วยพี่” นนท์รีบบอกเมื่อวิทย์เตรียมพร้อมออกลุยเข้าไปในบ้าน
“อืม... ห้ามทำเสียงดังแล้วก็ระวังตัวด้วยใส่หน้ากากนั่นเสีย”
สองหนุ่มลัดเลาะจากข้างรั้วสูงซึ่งเป็นจุดจอดรถของวิทย์ ไต่ไปตามแนวกำแพงซุ่มแอบมองพื้นที่ภายใน
ต่างคนต่างนิ่งอึ้งเมื่อเห็นการจัดตกแต่งบริเวณบ้านวิริยงค์กุล ตลอดพื้นที่หลายไร่มีเพียงตำแหน่งตัวบ้านเท่านั้นที่เป็นสิ่งปลูกสร้างล้ำสมัย
รอบตัวบ้านกลับกลายเป็นพื้นที่สีเขียวรกครึ้มไปด้วยพรรณไม้มากมาย จัดตกแต่งไว้อย่างลงตัวและแสนสวยงาม
ทั้งไม้ดอกไม้ใบไม้เลื้อยกระทั่งไม้ยืนต้นสูงใหญ่อีกหลากหลายชนิด
“โหพี่วิทย์... บ้านคนหรือว่าเขาดินกันแน่นั่น”
วิทย์เองก็คิดไม่ถึงว่าจะมาเจออะไรเกินคาดหมายเช่นนี้ เจษฎาวัฒน์อายุเพียง
31 ปี แต่พื้นที่สีเขียวตรงนี้ยืนยันตัวตนของมันเองได้ว่ามีอายุยาวนานกว่า
30 ปี แสดงว่าวิวัฒน์เป็นผู้สร้างส่วนสีเขียวเหล่านี้ขึ้นมา
ตามประวัติแล้วภรรยาของวิวัฒน์เสียไปตอนเจษฎาวัฒน์อายุได้ 12 ปี พ่อลูกอยู่กันตามลำพังเรื่อยมาจนกะทั่งผู้เป็นพ่อตายจากไปเมื่อกว่าปีมานี้
คนที่รักพื้นที่สีเขียว คนที่อยู่กับธรรมชาติเป็นไปได้หรือที่จะมีจิตใจโหดเหี้ยมทารุณแย่งชิงหัวใจของวัตรไปจากเขา
มันช่างขัดแย้งกันเหลือเกิน
เดี๋ยวคงได้รู้กันเมื่อวิทย์ส่งสัญญาณให้นนท์ก้าวตามมาช้าๆ
อย่างระมัดระวัง พื้นที่สีเขียวแบบนี้มันไม่ยากเลยที่จะแฝงตัวแอบซุ่มหรือแม้แต่เคลื่อนไหวกระทำการสิ่งใด
บ้านนี้แปลกไม่น้อยมันเกิดจากการผสมผสานระหว่างวิทยาการล้ำยุคกับความเป็นธรรมชาติได้อย่างลงตัว
บ่งบอกให้รู้ว่าคนหนึ่งลุ่มหลงในวิทยาการและเทคโนโลยีส่วนอีกคนกลับหลงรักในธรรมชาติและพรรณไม้
พ่อกับลูกชายต่างกันได้แบบสุดขั้วทีเดียว
ชั้นสามห้องนอนใหญ่ของนายวิวัฒน์คือเป้าหมาย เมื่อเปิดประตูเข้าไปวิทย์ก็มุ่งตรงไปยังโต๊ะทำงานที่ยังคงสภาพเดิมไว้ทุกประการ
เขาใช้ไฟฉายพกพาให้แสงสว่างเพื่อค้นหาเอกสารอะไรก็ตามทีที่พอจะเชื่อมโยงเจ้าของห้องกับคดีฆาตกรรมของวัตร
ห้องนี้กว้างใหญ่การค้นหาหลักฐานจึงไม่ง่าย เอกสารส่วนใหญ่จะเป็นเอกสารด้านการทำงานเล็กๆ
น้อยๆ ไม่ค่อยมีประโยชน์อะไร กระทั่งวิทย์เปิดไปเจอสำเนาทะเบียนบ้านฉบับเก่า
“น... นนท์”
“ครับพี่วิทย์”
นนท์รีบเดินกลับมาสมทบกับวิทย์ในทันทีที่ได้รับเสียงเรียกออกอาการกึ่งเครียดกึ่งดีใจไม่น้อยนั่น
“เจออะไรหรือยังครับพี่?”
“ดูนี่สินนท์ สำเนาทะเบียนบ้านระบุว่านายวิวัฒน์มีลูกสองคนแต่เท่าที่ปรากฏในวงสังคมเขามีลูกแค่คนเดียว”
วิทย์ไล่สายตากวาดดูรายชื่อในสำเนาทะเบียนบ้าน ในนั้นระบุวันที่รับเด็กอีกคนเข้าบ้านเอาไว้อย่างชัดเจนเมื่อพิจดูจะเห็นได้ว่าวันที่รับเด็กเข้าบ้านนั้นเกิดขึ้นหลังจากภรรยาของเขาตายจากไปนาน
3 ปี แต่วันเกิดของเด็กคนนั้นคำนวณอายุได้ 10 ขวบในวันที่วิวัฒน์รับเข้าทะเบียนบ้าน
“มีอะไรผิดปกติหรือครับพี่วิทย์ ก็แค่ลูกนอกสมรสย้ายเข้าบ้านหลังเมียตาย”
“นนท์อย่ามองข้ามประเด็นเพียงเล็กน้อย
หากแม้นว่านายวิวัฒน์ไม่เคยผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจเจษฎาวัฒน์ลูกชายเขาก็แข็งแรงดีซ้ำยังเป็นนักกีฬาของโรงเรียน
ก็มีแต่เด็กคนนี้ที่อาจเป็นไปได้ว่ามีปัญหาเรื่องหัวใจเธอจึงไม่เคยปรากฏในวงสังคม”
ดวงตาของวิทย์วาวโรจน์ขึ้นอย่างโหดร้ายเมื่อค้นพบว่ามันเป็นไปได้กับข้อสันนิษฐานของเขา
เด็กผู้หญิงที่ชื่อ ‘หนึ่งธิดา’
หากเธอยังไม่ตายตอนนี้ก็มีอายุได้ยี่สิบหกปีแล้วสินะ
“โธ่พี่วิทย์หากเป็นเด็กคนนี้จริงไม่จำเป็นต้องใส่ชื่อนายวิวัฒน์เป็นคนผ่าตัด
ใส่ชื่อเด็กไปเลยก็ได้ครับ”
“ไม่นนท์... พี่กลับคิดว่านายวิวัฒน์อาจจะเพิ่งรู้ว่ามีลูกอยู่อีกคน
ไม่อย่างนั้นเขาต้องรับเด็กเข้าบ้านมาก่อนหน้านี้จะว่าเกรงใจเมีย
หลังเมียตายก็รับเข้าบ้านได้ไม่เห็นต้องรอนานถึง 3 ปี”
“บางทีเมื่อเขาเจอลูกอาจเป็นไปได้ว่าลูกเขากำลังจะตายเพราะหัวใจมีปัญหา เขาจึงต้องสั่งซื้อหัวใจจากตลาดมืดเพื่อช่วยลูกของเขาและรีบร้อนผ่าในทันทีที่ได้หัวใจ
เด็กอาจยังไม่อยู่ในปกครองของเขาหากเป็นอย่างนั้นจริงมีแต่ต้องใส่ชื่อเขาเป็นผู้ผ่าตัดเสียเองเพื่อความสะดวกและรวดเร็ว
เป็นไปได้นนท์มันเป็นไปได้มากๆ ทีเดียว”
“แต่ก็อาจจะไม่ใช่ หากจะทำอะไรพี่ต้องชัดเจนก่อนนะครับพี่วิทย์”
“พี่รู้นนท์ ชีวิตคนไม่ใช่ของเล่นหากพี่จะดับชีวิตใครสักคนมันต้องสมควรตายแล้วจริงๆ
พี่สัญญากับท่านแล้วว่าจะยังไม่ทำอะไรต่อให้เจอหัวใจวัตรแล้วพี่ก็จะยังไม่ทำอะไรต้องรายงานท่านก่อน
วางใจพี่นะนนท์”
“ครับพี่วิทย์ผมเชื่อใจพี่เสมอ”
วิทย์ก็นึกถึงแผนผังของบ้านหลังนี้ขึ้นมา ชั้นสองปีกขวาห้องใหญ่ที่ชื่อว่าหนึ่งธิดาสะกิดใจเขานัก
บัดนี้เขารู้แล้วว่าเป็นห้องของใคร เธอเป็นลูกสาวของบ้านนี้เป็นลูกนอกสมรสที่เพิ่งเข้าบ้านมานานราว
16 ปี ระยะเวลาเท่ากับที่วัตรจากไปพอดิบพอดี
“พี่อยากไปดูลาดเลาสักนิดนนท์ไปรอพี่ที่รถก่อน
วางใจได้หากยังไม่แน่ชัดพี่จะยังไม่ทำอะไรทั้งนั้น”
“ครับพี่”
วิทย์และนนท์แยกย้ายกันไปตามที่ตกลง นนท์รีบกลับไปรอที่รถในขณะที่วิทย์แอบแฝงตัวไปตามเงามืดเคลื่อนที่เข้าสู่ปีกขวาตามแผนผังบ้านวิริยงค์กุล
เขาจำได้ดีว่ามันอยู่ตรงตำแหน่งไหน เขาค่อยๆ หมุนประตูเปิดเข้าไปได้อย่างง่ายดาย ห้องไม่ล็อคเอาไว้!
ห้องนอนห้องนี้กว้างใหญ่มากและมันดูโล่งโปร่งสบายแทบไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวกอย่างอื่นนอกจากเตียงนอนสี่เสาติดม่านบางๆ
อย่างที่ผู้หญิงทั้งหลายจะชอบมีกันนัก
ทั้งห้องสว่างเรืองรองด้วยโคมระย้าที่เปิดไฟทิ้งเอาไว้ วิทย์มองเห็นทุกอย่างได้ชัดเจน
บนเตียงนอนสี่เสามีร่างแบบบางของผู้หญิงคนหนึ่งหลับไหลอย่างสงบนิ่ง
วิทย์ค่อยๆ เดินเข้ามายืนชิดริมเตียงนอนมองผ่านม่านมุ้งบางเบาเข้าไป หัวใจเขาเจ็บปวดนักหากว่าผู้หญิงตรงหน้านี่เป็นคนที่ได้หัวใจของวัตรไป
มันไม่สมควรเลยหัวใจของวัตรก็ต้องเป็นของวัตรสิไม่ใช่อ้ายอีหน้าไหนที่จะยื้อแย่งเอาไปได้แบบหน้าด้านๆ
เช่นนี้
ใบหน้าของหญิงสาวที่หลับสนิทพลิกเอียงไปอีกด้านทำให้วิทย์มองเห็นไม่ถนัด เขาจึงมุดม่านมุ้งเข้าไปค่อยๆ
ชะโงกหน้ามองเธออย่างใคร่รู้อยากเห็นนักหนาว่าหนึ่งธิดาคือใครกัน
“ม... ไม่จริง!”
หัวใจวิทย์กระตุกรุนแรงกับภาพที่เห็นชัดเจนเต็มสองตา ใบหน้าหญิงสาวที่กำลังหลับพริ้มตรงหน้าคือเธอ
คือ... คนที่เขารู้จักในนามว่า ‘น้องดา’ ผู้หญิงคนที่บอกกับเขาว่าหัวใจเธอมีปัญหาต้องผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจเสียใหม่!
เป็นเธอเองหรอกหรือ... น้องดา!
ทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอเคยเล่าให้ฟังก็ประเดประดังกันเข้ามาในสมองของเขา
น้องดา... เด็กไร้พ่อขาดแม่อยู่กับยายและต่างคนต่างกำลังจะตาย ยายตายก่อนแต่เธอดันรอดเพราะพ่อรีบนำส่งโรงพยาบาลเพื่อผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจให้ใหม่
มันเป็นไปได้มากๆ ที่ว่าลิ้นหัวใจนั่นจะเป็นของวัตรหรือไม่บางที
อาจเปลี่ยนไปทั้งหัวใจเลยก็ว่าได้
น้องดา! เธอสมควรตายแล้วไม่ควรอยู่ต่อมานานถึงสิบหกปีแบบนี้เลย
เพราะการคงอยู่ของเธอถึงทำให้วัตรต้องตายจากเขาไป วิทย์มั่นใจเต็มร้อยว่าเธอคือคนที่ได้หัวใจของวัตรไปมือใหญ่หยาบกร้านกางออกหมายจับลำคอเล็กๆ
ขาวผ่องของหนึ่งธิดา ห่างเพียงนิดเดียวจับบีบและบิดเธอก็จะตายในทันทีแบบไม่มีเสียงร้องสักแอะ
แต่ยังก่อน... ยัง... ไม่ใช่ตอนนี้ เขาจะฆ่าใครโดยไม่มีความผิดที่แน่ชัดแบบนี้ไม่ได้มันเป็นแค่ข้อสันนิษฐาน
แม้ตลอดชีวิตที่ผ่านมาวิทย์จะไม่เคยสันนิษฐานสิ่งใดผิดมาก่อนก็ตามที
การตายแบบนี้มันง่ายไปไหม?
มันคุ้มค่ากันไหมกับวัตรที่ต้องตายอย่างทุกข์ทรมาน?
ภาพใบหน้าขาวซีดดวงตาปิดปรือแทบไม่สนิทของวัตรนั้นยังคงคอยรบกวนอยู่ในมโนสำนึกของวิทย์ตลอดเวลา
คล้ายกับว่าวัตรสั่งความให้เขาชำระแค้นไอ้คนที่ได้หัวใจไป
ของต้องตอบแทนให้พวกมันทนทุกข์ทรมานอย่างที่สุดก่อนที่หัวใจจะหลุดออกจากร่างคืนกลับมาสู่เจ้าของที่แท้จริง
มันควรจะต้องทุกข์ระทมถึงขีดสุดดุจดั่งตายทั้งเป็น จะอยู่ก็ไม่ได้ จะตายก็แสนทุกข์ทรมาน
สิ่งใดที่จะทำให้มันทรมานถึงขีดสุด สิ่งใดคือสิ่งที่มันรักที่สุด เขาจะขยี้ลงให้แหลกราญคามือ
ให้มันได้ตายอย่างช้าๆ และเจ็บปวดที่สุด เขาจะคืนความเจ็บปวดตลอดสิบหกปีนี้ให้กับมันไปให้มากที่สุด
นี่คือหนทางชำระแค้น เพื่อวัตรเขาจะไม่ปล่อยให้มันตายง่ายๆ อย่างเด็ดขาด มันต้องชดใช้อย่างสาสมไม่ว่ามันผู้นั้นจะเป็นใครก็ตามที
อย่าโทษเขา ถึงเธอจะไม่ได้เป็นผู้ก่อแต่ก็พูดไม่ได้ว่าตลอด 16 ปีที่ผ่านมาเธอสุขสบายอยู่บนความทุกข์ทรมานของวิทย์ผู้นี้ทุกวินาทีเช่นกัน
จะมาโทษเขาคงไม่ได้นะ... หนึ่งธิดา
ไม่มีครั้งไหนที่การตามล่าหาความจริงในเรื่องหัวใจของวัตรจะบีบให้วิทย์รู้สึกเจ็บปวดเท่าครั้งนี้เลย
ความกระตือรือร้นในการสืบหามันลดน้อยถอยลงไปจนแทบไม่มีเหลือ แรงอาฆาตพยาบาทมันเหือดแห้งแบบแปลกๆ
“ยากใช่ไหมวิทย์”
“ครับท่าน”
ราชานั่งเงียบจ้องมองวิทย์ สองวันเต็มๆ แล้วที่วิทย์เอาแต่หมกมุ่นครุ่นคิดและไม่ลงมือกระทำการใด
ผิดวิสัยของวิทย์ วิทย์ทำทุกอย่างด้วยความเบ็ดเสร็จเด็ดขาดไม่เคยเลยที่จะนิ่งเงียบและเอาแต่คิดและคิดเช่นครั้งนี้
“มีอะไรจะเล่าให้ฉันฟังเพิ่มเติมอีกมั้ยหากเธอจะไว้วางใจฉันได้บ้าง”
“โธ่... ท่านครับ”
วิทย์ถอนหายใจส่งยิ้มเนือยๆ ให้ท่าน
ท่านมักจะมีวิธีพูดที่ทำให้วิทย์คนนี้ต้องยอมเปิดปากเล่าทุกสิ่งทุกอย่างที่พยายามเก็บงำเพราะคิดว่ายังไม่ถึงเวลาเรียนบอกต่อท่านได้เสมอ
“เธอก็รู้ว่าถึงไม่บอกตอนนี้ ที่สุดฉันก็ต้องรู้จนได้ หากเธอยอมบอกฉันก็ไม่ต้องลำบากตรากตรำไปค้นหาความจริงเอาเอง”
ราชาพูดเสริมกลั้วเสียงหัวเราะ
“ยอมแพ้แล้วครับท่าน”
วิทย์ยกมือทำท่ายอมแพ้เรียกเสียงหัวเราะของท่านราชาให้ดังมากขึ้นกว่าเดิม
เขาเริ่มเล่าเรื่องทั้งหมดเกี่ยวกับหนึ่งธิดาให้ท่านฟังเมื่อท่านส่งสัญญาณว่าพร้อมแล้ว
“เธอกำลังต่อสู้อยู่กับคุณความดีในจิตใจของตนเองซินะ”
“ผมน่ะหรือมีคุณความดีอยู่ในจิตใจตนเอง?”
วิทย์กระตุกยิ้มเยาะเย้ยตนเองเมื่อรับฟังประโยคแรกของท่าน
“หรือไม่จริง นั่นเป็นสิ่งที่พ่อเธอพยายามปลูกฝังเอาไว้ในหัวใจของเธอ แม้พ่อเธอจะเป็นมือปืนแต่ก็เลือกรับเฉพาะบางงานที่สมควรรับ”
ราชารู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นกับวิทย์ วิทย์เดินมาถึงจุดที่ยากที่สุดในชีวิตของตนเอง
คนเราทุกคนมีจุดที่ผ่านได้ยากเสมอแต่ละคนก็ต่างออกไปในจุดนั้น วิทย์เองกำลังต่อสู้กับความดีงามในจิตใจของตนเอง
“ฆ่าคนเลวน่ะมันไม่ยากเลย แต่คิดทำร้ายคนดีๆ ให้เจ็บเพียงเล็กน้อยมันกลับยากเย็นเหลือกำลัง”
“แต่หนึ่งธิดาเธอเป็นคนผิดครับท่าน”
“เธอเองก็รู้ว่าหนึ่งธิดาไม่ได้เป็นผู้ก่อขึ้นมา”
“แต่เธอเป็นผู้รับผลประโยชน์นั้นโดยตรง”
“เธอรู้ดีวิทย์ว่าผู้หญิงคนนั้นผิดหรือไม่ผิด สมควรรับโทษทัณฑ์หรือไม่”
“ผม...”
“เพราะเหตุนี้เธอถึงกลัวที่จะค้นหาความจริง กลัวที่จะลงโทษหนึ่งธิดา”
“ผมไม่อยากรับรู้ว่าหัวใจของวัตรอยู่ที่เธอเพราะจิตใจผมลึกๆ
รู้ว่าเธอไม่ใช่คนผิด”
วิทย์ยอมตีแผ่ความรู้สึกของตนเอง แม้จะพยายามหลีกเลี่ยงแค่ไหนแต่วิทย์ก็รู้ดีว่าเมื่อยืนอยู่ตรงหน้าท่านราชาเขามีต้องยอมรับความจริงโดยไม่คิดปิดบัง
ถึงจะปิดบังท่านก็หาทางลากดึงความจริงนั้นออกมาได้อยู่ดี
“ไม่ใช่แค่ไม่ผิด เธอคนนั้นยังเป็นคนดีอีกด้วย”
“ครับ แต่ถึงอย่างไรความจริงก็ยังคงเป็นความจริงหัวใจของวัตรอยู่ที่เธอจริงๆ”
“เธอแค่คาดเดาเอาเอง”
“ผมมั่นใจครับท่าน”
“เช่นนั้นก็ไปหาหลักฐานมายืนยันสิ่งที่เธอคิดเสียสิวิทย์”
“ครับท่าน”
“อืม... ได้ผลแล้วบอกฉันก่อนนะวิทย์ สัญญานะว่าจะยังไม่ฆ่าหนึ่งธิดา”
“ครับท่าน”
ราชาได้แต่ทอดถอนใจมองตามแผ่นหลังของวิทย์ไปด้วยความกังวล
หากเด็กสาวคนนั้นครอบครองหัวใจของวัตรจริงมันก็ไม่ใช่ความผิดของเธอ เธอไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วยเลยเธอไม่รู้ว่าในร่างกายของเธอมีหัวใจของคนอื่นฝากเอาไว้เนิ่นนานถึงสิบหกปีแล้ว
เธอยังคงเข้าใจว่าตนเองเพียงผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจเท่านั้น เขาเองก็จนปัญญากับปัญหาของวิทย์ในครั้งนี้
ใครว่าอัจฉริยะสมองเพชรอย่างราชา เบญจรัศม์เป็นผู้ที่ไม่เคยพบเจอกับคำว่า ‘หมดปัญญา’ นี่เป็นครั้งแรกที่ราชาต้องทอดถอนใจอย่างเป็นทุกข์และไร้ทางแก้ไขจริงๆ
ชีวิตของราชาเจิดจรัศอยู่กลางแสงสว่างเจิดจ้าไม่เคยมีเงาดำมืดอยู่ในจิตใจ
ใช่ว่าเขาจะไม่เคยพบเจอกับความโหดร้ายเขาเองก็เคยเจอความโหดร้ายมาแล้วหลากหลายรูปแบบ
ถึงจะไม่ร้ายแรงเท่ากรณีของวิทย์ การที่เขาสามารถยืนอยู่กลางแสงสว่างเจิดจ้า เพราะคำๆ
เดียวที่ยึดมั่นอยู่ในหัวใจของเขาเสมอมานั่นคือคำว่า ‘ให้อภัย’ ต่างจากวิทย์ที่เดินอยู่บนเส้นทางสายที่ดำมืดเพราะวิทย์ไม่เคยมีคำว่า
‘ให้อภัย’ เช่นเดียวกับเขา
‘ราช... จำไว้นะลูกทุกคนต่างมีเหตุผลของตนเองในการตัดสินใจกระทำหรือไม่กระทำสิ่งใดๆ
ด้วยกันทั้งนั้น เราไม่มีสิทธิ์ไปตัดสินว่าเหตุผลของคนอื่นนั้นผิด ที่เราทำได้ก็คือการยอมรับการตัดสินใจของเขา
หากมันเป็นประโยชน์ต่อเราเราก็รับเอาไว้และขอบคุณเขา หากมันส่งผลร้ายต่อเราเราก็หาทางแก้ไขให้ผลร้ายนั้นคลี่คลายและอภัยให้กับเขานะลูก’
แม้แม่ของราชาจะเป็นเพียงหญิงสาวชาวบ้านที่หลงผิดหนีตามผู้ชายเข้ามาในเมืองกรุง
สุดท้ายก็ถูกชายคนนั้นทอดทิ้งไปแบบไม่ใยดี ทิ้งให้ภรรยากับลูกชายเล็กๆ
อย่างเขามีชีวิตต่อไปตามยถากรรมโดยไม่ใส่ใจ แม่ไม่เคยกล่าวโทษและว่าร้ายที่พ่อหลอกลวงแม่เลย
แม่ทำได้แค่ให้อภัยและพยายามเลี้ยงดูลูกให้กลายเป็นคนดี
แต่แม่ช่างบุญน้อยนัก แม่จากไปหลังจากนั้นไม่นาน แม่ไม่มีโอกาสได้เห็นต้นไม้ที่แม่ตั้งใจเพาะปลูกต้นนี้ว่ามันเติบโตอยู่กลางแสงแดดจ้าแผ่กิ่งก้านสาขาเป็นร่มเงาให้กับนกกามากมายเพียงใด
หากวิญญาณมีจริงแม่คงกำลังปลื้มใจอยู่ที่ไหนสักแห่งเมื่อย้อนมองกลับมาดูลูกของแม่คนนี้
เพราะการเติบโตและคำสอนสั่งที่แตกต่างกัน ทำให้ราชาเข้าไม่ถึงด้านมืดในจิตใจของวิทย์
เขาไม่เคยเข้าใจเลยว่าวิทย์ฆ่าคนตั้งมากมายไปเพื่ออะไร ตลอดสิบสี่ปีที่อยู่เคียงข้างกัน
เขาพยายามแล้วที่จะดึงวิทย์ออกจากเส้นทางที่มืดมน
พยายามแล้วที่จะให้วิทย์ออกมาเดินอยู่บนเส้นทางที่สว่างเจิดจ้า นับว่าไม่เสียแรงเปล่าหากว่าในวันนี้วิทย์เริ่มลังเลใจกับการฆ่าครั้งสุดท้ายของเขา
แต่ราชาคิดไม่ออกจริงๆ
ว่าจะหาทางแก้ไขเรื่องนี้ให้มันคลี่คลายลงได้อย่างไร แม้จะรู้อยู่ว่าหัวใจอาฆาตแค้นดับได้ด้วยไฟรักแต่จะจุดไฟรักขึ้นมาได้อย่างไรในใจที่มืดสนิทและไร้เชื้อไฟของวิทย์
เขารู้ว่าวิทย์รักเป็นและเพราะรักเป็นนี่แหละถึงทำให้วิทย์อาฆาตแค้นรุนแรง
วิทย์เป็นจำพวกรักแรงเกลียดแรงอาฆาตแค้นรุนแรง วิทย์มีพ่อเป็นมือปืนทำให้เขาปักใจว่าความตายคือโทษทัณฑ์สำหรับคนที่ได้กระทำผิด
ความจริงโทษทัณฑ์มีได้หลายสถานราชารู้ดีแต่คนที่ไม่รู้น่ะคือวิทย์
การกระทำของวิทย์ผิดบาปหรือไม่?
ทุกอย่างอยู่ที่ใจของวิทย์ หากวิทย์มองว่าคนเหล่านั้นสมควรแล้วที่จะต้องตาย
วิทย์ก็จะไม่รู้สึกถึงคำว่าผิดบาปในจิตใจของตนเอง ดังนั้นประเด็นนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ราชาต้องระมัดระวังไม่ไปแตะกับสามัญสำนึกในจิตใจของวิทย์
หากเผลอไปทำให้วิทย์เข้าใจและสำนึกว่าทุกสิ่งที่ตนเองได้กระทำลงไปนั้นคือผิดบาป วิทย์จะลงโทษตนเองในแบบเดียวกับที่ได้หยิบยื่นให้ผู้อื่นไป
เขาไม่อยากสูญเสียวิทย์ไม่ว่าจะเป็นวันนี้หรือวันไหนก็ตามที
เกิดเป็นมนุษย์สุดจะตัดคือกิเลสในใจตน
ราชายังคงเป็นมนุษย์ที่รักและเห็นชีวิตของคนใกล้ชิดสำคัญที่สุดเช่นเดียวกับปุถุชนทั่วไป
แม้จะรู้ว่าคนของตนเองกระทำผิดหากปกป้องได้ราชาก็เลือกที่จะปกป้องคนของตนเองไว้ก่อนเสมอ
ในกรณีของวิทย์เขากระทำผิดเพราะเป็นผู้ถูกกระทำมาก่อนจึงไม่มีเหตุผลใดที่ราชาจะไม่ปกป้องเขา
“ท่านคะคุณปฏิพัฒน์สายตรงมาจากลอนดอนค่ะ”
ราชาอนุญาตให้เลขาส่งสายตรงนั้นเข้ามาที่โต๊ะทำงานของเขา ปฏิพัฒน์... ช่างโทรมาได้จังหวะและเวลาดีมากจริงๆ
ปฏิพัฒน์เป็นบุตรพี่ชายบุญธรรมของราชา ปฏิพัฒน์เกิดอยู่ในตระกูลปรีชาพิทักษ์ที่เลี้ยงดูราชาแทนผู้ให้กำเนิด
ปฏิพัฒน์เป็นเด็กพิเศษเป็นอัจฉริยะที่มีสติปัญญาและความเฉลียวฉลาดไม่ด้อยไปกว่าราชา
แต่สิ่งหนึ่งที่ปฏิพัฒน์มีแล้วราชาขาดหายไปคือ... ด้านมืดของจิตใจ
หากจะรับมือกับด้านมืดในจิตใจของวิทย์ อาจต้องใช้ความมืดมิดของจิตใจปฏิพัฒน์เข้าช่วย!
คงต้องลองเสี่ยงดูสักครั้งหนึ่งบางทีปฏิพัฒน์อาจเข้าถึงจิตใจของวิทย์ได้มากกว่าราชาคนนี้ก็เป็นได้
“ว่าไงป๊อบ อาดีใจที่สุดที่ป๊อบโทรหาอาในเวลานี้”
ราชาเปิดยิ้มกับแสงสว่างจากฟากฟ้าที่สาดส่องลงมาเพื่อเปิดทางให้เขาได้เดินไปในจิตใจที่มืดมนของวิทย์
มีโอกาสดึงวิทย์ออกจากมุมมืดที่ลึกที่สุดในจิตใจของเขาเสียที บางครั้งการปล่อยให้ปฏิพัฒน์ลองเปลี่ยนตำแหน่งขึ้นมาเป็นผู้นำดูบ้างอาจให้ผลที่ดีกว่าผู้นำอย่างราชาในสถานการณ์นี้ก็อาจเป็นได้
[ผมก็ดีใจที่สุด ที่มีอาราชในชีวิตของผมครับ]
“มีอะไรเกิดขึ้นหรือเจ้าชายน้อย พูดแบบนี้มีเรื่องแน่ละสิใช่ไหม?”
[อาครับ... น้องปราณลูกชายผม ผมว่าเขาเป็นเหมือนผมนะครับ ผมสังเกตเขามาตั้งแต่เริ่มคลอดแล้ว
น้องปราณเป็นเหมือนผมแน่นอนครับอา ผมกลัวครับ... กลัวลูกผมจะเลือกเดินผิดทาง ผมอยากให้อาสอนน้องปราณชี้นำหนทางชีวิตให้กับน้องปราณเหมือนกับที่อาเคยสอนและชี้นำชีวิตให้ผม
นะครับอา ผมอยากพาน้องปราณกลับเมืองไทย อยากพาน้องปราณไปให้อาช่วยอบรมสั่งสอนเขาแทนผมที]
“โธ่เอ๋ย... นึกว่าเรื่องอะไรอยากกลับเมื่อไหร่ก็มาสิ
กลับเมืองไทยเสียทีก็ดีเหมือนกันนะอยู่ลอนดอนมานานมากแล้วนี่ ถึงเวลาแทนคุณให้แผ่นดินแม่แล้วนะป๊อบพี่มิตรคงดีใจที่ป๊อบจะกลับมาเสียที”
[ครับอา ถึงเวลากลับบ้านแล้ว]
“ป๊อบ... อามีเรื่องอยากให้ป๊อบช่วย”
[ครับอา ผมยินดีหากช่วยอาได้]
ราชาเริ่มต้นเล่าเรื่องราวทั้งหมดของวิทย์ตั้งแต่ต้นเกี่ยวกับการตามหาหัวใจของวัตรให้กับปฏิพัฒน์ได้รับฟังอย่างละเอียด
สองอัจฉริยะต่างวัยเริ่มต้นปรึกษาหารือกันและกันเพื่อหาทางออกในเรื่องนี้อย่างระมัดระวัง
ความหวังหนึ่งเดียวคือช่วยวิทย์ให้หลุดพ้นจากบ่วงทุกข์ในครั้งนี้โดยหนึ่งธิดาจะไม่ต้องชดใช้ด้วยชีวิต
วิทย์ทิ้งตัวลงนั่งข้างคนขับดึงหนวดเคราปลอมๆ เขวี้ยงทิ้งไปอย่างไม่ใยดี
เขาหลับตาลงอย่างเหนื่อยล้าปล่อยให้นนท์ที่เฝ้าจับตามองต้องขมวดคิ้วด้วยความป็นห่วงเพราะไม่เคยเห็นวิทย์เป็นอย่างนี้มาก่อนเลย
“พี่วิทย์ครับ”
“อือ”
“ได้ผลอย่างไรบ้างครับ ตกลงว่าหัวใจของพี่วัตรอยู่ที่เธอจริงหรือเปล่า”
“อือ”
วิทย์หลับตานั่งเอนกายลงอย่างไร้เรี่ยวแรง สิ่งที่เขาไม่อยากให้เป็นจริงสุดท้ายมันก็กลายเป็นความจริงขึ้นมาจนได้
อุบายเล็กๆ หลอกล่อให้หมอกฤษคนนั้นแปลผลแฟ้มประวัติการรักษาของหนึ่งธิดาแลกกับเงินค่าตอบแทนยังคงใช้ได้ผลเขาเต็มใจตอบทุกข้อซักถามของวิทย์ด้วยรอยยิ้มสบายๆ
ประหนึ่งว่าเป็นคำถามแสนง่ายดายที่หมอคนไหนก็ตอบได้เช่นเดียวกัน
“คุณหมอแน่ใจนะครับ”
“ยิ่งกว่าแน่เสียอีก ผู้ป่วยที่ผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจนั้นปัจจุบันนิยมใช้ลิ้นหัวใจเทียมเพราะความทนทาน
ปัญหาหลักใหญ่เพียงหนึ่งเดียวของลิ้นหัวใจเทียมคือเรื่องลิ่มเลือดที่จะไปเกาะที่ลิ้นหัวใจเทียมทำให้ลิ้นเสียได้
ดังนั้นผู้ป่วยประเภทนี้จึงต้องทานยากันเลือดแข็งตัวไปตลอดชีวิต ต้องคอยเจาะเลือดเพื่อดูฤทธิ์ยาเป็นระยะๆ
ผู้ป่วยรายนี้ไม่มีประวัติการรับยากันเลือดแข็งตัวแต่กลับได้รับการจ่ายยากดภูมิคุ้มกันแทน
แสดงให้เห็นว่าเธอผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจมาก่อน”
คำตอบของหมอกฤษยังคงก้องสะท้อนอยู่ในสองหูของวิท ย์ตลอดเส้นทางที่นนท์นำรถมุ่งหน้ากลับคฤหาสน์เบญจรัศม์
หัวใจของเขาหนักอึ้งดุจหินผา เขาควรจะทำอย่างไรดีเขาไม่ควรรู้จักกับเธอมาก่อนเลย ไม่ควรรับรู้เรื่องราววัยเด็กของเธอ
ไม่ควรรับรู้ถึงน้ำใจและความดีงามของเธอเพราะมันทำให้จุดยืนของเขาสั่นคลอนไปจากที่ควรจะเป็น
ไม่... ถึงอย่างไรคนผิดก็สมควรตายชดใช้ความผิด!
“ก่อนออกมาท่านถามผมว่าถ้าผมเป็นพี่วิทย์ ผมจะทำอย่างไรกับคนที่ได้หัวใจของพี่วัตรไป”
อยู่ๆ นนท์ก็เอ่ยทำลายความเงียบในรถที่วิ่งฉิวขึ้นมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย
“อือ... แล้วนนท์ตอบท่านว่าไง?”
“ผมน่ะเหรอ? ผมจะไปตอบอะไรท่านได้กันครับ คนอย่างผมคิดเรื่องซับซ้อนแบบนี้ได้ที่ไหนกันล่ะพี่”
นนท์หัวเราะเหอะเบาๆ จนตาเรียวยาวชั้นเดียวของนนท์ที่เล็กอยู่แล้วยิ่งเล็กยิบหยีหนักขึ้นไปอีก
นนท์พูดเพียงเพราะอยากจะเล่า อยากจะดึงให้พี่วิทย์ของเขาออกจากความเงียบที่กำลังเป็นอยู่
ด้วยกลัวใจพี่ชายคนนี้นัก กลัวพี่เขาจะเปลี่ยนใจสั่งให้นนท์ขับรถไปบ้านวิริยงค์กุลมากกว่ากลับเบญจรัศม์
“อือ... แล้วไงต่อนนท์?”
“ผมก็ถามท่านกลับคืนไปบ้างว่าถ้าเป็นท่าน
ท่านจะทำอย่างไรหากท่านเป็นพี่น่ะสิครับ”
“อือ... แล้วท่านว่าไงนนท์” วิทย์ก็ถามไปอย่างนั้นเองรู้คำตอบอยู่แล้วว่าคงไม่พ้นคำว่าให้อภัยนั่นแหละนะ
“ท่านก็บอกว่าหากท่านเป็นพี่ ท่านจะให้อภัยเธอ”
นั่นปะไร... เคยคาดเดาจิตใจท่านผิดเสียเมื่อไหร่กัน ท่านของเขาอยู่เคียงข้างกับคำว่า
‘ให้อภัย’ มานานแล้ว ไม่เคยมีคำว่า ‘เอาคืน’ จากท่านเสียทีหนึ่ง เคยมีปรากฏการณ์ทวงคืนมาบ้างก็จริงในสมัยที่เกิดวิกฤติกับครอบครัวคุณมิตรพี่ชายบุญธรรมของท่าน
ครั้งนั้นเพื่อนๆ คุณมิตรร่วมกันโกงทรัพย์สินไปจากคุณมิตรจนหมดสิ้น ทำให้สองสามีภรรยากินยาฆ่าตัวตายเหตุการณ์นั้นทำให้ท่านเสียพี่สะใภ้แต่ช่วยพี่ชายไว้ได้ทัน
หากเขาเป็นท่านในตอนนั้น เขาได้บุกฆ่าไอ้คนที่มันคดโกงคุณมิตรไปแล้ว เขาไม่ใจเย็นเหมือนท่านหรอกเพราะนอกจากไม่ฆ่าแล้วสิ่งที่ท่านทำก็แค่หาทางทวงทรัพย์สินเหล่านั้นคืนกลับมา
ที่สุดท่านก็ให้อภัยปล่อยคนชั่วร้ายพวกนั้นไป
“แต่คุณปฏิพัฒน์กลับไม่เห็นด้วยกับท่าน”
“คุณปฏิพัฒน์?” วิทย์ขมวดคิ้วที่อยู่ๆ เรื่องของเขามันดันไปเกี่ยวพันกับคุณปฏิพัฒน์
“ครับพี่วิทย์ เผอิญตอนท่านหันมาตั้งคำถามกับผม ท่านกำลังเปิดสายคุยกับคุณปฏิพัฒน์อยู่พอดี
คุณปฏิพัฒน์ปรึกษาท่านเรื่องจะกลับมาลงหลักปักฐานที่เมืองไทยครับ”
“อือ” วิทย์พยักหน้าก่อนเบนสายตาออกนอกตัวรถ รู้อยู่ว่าเรื่องของเขาไม่เป็นความลับอะไรในหมู่บุตรบุญธรรมของท่านราชารวมถึงหลานชายจากแดนไกลอย่างปฏิพัฒน์ด้วย
“คุณปฏิพัฒน์คงเห็นด้วย หากว่าพี่จะฆ่าสองคนนั่นแก้แค้นคืนให้วัตร”
“เปล่าครับ คุณปฏิพัฒน์เห็นด้วยกับท่านที่จะไม่ฆ่าเธอ”
“เอ๊ะ!
ก็ไหนเมื่อกี้นนท์ว่าคุณปฏิพัฒน์ไม่เห็นด้วยกับท่าน?”
วิทย์ขมวดคิ้วจ้องมองนนท์ที่หันมาสบตากับเขานิดหนึ่งก่อนจะหันกลับไปตั้งใจขับรถต่อ
“ก็ใช่ครับ คุณปฏิพัฒน์ไม่เห็นด้วยที่จะอภัยให้พวกนั้นแต่ก็ไม่เห็นด้วยที่จะฆ่าเช่นกัน
คุณเขาพูดว่าหากเป็นคุณกินรีภรรยาสุดที่รักโดนขโมยหัวใจไปแบบพี่วัตรบ้าง รับประกันได้ว่าคุณเขาจะไม่ฆ่าใครสักคนแต่จะทำทุกอย่างเพื่อให้พวกมันมีชีวิตอยู่ต่อไป
และต้องอยู่อย่างทุกข์ทรมานยิ่งกว่าตายทั้งเป็นหลายร้อยหลายพันเท่า คุณเขาบอกว่าแค่ตายมันสบายและเมตตาปราณีกันเกินไป
คุณเขาจะไม่ยอมให้มันหนีตายไปได้อย่างเด็ดขาดครับพี่”
วิทย์ได้แต่นิ่งอึ้งกับแนวความคิดของปฏิพัฒน์ เขารู้ว่าปฏิพัฒน์ต่างจากท่าน
แม้ปฏิพัฒน์จะได้รับการอบรมและหล่อหลอมจิตใจมาจากท่าน แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจนทำให้พ่อกับแม่ของปฏิพัฒน์ต้องกินยาตายทำให้ปฏิพัฒน์แตกต่างออกไป
ปฏิพัฒน์ผูกใจเจ็บแค้นคนพวกนั้นอยู่ตลอดเวลา แม้ท่านจะพยายามสั่งสอนเรื่องการให้อภัย
แต่สุดท้ายปฏิพัฒน์ก็แอบทำลายทุกๆ คนที่เคยทำร้ายครอบครัวของเขาจนได้ แม้ท่านจะรับรู้แต่ก็แสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเพราะท่านไม่สามารถแก้ไขอะไรได้แล้ว
จะว่าไปคนอย่างปฏิพัฒน์ก็โหดร้ายได้ชนิดที่วิทย์ไม่อยากจะเชื่อนัก ไม่ฆ่าแต่ไม่ยอมให้ตายเก็บไว้เพื่อทรมานเล่น
“บางครั้งผมก็คิดนะครับพี่วิทย์ ผมคิดว่าถ้าคนที่โดนขโมยหัวใจไปเป็นทิพย์ของผมบ้าง
บางทีผมอาจจะเป็นอย่างคุณปฏิพัฒน์ ผมอาจจะไม่ฆ่าพวกมันแต่จะเก็บพวกมันไว้ให้ค่อยๆ
ตายไปพร้อมกับผม ในเมื่อผมตายไม่ได้เพราะผมยังมีน้องเนื้ออุ่นให้ต้องดูแลอีกคน ผมก็จะลากให้พวกมันอยู่เป็นเพื่อนกันกับผมและให้มันต้องทนอยู่อย่างทุกข์ทรมานยิ่งกว่าผม
บางที... คนเราเมื่อถึงจุดหนึ่งก็โหดร้ายได้อย่างน่าตกใจเสมอครับพี่”
เสียงเครียดๆ ของนนท์ยิ่งตอกย้ำความนึกคิดที่เริ่มเปลี่ยนไปของวิทย์ เขากำลังเกิดความรู้สึกไม่อยากฆ่าอย่างที่นนท์พูดให้ฟังแล้ว
นั่นสินะ... ฆ่าไปพวกนั้นก็ตายสบาย แต่เขาสิ! ทนทรมานมานานนับสิบหกปีสุดท้ายส่งพวกมันให้ตายสบายๆ แค่เสี้ยววินาที ใยไม่เลี้ยงพวกมันไว้แล้วให้พวกมันได้อยู่อย่างทุกข์ทรมานจนกว่าจะตายดูบ้าง
“ก็ดี! งั้นพี่จะไม่ฆ่าพวกมันแต่จะเลี้ยงพวกมันไว้ให้ทรมานเช่นกัน”
“แล้วพี่จะทำอย่างไร? อย่าบอกนะว่าพี่จะบุกไปจับเธอมาลากเข้าป่าใช้แรงงานให้เป็นทาสเหมือนที่พระเอกละครชอบทำกันน่ะ
พี่รู้ใช่มั้ย... ไอ้พระเอกมันมักจะใจอ่อนตกหลุมรักนางเชลยสาวเสมอน่ะ”
“แกนี่ท่าจะบ้านะนนท์ดูละครหลังข่าวมากเกินไปแล้ว”
“ก็... มันสนุกดีนี่พี่ได้เห็นแนวความคิดหลากหลายดีเหมือนกัน”
“เออ... เมื่อก่อนไม่เห็นจะเคยดู พอมีเมียติดละครเข้าหน่อยวันๆ ก็นอนกอดเมียพากันดูละครเพลินเชียวนะแกไอ้นนท์”
เสียงนนท์หัวเราะดวงตาเป็นประกายทำให้วิทย์ต้องส่ายหน้ากับคนบ้ารักเมีย เชื่อแล้วว่าผู้หญิงมีอิทธิพลและสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ชายได้
ดูแต่ไอ้น้องชายของเขาคนนี้สิเคยติดตามดูละครหลังข่าวเสียที่ไหนกลับกลายเป็นติดละครไม่ได้ดูสักตอนจะลงแดงตายต้องรี่กลับบ้านให้เมียเล่าย้อนหลัง
เขาเคยถามว่าทำไมไม่ดูย้อนหลังเอง? มันกลับตอบได้หน้าตาเฉย... ไม่มันเท่าเมียเล่าให้ฟัง
“ผมก็แค่เป็นห่วงพี่ เพราะหากพี่ทำอย่างนั้นจริงรับรองว่าหนึ่งธิดาเธอได้ตายก่อนพี่จะทันแก้แค้น”
วิทย์เห็นด้วยกับคำพูดของนนท์ในประเด็นนี้ จะว่าไปละครหลังข่าวมันก็มีประโยชน์เหมือนกันในแง่ช่วยสอนนนท์ให้มีความคิดที่ละเอียดและเข้าถึงจิตใจของมนุษย์ที่โหดร้ายมากขึ้น
หากเป็นเมื่อก่อนนนท์จะไม่คิดอะไรมากแค่ทำทุกอย่างตามที่เขาสั่งเป็นพอ แต่นนท์ในวันนี้เริ่มเสนอแนะและออกความเห็นของตนเองบ้างแล้ว
แม้จะเป็นแนวคิดที่เลียนแบบและดูมาจากตัวละครก็ตามที
“การทรมานคนไม่จำเป็นต้องกระทำกับร่างกายหรอกนนท์ ยังมีจิตใจที่ใช้ทรมานคนๆ
นั้นได้อยู่ เพียงแต่เราต้องรู้ว่าพวกมันผูกพันและเชื่อมใจไว้กับสิ่งใด หากเราทำลายสิ่งนั้นไป
พวกมันจะทุกข์ทรมานยิ่งกว่าเดิมหลายสิบหลายร้อยเท่าทีเดียว”
“พี่พูดเหมือนรู้แล้วว่าจะทำอย่างไรกับสองคนนั้น”
“ยังหรอกนนท์พี่ต้องเรียนรู้ก่อนว่าอะไรที่สำคัญกับสองคนนั้น ถึงเวลานั้นพี่จะใช้มันบีบให้สองคนนั้นตายทั้งเป็น”
“ระวังนะพี่... เรียนรู้มากไปอาจเสียหัวใจของพี่ไปอีกดวงก็ได้ พวกพระเอกมันชอบเป็นแบบนี้แหละเข้าไปแก้แค้นนางเอก
ทำไปทำมาดันไปหลงรักนางเอกจนโงหัวไม่ขึ้นสักราย”
“ไอ้บ้านนท์กูเป็นผู้ร้ายโว้ยไม่ใช่พระเอก!”
“จะไปรู้เรอะ! ชีวิตเราเราก็เป็นพระเอกสิพี่
เหมือนผม...
ผมอาจเป็นตัวร้ายของใครก็ได้แต่ผมเป็นพระเอกของทิพย์เขาเสมอพี่ไม่รู้เหรอ?”
“เออ... ไอ้พระเอกนนท์” วิทย์จุดยิ้มให้กับความคิดแบบพระเอกๆ ของนนท์ มันก็จริงละนะคนเราอาจจะเป็นตัวร้ายหรือเป็นตัวประกอบในชีวิตคนอื่น
แต่กับตัวเรา เราเป็นพระเอกตลอดกาล
“ผมอยากให้พี่ระวังหัวใจตัวเองไว้ก็เท่านั้น เพราะหากพี่พลาดแทนที่จะได้แก้แค้นมันจะกลายเป็นซ้ำเติมตัวเอง”
“ขอบใจนนท์”
วิทย์นิ่งเงียบอย่างยอมจำนน แม้จะไม่เคยรักผู้หญิงคนไหนแต่วิทย์ก็ต้องยอมรับกับใจของตนเองว่าหนึ่งธิดามีคุณสมบัติที่ผู้หญิงทุกคนไม่เคยมี
เธอมีคุณความดีที่เขาต้องสยบให้เพราะเขาเป็นคนที่พ่ายแพ้ต่อคุณความดี เขาไม่ได้พ่ายแพ้ที่รูปร่างอ้อนแอ้นและเล่ห์มารยาของสตรี
ความรู้สึกที่ไม่อยากฆ่าหนึ่งธิดามันเกิดมาจากการที่เขาได้รับรู้ว่าเธอเป็นคนหนึ่งที่มีจิตใจที่ดีงาม
ไม่ใช่เพราะเขาหลงติดอยู่กับรูปกายและใบหน้าที่สวยสดใสของเธอ เขาต้องไม่ใจอ่อนกับความดีงามของเธอ
ต้องท่องเอาไว้ ต้องระลึกเอาไว้ ว่าเธอคือต้นเหตุที่ทำให้วัตรต้องตาย แม้เธอจะไม่ใช่คนที่สั่งให้ฆ่าวัตรแต่เป็นเพราะเธอวัตรถึงตาย
เธอจึงหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบนี้ไม่ได้ ความจริงอย่างไรก็เป็นความจริง หัวใจที่เต้นอยู่ในร่างกายของเธอคือหัวใจของวัตรไม่ใช่หัวใจของเธอ
นั่น... คือความจริง
หลายวันแล้วที่วิทย์ทิ้งงานจากฝั่งเบญจรัศม์มาแอบเฝ้าดูพฤติกรรมในแต่ละวันของหนึ่งธิดา
เหตุผลเดียวที่บอกกับท่านคือเขาอยากรู้ว่าในแต่ละวันเธอทำอะไรบ้าง เธอนึกคิดและมีชีวิตความเป็นอยู่อย่างไร
เขาได้เห็นแล้วว่าหนึ่งธิดาเป็นเหมือนหุ่นยนต์มากกว่าจะเป็นคนจริงๆ
ไม่ใช่ในแง่ของการใช้แรงงานแต่ในแง่ของจิตใจและการทิ้งฝูงที่แปลกและแตกต่าง
มนุษย์เป็นสัตว์สังคมการละทิ้งฝูงจึงไม่เกิดขึ้นง่ายๆ
หากว่าจิตใจของมนุษย์ผู้นั้นยังปกติดีอยู่
หนึ่งธิดาเป็นข้อยกเว้นที่แตกต่าง
ทุกเช้าเธอจะลงมาเดินเล่นในสวนจนกว่าผู้ดูแลจะตามให้เธอไปรับอาหารเช้าที่ถูกปรุงอย่างพิถีพิถันครบครันทั้งห้าหมู่
คนพวกนั้นไม่ห้ามที่หนึ่งธิดาจะเดินชมสวนเป็นเวลานานๆ แต่จะคอยเตือนให้นั่งพักเป็นระยะๆ
ในสวนของบ้านวิริยงค์กุลมีแต่ต้นไม้ไม่มีสัตว์เลี้ยงและดูเหมือนหนึ่งธิดาจะรู้จักมันเสียทุกต้น
รู้ไปหมดว่าต้นไหนชื่ออะไร
บางครั้งเธอก็ทำแผ่นป้ายแปะติดไว้ที่ลำต้นหรือกิ่งใบของมันเพื่อเตือนความจำตนเอง แสดงว่าต้นไม้พวกนี้เป็นของเธอ
เช่นนั้นคนที่ชอบธรรมชาติและต้นไม้คือหนึ่งธิดาส่วนคนที่ชอบเทคโนโลยีคือเจษฎาวัฒน์ผู้เป็นพี่ชาย
เธอใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่แต่ในสวนนั่งเล่นเดินเล่น บ่อยครั้งที่เธอจะแอบนอนกลางวันในเปลหลังใหญ่ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษให้มีผ้าโปร่งเป็นมุ้งกันยุงให้ด้วย
วิทย์เฝ้าซุ่มดูชีวิตในแต่ละวันของเธออย่างอดทน ช่างเป็นชีวิตที่น่าเบื่อโดนขังอยู่ในกรงสีเขียวตลอดเวลา
ไม่มีเพื่อน ไม่มีสังคม
ช่วงที่ดีที่สุดในชีวิตของหนึ่งธิดาคงเป็นช่วงที่เธอได้ดูทีวีหรือนั่งเล่นอินเตอร์เน็ตแต่นั่นมันก็ไม่นานเกินหนึ่งชั่วโมง
หากมากกว่านั้นพี่เลี้ยงที่คอยดูแลจะเตือนให้เธอลุกขึ้นและเดินออกกำลังกายในสวนอีกรอบ
แม้จะมีสีหน้าที่ไม่ชอบใจนักแต่หนึ่งธิดาเธอก็ไม่บ่นเธอยอมทำตามที่ทุกคนบอกให้ทำแต่โดยดี
ยิ่งเฝ้ามอง วิทย์ก็ยิ่งเห็นแง่มุมในชีวิตของหนึ่งธิดาที่เขามองว่ามันน่าสงสารยิ่งนัก
ชีวิตในแต่ละวันมีอยู่เพียงแค่นี้ โดนกำหนดตีกรอบจากผู้คนรอบข้างโดยที่เธอไม่สามารถคัดค้านอะไรได้เลย
วิทย์แอบซุ่มอยู่บนต้นไม้ใบหนาที่สามารถมองทุกอย่างในห้องนอนของหนึ่งธิดาได้
ยามค่ำคืนเธอจะไม่ปิดผ้าม่านบ่อยครั้งที่เธอเปิดบานเลื่อนกระจกเดินออกมายืนชมดาวบนฟ้า
ช่วงเวลากลางคืนเป็นช่วงเวลาอิสระของเธอโดยแท้จริง เธอยืนมองสวนสวยนานๆ
ได้โดยไม่มีใครมายุ่งวุ่นวายกับเธอ พวกเขาเพียงแต่คอยมาสอดส่องดูว่าเธอเข้านอนตามเวลาที่กำหนดหรือยังเท่านั้น
วันนี้วิทย์เห็นหนึ่งธิดานั่งอ่านจดหมายหลายฉบับ เธออ่านไปก็ยิ้มไป ในโลกที่ยุคไอทีเฟื่องฟูมีโซเชียลเน็ตเวิร์คยังจะมีคนส่งจดหมายหรือไปรษณียบัตรถึงกันเพื่อส่งข่าวสารให้กันอีกน่ะหรือ?
น่าประหลาดใจไม่น้อยทำให้วิทย์นึกอยากดูจดหมายพวกนั้นขึ้นมาบ้างว่ามันคืออะไร
ทำไมหนึ่งธิดาถึงอ่านแล้วยิ้มได้เต็มหน้าแบบนั้น
ไม่นานนักหนึ่งธิดาก็ถูกบังคับให้เข้านอนและเปิดโคมไฟไว้ให้มีแสงสลัวราง
วิทย์เข้าใจแล้วว่าทำไมห้องนี้ถึงต้องเปิดไฟทิ้งไว้ตลอดเวลา จุดประสงค์เดียวคือไม่อยากให้ห้องมืดมิดจนคนในห้องต้องเดินสะดุดนั่นชนนี่นั่นเอง
ปล่อยเวลาผ่านไปจนแน่ใจว่าเธอหลับสนิทแล้ว วิทย์ก็เหวี่ยงตัวลงจากต้นไม้ปีนเข้าไปในห้องของเธออย่างง่ายดาย
เขาย่องเงียบกริบมุ่งไปหากองจดหมายก่อนจะหยิบมันขึ้นมาดูและเห็นว่ามันถูกส่งมาจากหลากหลายสถานที่
ทั้งในประเทศและต่างประเทศ กระทั่งที่จ่าหน้าซองเพียง ‘คุณแม่ใจดี’
โดยไม่มีที่อยู่ผู้รับก็ยังมี
เขาไล่อ่านเนื้อความจดหมายหลากหลายฉบับ หัวใจของเขาที่ห่อเหี่ยวอยู่แล้วยิ่งห่อเหี่ยวและแห้งผากหนักเข้าไปอีก
หนึ่งธิดาเธอรับอุปการะเด็กในปกครองไว้หลากหลายคน บางคนก็ยังเล็กนัก บางคนก็โตแล้ว
บางคนก็อายุมากกว่าเธอเพราะกำลังเรียนในระดับปริญญาเอกด้วยทุนจากเธอ แต่สิ่งหนึ่งที่เขาได้รู้ไม่มีใครสักคนที่รู้จักเธอจริงๆ
แค่พากันเรียกเธอว่าคุณแม่ใจดีบ้าง ผู้หวังดีบ้าง และแน่นอนว่าทุกทุนเป็นทุนให้ฟรีส่งให้เรียนโดยไม่ต้องการสิ่งใดตอบแทน
เธอให้โดยไม่หวังสิ่งใดจริงๆ
เรี่ยวแรงของวิทย์ค่อยๆ
หดหายเขาทิ้งตัวลงนอนบนโซฟายาวตัวใหญ่ในมุมหนึ่งของห้อง ยกมือขึ้นก่ายหน้าผากหลับตาครุ่นคิดถึงการหาทางเอาคืนในครั้งนี้ว่าควรจะทำอย่างไรต่อไปดี
เขาเริ่มลังเลและไม่อยากลงมือกระทำ แม้จิตใต้สำนึกจะบอกว่าเธอแสนดีแต่มันเป็นความจริงที่พ่อของเธอสั่งฆ่าวัตรเพื่อเธอ
นั่นมันร้ายกาจต่อเขา... ร้ายกาจที่สุด หากเมื่อสิบหกปีก่อนวัตรไม่ตายคนที่ต้องตายก็คือเธอ...
หนึ่งธิดา
เธอควรตายไปตั้งนานแล้วที่เธออยู่ต่อได้เพราะแย่งเอาชีวิตและลมหายใจของวัตรมา
วัตรเองก็เป็นคนที่แสนดีแม้จะไม่มีเงินมากมายอย่างที่หนึ่งธิดามี นั่นไม่ได้หมายความว่าวัตรควรจะสละชีวิตตนเองเพื่อให้หนึ่งธิดาได้อยู่ต่อ
แม้แต่มดสักตัววัตรยังไม่กล้าจะบี้ให้มันตาย บางทีที่หนึ่งธิดาแสนดีอยู่อย่างนี้ได้อาจเป็นเพราะเธอมีหัวใจของวัตรอยู่ในร่างกายก็เป็นไปได้
น้ำหนักตัวด้านข้างโซฟาที่ยุบฮวบลงเล็กน้อยทำให้วิทย์สะดุ้งตื่นจากภวังค์ความคิด
เขาพลิกตัวจับร่างผู้บุกรุกกดลงกับโซฟาใหญ่ ดวงตากร้าวร้าวรุนแรงเปิดขึ้นเพื่อมองเหตุการณ์ตรงหน้า
ฝ่ามือใหญ่ของเขากดกระชับอยู่รอบลำคอเล็กๆ ขาวผ่องของหนึ่งธิดา เธอหน้าซีดเผือดเจ็บแปลบตรงช่วงลำคอจนไม่สามารถส่งเสียงร้องออกมาได้
เพียงเขาออกแรงกดเพิ่มอีกนิดเธอจะคอหักตายทันที!
วิทย์คลายฝ่ามือออกเมื่อสีหน้าหนึ่งธิดาเปลี่ยนเป็นเขียวคล้ำ เขาสงบนิ่งและคิดหาทางหนีทีไล่สำหรับตอบคำถามว่าเขามาอยู่ในห้องนอนของเธอได้อย่างไร
สมองกำลังครุ่นคิดหาทางออกสองตาของวิทย์ก็จ้องมองดูหนึ่งธิดาที่หอบหายใจหนักๆ
ก่อนจะค่อยๆ คลายตัวลงและเปิดตาขึ้นมองตอบกลับเขามาอย่างสงบนิ่งเช่นกัน น่าแปลกที่เธอไม่โวยวาย
ไม่ร้องขอความช่วยเหลือเมื่อพบว่ามีผู้บุกรุกในห้องของตนเอง
“พี่วิทย์จริงๆ ด้วย”
“ครับน้องดา” เขาเกลียดเสียงตัวเองนักที่ยังตอบรับเธอเสียงเบา ทำไมเขาถึงไม่กระโชกโฮกฮากและเกรี้ยวกราดใส่ให้เธอตกใจกลัว
“น้องดาแปลกใจตั้งแต่แรกพบพี่ที่โรงพยาบาลแล้ว น้องดารู้สึกได้ว่าต้องเป็นพี่แต่น้องดาคิดไม่ถึงว่าจะฝันถึงพี่เป็นคนแรกอีกด้วย”
จู่ๆ เธอก็ยิ้ม เป็นยิ้มที่ระบายความตื่นเต้นดีใจ เป็นยิ้มที่ทำให้เขางุนงงทั้งคำพูดและท่าทางที่เธอแสดงออก
อะไรคือความหมายของคำพูดที่ว่า ‘รู้สึกได้ว่าต้องเป็นเขา’ มันหมายความว่าอย่างไร?
แล้วอะไรกันคือคำอธิบายของประโยคที่ว่า ‘ฝันถึงพี่เป็นคนแรก’
“น้องดาแปลกใจนะคะ ไหนว่าในฝันจะไม่รู้สึกเจ็บแต่ทำไมน้องดาถึงเจ็บ เมื่อครู่น้องดาเจ็บมากเลยนะคะพี่วิทย์”
“พี่ขอโทษ เมื่อครู่พี่ตกใจไม่คิดว่าจะมีใครมานั่งข้างๆ โดยที่พี่ไม่รู้สึกตัว”
“น้องดาขอโทษค่ะ น้องดาไม่ควรเข้ามานั่งข้างๆ พี่ แต่น้องดาดีใจนะที่น้องดาฝันเห็นพี่แบบนี้”
“ฝัน... หรือ?”
วิทย์ขมวดคิ้วจับจ้องมองดูหนึ่งธิดาที่ยังนอนยิ้มอยู่เบื้องล่างมีเขากึ่งคร่อมทับเธอไว้บนโซฟาตัวใหญ่
เธอคิดว่านี่คือความฝันอย่างนั้นน่ะหรือ?
ซื่อบื้อไปหรือเปล่าถึงแยกแยะไม่ออกว่าไหนคือฝัน ไหนคือความเป็นจริง
“ใช่... น้องดากำลังฝัน น้องดาดีใจนะที่น้องดาฝันครั้งแรกก็เป็นพี่วิทย์”
“น้องดา... ไม่เคยฝันหรือ?”
“ไม่เคยเลย แต่น้องดาเคยอ่านในหนังสือพระนะ ท่านบอกเอาไว้ว่าคนที่ฝันคือคนที่ยังมีกิเลส
ท่านบอกเอาไว้ว่าเมื่อใดก็ตามที่เราเกิดตัณหาหรือ ‘ความอยาก’ ขึ้น เมื่อนั้นอุปาทานหรือความยึดมั่นถือมั่นจะเกิดตามมาทันที
และตราบใดที่เรายังฝันอยู่แสดงว่าเราก็ยังมีกิเลส ตัณหา อุปาทาน ตราบนั้นเราจะคงเวียนว่ายตายเกิดไม่รู้จักจบจักสิ้น
น้องดาไม่เคยฝันเลยน้องดายังแอบดีใจว่าชาติหน้าน้องดาจะไม่เวียนว่ายตายเกิดอีกแล้ว
แต่ตอนนี้พี่วิทย์ทำน้องดาผิดหวังแล้วละ... น้องดาฝันเห็นพี่วิทย์เป็นคนแรกแล้ว หัวใจของน้องดามีกิเลสเสียแล้ว”
เธอหัวเราะอย่างนึกขำแต่เขาสิขำออกที่ไหนกันเมื่ออยู่ๆ
ก็โดนข้อหาเป็นตัวกิเลสทำให้เธอไม่อาจนิพพานอย่างที่เฝ้าฝันเอาไว้ได้
“แต่คนอื่นเขาว่าเวลาฝันมันไม่เจ็บทำไมฝันของน้องดาเจ็บจัง?” หัวคิ้วเล็กๆ
เริ่มขมวดเข้าหากันเมื่อเธอเลิกหัวเราะและเริ่มคิดถึงเหตุการณ์เมื่อครู่
“หรือว่านี่จะไม่ใช่ความฝันแต่เป็นความจริง? ไม่หรอก... มันต้องเป็นความฝันอยู่แล้ว
แม้พี่วิทย์จะรู้จักน้องดาแต่ว่าพี่วิทย์ก็รู้แค่ว่าน้องดาชื่อน้องดา แล้วพี่วิทย์จะเข้ามานอนอยู่ในห้องของน้องดาได้อย่างไร?
พี่วิทย์ไม่ได้เป็นเบ็นเท็นเสียหน่อยจะได้แว๊บไปแว๊บมาได้น่ะ”
หนึ่งธิดาเอื้อมมือขึ้นจับแตะและสัมผัสไปตามใบหน้าของวิทย์ที่นิ่งขึงมองเธอไม่ขยับเขยื้อน
เธอลูบไล้อย่างอยากรู้อยากเห็น เขามองดูแววตาของเธอที่เริ่มเปลี่ยนแปลงจากนิ่งเรียบเป็นซุกซนและสนใจใคร่รู้
หรือเพราะเธอเข้าใจว่านี่คือความฝันจึงไม่ระวังความประพฤติของตนเอง
“ในฝันมันแตะสัมผัสกันแบบนี้ได้ด้วยหรือ?”
“ในฝันเราจะทำอะไรก็ได้ที่เราอยากทำ น้องดาล่ะอยากทำอะไรบ้าง?”
“น้องดาเหรอ? อืม... น้องดาอยากมีอิสระ น้องดาอยากออกไปดูผู้คนนอกบ้าน น้องดาอยากไปทะเล
น้องดาอยากไปภูเขา น้องดาอยากไปอีกตั้งมากมาย แต่ว่า... สุดท้ายน้องดาก็ไปได้แค่กับทีวีในห้องน้องดาเท่านั้นเอง
ความฝันมันพาน้องดาออกไปนอกห้องได้มั้ย? น้องดาไม่อยากอยู่แต่ในห้อง น้องดาไม่อยากอยู่แต่ในบ้าน
มันเหงา มันเงียบ มันน่าเบื่อ ความจริงนะ... ถ้าตอนสิบขวบน้องดาไม่เจอกับพ่อ ป่านนี้น้องดาคงไปเกิดใหม่เป็นเด็กอายุสิบห้าปีที่ไม่ต้องถูกขังอยู่แต่ในบ้านแบบนี้
พี่วิทย์ว่าจริงมั้ย?”
หัวใจของวิทย์แปลบปลาบเมื่อต้องมารับฟังความรู้สึกของเธอ
เธอก็ไม่ได้เป็นสุขและไม่ได้อยากมีชีวิตอย่างนี้เลย หากเลือกได้เธอเลือกตายแล้วไปเกิดใหม่
ไม่ต้องเป็นคนที่มีปัญหาหัวใจจนขยับตัวทำอะไรก็ไม่ได้
ดวงตาเศร้าสร้อยของเธอน่าสงสารเหลือเกินหนึ่งธิดา
“ถ้าได้ไปเกิดใหม่น้องดาคงจบมัธยมสามแล้ว พี่วิทย์รู้มั้ยเพราะไม่ตายน้องดาก็เลยไม่ได้ไปโรงเรียน
น้องดาไม่มีเพื่อน ไม่รู้น้องดาจะเกิดมาทำไมถ้าตั้งแต่เช้ายันเย็นน้องดาต้องเฝ้าวนเวียนอยู่ในพื้นที่จำกัด”
เธอพูดไปเรื่อยๆ ก่อนจะหยุดและกะพริบตามองใบหน้าหนุ่มในฝันคนแรกของเธอ เมื่อเห็นสีหน้าเขาไม่ใคร่จะดีนัก
“พี่วิทย์เศร้าหรือคะ? ทำไมทำหน้าเสียใจขนาดนั้น น้องดาขอโทษนะคะที่พูดจาไร้สาระกับพี่
ทั้งๆ ที่พี่อุตส่าห์เป็นคนแรกที่น้องดาฝันถึง” เธอพยุงตัวเองลุกขึ้นนั่งค่อยๆ
ลูบไล้ปลายนิ้วกับสองข้างแก้มของเขาด้วยความสงสาร แต่เพราะความสากระคายของผิวเนื้อที่เริ่มมีตอหนวดเคราถึงกับหันเหความสนใจของเธอ
ดวงตาเศร้าสร้อยของเธอเริ่มเปลี่ยนเปลง
อาจเพราะเธอคิดว่านี่คือความฝันจึงไม่เก็บงำอารมณ์ความรู้สึก รู้สึกอย่างไรเธอก็แสดงออกไปอย่างนั้น
วิทย์เองก็ไม่ทักท้วงสิ่งใดเขาปล่อยให้เธอแสดงออกอย่างที่เธอต้องการ ไม่เสียทีที่บุกเข้ามาจนถึงห้องนอนของเธอ
การเข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกที่แท้จริงของเธอทำให้เขาเรียนรู้เธอได้ง่ายขึ้นว่าอะไรคือสิ่งที่มีค่าที่สุดสำหรับเธอ
“หนวดเคราของผู้ชายเป็นแบบนี้เอง น้องดาเคยอ่านเจอในอินเตอเน็ตมันบอกว่าหนวดเคราจะเป็นตอแข็งๆ
เหมือนกับเข็มนับร้อยๆ เล่มเลย พี่วิทย์เจ็บมั้ยคะมีเข็มทิ่มเนื้ออยู่แบบนี้ตั้งเยอะตั้งแยะ”
ดวงตางดงามเปล่งประกายใคร่รู้จับจ้องไล่ตั้งแต่สองข้างแก้มเรื่อยละไปยังปลายคางแกร่ง
ก่อนจะวกสายตามามองยังริมฝีปากหยักคมของเขาและจับจ้องนิ่งเอาไว้อย่างนั้น
เขารู้ทันในแววตานั้นว่าเธอกำลังสนใจสิ่งใดต่อจากหนวดเคราของเขาเมื่อครู่
ผู้หญิงอย่างไรก็ยังคงเป็นผู้หญิง แม้เธอจะเป็นผู้หญิงที่ถูกเก็บกักเอาไว้แต่เพียงภายในบ้าน
แต่บ้านของเธอไม่ใช่ถ้ำยุคหินหนึ่งธิดาสามารถเรียนรู้เรื่องต่างๆ ผ่านโลกออนไลน์ เพียงแต่เธอยังไม่มีโอกาสได้ลองทำในสิ่งที่เธอเรียนรู้มาก็เท่านั้นเอง
ในเมื่ออยากรู้และอยากลองเขาก็เต็มใจจะสอนให้!
วิทย์ค่อยๆ โน้มใบหน้าเข้าหาเธอช้าๆ
รับรู้ว่าเธอกำลังนิ่งอึ้งและชั่งใจอยู่ว่าควรนิ่งเฉยรอรับจุมพิตจากเขาหรือว่าควรถอยหนีออกไปก่อนดี
แต่เวลาให้เธอคิดมีไม่มากริมฝีปากหยักคมกำลังแตะซับและเริ่มกดทับริมฝีปากบางแดงระเรื่อเบาๆ
ในวินาทีนั่นเองที่วิทย์รับรู้ได้ว่าร่างกายของเขาชาวาบ รู้สึกถึงกระแสแปลบปลาบลึกๆ
ที่ซาบซ่านร้อนแรงและปราถนาในกายหญิงสาวตรงหน้า
ความรู้สึกอยากครอบครองพุ่งขึ้นสูงสุด แต่มันกลับถูกปล่อยทิ้งให้ตกลงสู่พื้นดินอย่างไร้เยื่อใย
หนึ่งธิดาดีดตัวหนีออกไปกะพริบตาถี่ๆ เพื่อเรียกสติของตนเอง สองแก้มนวลซับสีเลือดจนเข้มจัดอย่างเอียงอาย
เธอหนีไปก่อนที่เขาจะทันได้จุมพิตเธอ ดวงตาสองคู่สบประสานกันไม่มีคำถามและไร้คำตอบ
วิทย์จ้องมองแววตาไหวระริกกึ่งกล้ากึ่งกลัว เธอใคร่อยากรู้แต่กลับกลัวที่จะได้รู้
“น่าขายหน้าจัง จิตใต้สำนึกของน้องดาต้องการแบบนี้จริงๆ น่ะหรือ?
น้องดาอยากให้พี่วิทย์จูบน้องดาจริงๆ น่ะหรือ? หรือว่าจริงๆ
แล้วน้องดาแค่สนใจเพศตรงข้าม บางทีที่น้องดาอยากได้ก็แค่จูบ อาจเป็นกับใครก็ได้
ไม่สิ... มันต้องไม่เป็นแบบนี้ คนเราถ้าบังคับควบคุมจิตใจตนเองไม่ได้ก็ไม่ต่างอะไรจากสรรพสัตว์ที่ไร้ความเจริญ
เพราะฉะนั้นน้องดาต้องควบคุมจิตของตัวเองให้ได้แม้จะเป็นเพียงแค่ในฝัน”
เธอพึมพำตำหนิตัวเอง
“ก็แค่ฝันน้องดาจะจริงจังเกินไปหรือเปล่า?”
“ไม่ได้หรอกค่ะ น้องดาจะอ้างความฝันเพื่อทำตัวเหลวไหลไม่ได้ น้องดาจะทำให้พี่เจษเสียใจไม่ได้”
พี่เจษ! เธอหมายถึงเจษฎาวัฒน์พี่ชายต่างมารดาใช่ไหม?
นั่นคือจุดอ่อนที่เธอห่วงใยหรือ? ดวงตาของวิทย์เจิดจ้าขึ้นเมื่อเริ่มค้นพบแล้วว่าจิตใจของหนึ่งธิดาเกี่ยวพันอยู่กับสิ่งใด
“แค่ฝันถ้าน้องดาไม่บอกพี่เจษก็ไม่รู้หรอกครับ”
วิทย์แสร้งหยอดยั่วยุให้หนึ่งธิดาลองฝ่าฝืนดู เขาแค่อยากจะรู้ว่าเธอจะกล้าทำหรือไม่
“ไม่ค่ะ! น้องดาทำไม่ได้หรอก
พี่เจษบอกน้องดาเสมอว่าน้องดาต้องระวังตัวห้ามมอบใจรักให้กับใคร ไม่มีผู้ชายคนไหนยอมรับและอยากจะมีภรรยาร่างกายอ่อนแอขี้โรคแบบน้องดาหรอก
หากน้องดาไม่เชื่อพี่เจษสุดท้ายน้องดาจะต้องเสียใจและช้ำใจจนตาย น้องดาไม่กลัวช้ำใจจนตายหรอก
มันคงจะดีมากหากว่าก่อนตายน้องดายังสามารถเรียนรู้ที่จะรักใครสักคนหนึ่งได้
แต่ที่น้องดากลัวคือพี่เจษจะเป็นทุกข์และเสียใจกับความเหลวไหลของน้องดามากกว่าค่ะ”
นั่นอย่างไรสิ่งที่เขารอคอย! หากจะลงโทษหนึ่งธิดาให้เจ็บปวดปางตายเขารู้แล้วว่าใคร... คือเหยื่อที่แท้จริง
“ในโลกนี้มีคำว่า ‘แต่’
และมีข้อยกเว้นเสมอครับน้องดาชายที่รักและยอมรับน้องดาอาจมีอยู่จริงๆ”
“ไม่มีหรอกค่ะพี่เจษพูดถูกแล้ว น้องดาอ่านหนังสือมาเยอะประการเดียวที่น้องดาสรุปได้ในประเด็นของน้องดาก็คือ
น้องดาเชื่อว่าไม่มีผู้ชายใจดีแบบนั้นอยู่จริง
อาจจะมีหากว่าได้เรียนรู้และคบหากันมาเนิ่นนานผ่านบทพิสูจน์ด้านกาลเวลามาด้วยกัน แต่ในกรณีของน้องดาตลอดชีวิตที่ผ่านมาน้องดาไม่มีใครจึงเป็นไปไม่ได้กับเรื่องรักแท้แบบในนิยาย”
รอยยิ้มและแววตาสดใสเลือนหายไปคงเหลือไว้แต่แววเศร้าจางๆ ในดวงตาคู่สวยของหนึ่งธิดา
เขารู้ว่าเธอกำลังพยายามหลอกให้ตนเองเชื่อและคิดเช่นนั้น
“น้องดากำลังหลอกตัวเองอยู่นะครับ”
“มันไม่มีประโยชน์อะไรที่จะไฝ่หารักแท้นี่คะพี่วิทย์”
“อะไรทำให้น้องดาคิดอย่างนั้น”
“น้องดามีเวลาเหลืออยู่ไม่มากอีกไม่นานน้องดาก็จะตาย”
“ผลการตรวจครั้งล่าสุดออกมาปกติดีไม่ใช่หรือครับน้องดา”
“เอ๋! พี่วิทย์รู้ได้อย่างไรกันคะ?
อ๋อ... นี่มันในฝันนี่นะพี่วิทย์รู้ก็ไม่แปลกอะไรใช่มั้ยคะ?”
“อย่าไปสนใจเลย บอกพี่สิอะไรคือความหมายของคำว่า ‘กำลังจะตาย’
ที่น้องดาพูดถึง”
“น้องดารู้สึกเสมอว่าชีวิตของน้องดาอยู่มาจนถึงเดี๋ยวนี้ได้เพราะกำลังรอใครบางคนอยู่
ใครบางคนที่จะเป็นผู้ส่งลมหายใจสุดท้ายให้กับน้องดา ใครบางคนที่จะเดินเข้ามาและตัดสินให้น้องดาอยู่หรือตายก็ได้”
หนึ่งธิดาจ้องมองสบตากับวิทย์นิ่งอย่างสงบเยือกเย็นเมื่อเอ่ยถึงเรื่องความตาย
“น้องดาพบแล้วค่ะ น้องดารู้แล้วว่าน้องดากำลังรอคอยใครอยู่ คนคนนั้นคือพี่วิทย์ค่ะน้องดาไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไรแต่น้องดารู้แค่ว่า
พี่... คือคนสุดท้ายที่จะได้อยู่กับลมหายใจสุดท้ายของน้องดา”
“พี่อย่างนั้นหรือ?”
“ค่ะ เป็นพี่ น้องดารู้ตั้งแต่ได้พบกับพี่ที่โรงพยาบาลในวันนั้นแล้ว”
วิทย์นิ่งเงียบเขาไม่รู้ว่าอะไรทำให้เธอรู้สึกอย่างนั้น อาจเป็นสัญชาตญาณสุดท้ายของคนเราก็ได้
แต่สิ่งที่เธอไม่รู้คือเขาได้เปลี่ยนใจเลือกให้เธออยู่อย่างทรมานจนอยากตายมากกว่าหายใจได้เสียแล้ว
“อย่าคิดมากเลยครับน้องดามันเป็นแค่ความรู้สึกที่อาจไม่เกิดขึ้นจริงก็ได้”
“น้องดาไม่เคยคิดมากหรอกค่ะพี่วิทย์ ไม่ว่ามันจะจริงหรือไม่จริงมันไม่ได้ส่งผลอะไรต่อความรู้สึกของน้องดาอยู่แล้ว
ไม่ว่าอย่างไรน้องดาก็ต้องตายแค่ตายช้าหรือเร็วเท่านั้นเอง”
วิทย์ถอนหายใจเฮือกแล้วเฮือกเล่ากับเรื่องราวและความรู้สึกของหนึ่งธิดา กว่าจะกล่อมให้เธอหลับลงได้อีกครั้งไม่ง่ายเลย
การได้พูดคุยกับหนึ่งธิดาทำให้วิทย์สรุปได้อย่างหนึ่งว่าเธอไม่ได้โง่ เธอค่อนข้างจะฉลาด
แต่เพราะเธอไม่มีสังคม อยู่แต่ที่บ้านขาดประสบการณ์ชีวิตทำให้บางครั้งดูเหมือนเธอโง่
การพบกันครั้งนี้เธออาจปักใจว่าตนเองได้ฝันไป แต่หากเมื่อไหร่ที่เธอแยกแยะได้ว่าอันไหนฝันอันไหนเรื่องจริง
เธอจะเข้าใจเรื่องทุกอย่างได้ในทันทีเช่นกัน
วิทย์พาตัวเองกลับเบญจรัศม์ด้วยหัวใจที่อ่อนล้า รายงานทุกอย่างให้ท่านราชาได้รับฟังและขังตัวเองอยู่คนเดียวเนิ่นนาน
เขาได้อะไรกลับมาเยอะมากจากการนั่งคุยกับหนึ่งธิดา ได้มาเยอะกว่าตอนไปซุ่มแอบดูเธอทั้งวันเสียอีก
ช่างเสียเวลาเปล่าจริงๆ รู้อย่างนี้ลุยเข้าไปนั่งคุยกับเธอก็จบเรื่องไปตั้งนานแล้ว
บทสรุปที่วิทย์ได้คือพี่ชายของเธอพยายามสร้างพื้นที่ที่เรียกว่า ‘ปลอดภัย’ ไว้ให้กับน้องสาวคนเดียวของเขา
เจษฎาวัฒน์พยายามจัดสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมกับผู้ป่วยผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจได้พักฟื้นและอยู่อาศัย
ให้เธอได้มีชีวิตยืนยาวขึ้น
คำว่า ‘ดีที่สุด’
ของพี่ชายอาจไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดของน้องสาว
หนึ่งธิดาเธอไม่แสดงออกให้ใครได้รับรู้ว่าเธอเป็นทุกข์และไม่ต้องการการมีชีวิตอยู่ในกรงขังเช่นนั้น
เหตุผลเพียงประการเดียวที่เธอยอมทนเพราะเธอไม่อยากเห็นพี่ชายเสียใจ เธอจึงยอมอยู่อย่างไร้ชีวิตชีวาเพื่อรอวันตาย
แต่เธอไม่กล้าตายเพราะหากเธอตายคนที่ร้องไห้เสียใจมากที่สุดก็คือพี่ชายที่เธอรัก
“น่าสงสารนะผู้หญิงคนนั้น”
ราชาเลือกเอ่ยเรื่องนี้อีกครั้งเมื่อได้อยู่ตามลำพังกับวิทย์หลังจากฟังเรื่องราวของหนึ่งธิดาผ่านไปสองวันเต็มๆ
“ครับท่าน”
“บางทีถ้าเธอฆ่าเขาเสีย อาจเป็นการสงเคราะห์ให้เขาไปดีขึ้นก็ได้”
“ไม่! เธอต้องไม่ตาย
ผมจะไม่ฆ่าพวกเขาแต่จะสอนให้พวกเขารู้รสชาติของความเจ็บปวดปางตายเหมือนผม”
ราชาถอนหายใจกับคำประกาศของวิทย์ ได้แต่นิ่งเงียบและคิดตรึกตรองถึงสิ่งที่ทำลงไป
การเปลี่ยนใจวิทย์ไม่ได้ยากอย่างที่นึกกลัว เพียงแค่หลอกล่อด้วยกลอุบายเล็กน้อยอย่างที่ปฏิพัฒน์นำมาใช้ก็สามารถเปลี่ยนใจวิทย์ได้แล้วแต่มันจะดีจริงๆ
น่ะหรือ? ไม่ฆ่าแต่ว่าจะเก็บสองพี่น้องนั้นไว้ทรมานเล่นแบบนี้?
การเชื่อและทำตามที่ปฏิพัฒน์แนะนำอาจจะแย่กว่าเดิมด้วยซ้ำไป บางทีราชาก็รู้สึกว่าไม่น่าหลงเชื่อปฏิพัฒน์เอาเลย
แม้ปฏิพัฒน์จะหัวเราะและบอกว่าเชื่อเถอะสุดท้ายวิทย์จะพ่ายแพ้ให้แก่หัวใจตัวเอง บางทีวิทย์อาจจะรักหนึ่งธิดาไปตั้งแต่แรกเจอแล้วก็ได้
เพียงแต่เจ้าตัวยังไม่รู้ตัวเองดีและยังไม่อาจยอมรับกับความจริงเพราะติดใจอยู่เพียงว่าเธอคือผู้หญิงที่ได้ครอบครองหัวใจของวัตรนานนับสิบหกปี
“แล้วจะทำอย่างไรต่อไปเล่าวิทย์”
“ผม... จะกลับไปหาเธออีก”
“แบบไหน? ไปหาแบบตัวเป็นๆ หรือว่าไปในฝัน”
“ในฝันครับ แม้ผมยังไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรกับเธอดี แต่ผมเชื่อว่าอีกไม่กี่วันผมจะคิดได้ว่าควรทำอย่างไรครับ”
“ชีวิตของหนึ่งธิดาน่าสงสารมากอยู่แล้ว ปล่อยวางไม่ได้หรือวิทย์?”
“ไม่ครับ... ปล่อยไม่ได้”
ไม่ว่าอย่างไรวิทย์ก็ไม่เปลี่ยนใจอีกแล้ว หัวใจของวัตรอยู่ที่เธอเธอต้องได้รับกรรมที่ทำให้วัตรต้องตาย
อีกไม่นานนี้หรอกหนึ่งธิดา เธอจะได้รู้ว่าความเจ็บปวดที่สุดนั้นเป็นเช่นไร
กับเจษฎาวัฒน์นั้นยังคงค้างเรื่องเอาไว้ก่อน เขาจะมุ่งเป้าหมายไปที่หนึ่งธิดา หลังจากนั้นเรื่องราวมากมายจะดึงเอาเจษฎาวัฒน์เข้ามาร่วมเป็นทุกข์ไปด้วยในภายหลังเอง




ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น